คู่หูจอมพลัง อาหารต้านโรค

ธรรมชาติบำบัด

ตอนที่ 1...ในช่วงเวลา 20 - 30 ปีที่ผ่านมา มีการค้นคว้าวิจัยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับพลังในการรักษาของสารประกอบที่มีอยู่ในอาหารบางชนิด เช่น ไลโคพีน วิตามินดี และกรดไขมันจำเป็น มาโดยตลอด จนมาถึงวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ต่างก็ตระหนักว่า ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระบางตัว เช่น ซัลโฟราเฟน ในบร็อคโคลี่ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำมาจับคู่ ให้ทำงานร่วมกับสารประกอบอีกตัวหนึ่ง เช่น เซเลเนียม ซึ่งพบมากในเนื้อไก่ เนื้อปลา และถั่วบางชนิด จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านโรคได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น

การจับคู่อาหารที่ช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน เป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ซึ่งอาหารเหล่านี้ก็ไม่ได้หายากอะไรเลย เป็นอาหารที่หาได้ในครัวของเรานี่เอง...

 

ต้องคู่...คู่หู คู่ชา

ในบรรดาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ชาเขียวมักจะมาเป็นที่หนึ่งเลยทีเดียวค่ะ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในชาเขียวมีฮีโร่ตัวเก่งที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชื่อว่า คาเทชิน (catechins) ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงของทั้งโรคหัวใจและมะเร็งได้ แต่นอกจากนี้ เรายังสามารถช่วยหากองหนุนมาเสริมคุณค่าให้กับชามากขึ้นไปอีก ด้วยการเติมผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวลงไปสักนิด

เรื่องนี้เขาได้มีการทดลองในห้องแล็บกันมาแล้ว และพบว่ากรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) ที่พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว และผลไม้จำพวกส้ม สามารถช่วยรักษาระดับของสารคาเทชินในลำไส้ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมคาเทชินเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

ดังนั้น หน้าร้อนนี้ หากใครจะดื่มชาเย็นๆ สักแก้ว อย่าลืมฝานมะนาวใส่ลงไปด้วยสักชิ้นก็แล้วกันค่ะ

อ้อ! ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีคำแนะนำที่ได้จากการทดลองอีกว่า การจับคู่ชาเขียวกับแคปไซซิน (สารประกอบที่ทำให้พริกมีรสเผ็ด) ก็สามารถจะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น การรวมพลังระหว่างชาเขียวกับไลโคปีน ซึ่งพบมากในแตงโมและมะเขือเทศ ยังช่วยเพิ่มฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายได้อีกด้วย

 

เธอคือส่วนที่ขาดหาย วิตามินดีกับแคลเซียม

หากแคลเซียมสามารถคุยกับวิตามินดีได้ แคลเซียมคงจะพูดว่า "วิตามินดีที่รัก เธอเติมเต็มฉัน" นั่นก็เพราะว่าวิตามินจากแสงแดดช่วยเพิ่มปริมาณแคลเซียมที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ลำไส้ แม้ว่าเราจะสามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารหลากหลายชนิด เช่น เต้าหู้ โยเกิร์ต เมล็ดงา บร็อคโคลี่ และเนยแข็ง แต่หากปราศจากตัวช่วยให้การดูดซึมเป็นไปด้วยดีแล้ว กระดูกของเราก็จะไม่ได้รับประโยชน์มากเท่าที่ควร

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปได้เปิดเผยรายงานว่า การบริโภคอาหารที่ให้แคลเซียมและวิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอกับความจำเป็นของร่างกายทุกวัน มีความเกี่ยวข้องกับอัตราที่ลดลงของภาวะกระดูกสะโพกหักในคนวัย 47 ปีขึ้นไป ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนักวิทยาศาสตร์จากฮาร์วาร์ดก็ค้นพบว่า การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงกับระดับวิตามินดีในเลือด มีผลต่อการช่วยลดการหลั่งของอินซูลิน ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ และการศึกษาของฮาร์วาร์ดอีกชิ้นหนึ่ง ก็ระบุว่า ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่ได้รับทั้งแคลเซียมและวิตามินดีสูงสุด มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมลดลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่จะรับประกันได้ดีที่สุดว่า เราจะได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอในแต่ละวันก็คือ ให้ร่างกายได้รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 10 นาที นอกจากนั้น ก็ยังสามารถอาศัยแหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา แซลมอน และซาร์ดีน แต่หากไม่แน่ใจว่าร่างกายจะได้รับวิตามินดีได้เพียงพอถึงวันละ 2,000 IU หรือไม่ ก็อาจจำเป็นต้องกินวิตามินดีเสริมเป็นประจำทุกวัน

 

มิตรแท้ของลำไส้ กล้วยหอมกับโยเกิร์ต

โยเกิร์ตและอาหารหมักอื่นๆ เช่น นมเปรี้ยว ถั่วเหลืองหมัก กะหล่ำปลีดอง หากนำมาจับคู่ตุนาหงันกับจุลินทรีย์ชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า โปรไบโอติก จะช่วยรักษาภูมิคุ้มกันและระบบการย่อยของร่างกายให้แข็งแรง แต่จุลินทรีย์ตัวนี้ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องการอาหารมาหล่อเลี้ยง และอาหารของแบคทีเรียโปรไบโอติกก็คือ อินนูลิน

อินนูลิน เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ทำหน้าที่เหมือนแหล่งอาหารสำหรับเหล่าจุลินทรีย์ในลำไส้ พบได้มากใน กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง (แอสพารากัส) หัวหอม กระเทียม ต้นกระเทียม จมูกข้าวสาลี และอาร์ติโช้ค

นอกจากอินนูลินจะเป็นมิตรกับลำไส้แล้ว ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเพื่อความแข็งแรงของกระดูกอีกด้วย

 

ไขมัน เพิ่มความเริดให้สลัด

สลัดผัก เมนูที่ขาดไม่ได้สำหรับคนรักสุขภาพ แต่หากกินบ่อยๆ กินทุกวันด้วยรสชาติเดิมๆ ยังไงก็ต้องเกิดอาการเบื่อกันบ้างละค่ะ ลองเพิ่มรสชาติใหม่ๆ ด้วยไขมันที่มีประโยชน์จากเมล็ดถั่วต่างๆ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ หรืออะโวคาโด นอกจากจะช่วยให้สลัดจานเดิมของเราน่ากินขึ้นแล้ว ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ เช่น ลูทีนในผักใบเขียว ไลโคพีนในมะเขือเทศและพริกหวาน และเบต้า-คาโรทีนในแครอท ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อีกด้วย

ไขมันจะช่วยให้กระบวนการย่อยช้าลง จึงทำให้ร่างกายมีโอกาสดูดซึมสารอาหารจากพืชในอาหารมื้อนั้นๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ไขมันยังช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี ละลายในลำไส้ จึงช่วยให้สารแอนตี้ออกซิแด๊นท์ผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากถูกดูดซึมเข้าไปแล้ว สานต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะไปช่วยทำลายอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวร้ายที่จะทำอันตรายต่อดีเอ็นเอ และก่อให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงทำให้แก่เร็วอีกด้วย

ความจริงแล้ว ในปี 2008 วารสาร Journal of Nutrition ได้รายงานการวิจัยที่ศึกษากับผู้ที่กินอาหารที่มีอัลฟาและเบต้า แคโรทีน สารประกอบในผักและผลไม้ และพบว่า กลุ่มคนที่กินอาหารที่อุดมด้แคโรทีนทั้งสองตัวนี้มานานเกินกว่า 15 ปี มีความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกินในระยะเวลาที่น้อยกว่า

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า