มนต์อียิปต์ (๓)

สารคดีต่างแดน

เข้าสู่วันใหม่ เราออกเดินทางไปเมืองอเล็กซานเดรียอย่างไม่เร่งร้อน ด้วยผู้นำคณะเห็นใจว่าเมื่อวานสะบักสะบอมกันมาพอสมควรเลยให้เวลาได้นอนหลับพักผ่อนกันเต็มที่

ก่อนลงมากินอาหารเช้า ฉันออกไปยืนที่ระเบียงหมายจะชมเมืองจากมุมสูง ได้เห็นแม่น้ำไนล์ชัดเต็มตา เพราะโรงแรมคอนราด ไคโร ที่พักของพวกเราตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำสายนี้เพียงแค่ถนนคั่นเท่านั้น แต่พอมองไปไกลกว่านั้นกลับเห็นอะไรไม่ค่อยถนัด ด้วยมีหมอกลงจัดจนทั้งเมืองขาวโพลนไปหมด มีคนบอกว่าในตอนกลางคืน คนท้องถิ่นชอบออกมาเดินหย่อนใจแถวริมแม่น้ำกัน ถ้ามีเวลาน่าลองไปเดินเก็บบรรยากาศดู ก็ได้แต่ทำบันทึกฝากไว้ในใจ เพราะชีวิตของฉันตอนนี้ได้ยกให้คณะทัวร์เป็นผู้กำหนดไปแล้ว

จัดการหาอาหารเติมใส่ท้องจนเต็มพร้อมออกเดินทางไกล วันนี้ไก๊ด์ของเราเปลี่ยนไปเป็นผู้ชาย

"หน้าเหมือน นิโคลาส เคจ เลย" ฉันเกิดหูดีไปได้ยินผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าคุยกับเพื่อนเลยกลับมาพิจารณาไก๊ด์คนใหม่อีกทีก็เห็นคล้อยตาม แม้จะเป็น นิโคลาส เคจ ในภาคที่ผอมไปสักหน่อย แต่ผ่านไปไม่เท่าไหร่คะแนนนิยมในตัวพ่อหนุ่มเคจก็ตกฮวบ เพราะเวลาเขาพูด ทุกประโยคจะต้องมีคำว่า เอ่อ อ่า เหมือนคนติดอ่างแทรกมาด้วยตลอด ตอนแรกยังพอทำใจ แต่ฟังนานไปเริ่มรำคาญจนหลายคนเลิกสนใจ ไม่ฟงไม่ฟังมันแล้วเอาดื้อๆ แต่ว่าจากใจความสำคัญที่รวบรวมหลังสกัดพวกคำ เอ่อ อ่า ออกไป ไก๊ด์คนนี้ก็มีความรอบรู้ดี เขาบรรยายเข้มข้นอย่างกับจะติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ ทั้งที่ลูกทัวร์แต่ละคนแก่เกินวัยเรียนไปนานแล้ว

นอกจากจะได้ไก๊ด์หน้าตาเหมือนดาราดัง วันนี้เรายังได้พบปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นานๆ จะเกิดขึ้นที่นี่สักที ทำเอา "ยัตเซอร์" เจ้าหน้าที่จากอียิปต์แอร์อีกคน (ผู้ที่ทำให้คำว่า My Friend ฮิตระบาดไปทั่วคณะ เพราะเขาจะเรียกเราทุกคนด้วยคำพูดหนิดหนมนี้อยู่ตลอดเวลา) ออกอาการดีใจใหญ่นั่นก็คือ มีฝนตก...

"มายเฟรนส์ พวกคุณโชคดีมากเลย เพราะที่นี่ไม่มีฝนตกมานานแล้ว"

...จริงเหรอ...ขอบอกอย่างไม่อายว่า ฉันไม่ได้รู้สึกยินดีเลย เพราะการมาเที่ยวแล้วมีฝนตกย่อมหมายถึงความชื้นแฉะ ไปไหนมาไหนไม่สะดวก ถ่ายรูปออกมาก็ไม่ค่อยสวย เพราะท้องฟ้าหม่นมัว แต่บ่นไป พระพิรุณท่านก็หาได้สนใจ ยังนึกสนุกปล่อยน้ำลงมาไม่ขาดระยะ แม้จะไม่ได้สาดโครมครามลงมาเป็นห่าใหญ่ แค่โปรยปรายพอเปียกๆ เย็นๆ แต่ขอถามอีกทีเถอะ ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยล่ะเจ้าคะ!!!

นั่งทำใจมองเม็ดฝนด้วยสายตาเหม่อลอยเหมือนตัวเองเป็นนางเอกมิวสิควิดีโอเพลงอกหักอยู่ได้ไม่นานก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างที่สองของวันอันเป็นผลสืบเนื่องจากการมีฝนตก นั่นคือเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ซึ่งหนึ่งในคู่กรณีก็คือรถบัสที่พวกเราโดยสารมานั่นเอง

"บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า" คนข้างหน้าส่งเสียงถามพวกกลุ่มเด็กท้ายรถ หลังมีเสียงดังตึงใหญ่มาจากด้านท้าย โชคดีไม่มีใครเป็นอะไร เพราะการชนไม่หนัก จัดเป็นเพียงการจูบกันเบาๆ แต่ก็ทำให้ต้องเสียเวลาอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ไม่รู้คนขับลงไปคุยอะไรกับเจ้าของรถอีกคัน เพราะอย่างที่เคยบอกแล้วว่าที่นี่ไม่มีบริษัทประกันให้ต้องเรียกหายามเกิดอุบัติเหตุ

"บอกแล้วว่าคนที่นี่ขับรถตอนฝนตกไม่เป็น"

"ก็นานๆ ตกทีนี่เนอะไม่เหมือนบ้านเรา"

คนไทยช่างเม้าท์เริ่มตั้งวงระหว่างรอฟังผลการเจรจาว่าจะออกมาในรูปไหน ที่สุดรถทั้งสองคันได้แยกย้ายทางใครทางมัน โดยที่ฝ่ายเรามีรอยบุบตรงบั้นท้ายด้านซ้ายมาเป็นที่ระลึก

ถึงอเล็กซานเดรียแล้ว...

เมืองนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศอียิปต์ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากทำเลทำให้เป็นเมืองตากอากาศที่มีบรรยากาศโดยทั่วไปแตกต่างจากไคโรมาก ที่เห็นได้ชัดอย่างแรกคือ ตึกรามบ้านช่องของคนเมืองนี้มีความสวยงาม เป็นระเบียบ และสะอาดสะอ้านกว่าที่เมืองหลวงเยอะ เนื่องจากเป็นเมืองที่เคยถูกปกครองโดยชนหลายเชื้อชาติ เริ่มจากอียิปต์ดั้งเดิม ก่อนจะตกเป็นของกรีกโรมัน ต่อด้วยการเข้ามาของศาสนาอิสลามจากอาณาจักรออตโตมันจนทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่มีศิลปะหลายแนวปะปนผสมผสานกัน

อเล็กซานเดรียมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากเรื่องราวและชื่อของคน ๔ คน ได้แก่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช คลีโอพัตรา จูเลียส ซีซาร์ และ มาร์ค แอนโทนี

เริ่มที่ชื่อ "อเล็กซานเดรีย" มาจากการตั้งให้สอดคล้องกับพระนามของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งเป็นผู้มาพบและได้ทำการเปลี่ยนโฉมเมืองจากเดิมเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็กๆ ชื่อ "ราคอนดาห์" เมื่อ ๓๓๒ ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ ๒,๓๐๐ กว่าปีก่อน จนใหญ่โตสวยงาม ประวัติศาสตร์อียิปต์ช่วงหลังจากการเข้ามาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีความน่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาวกรีกเริ่มตั้งตนเข้ามาปกครองอียิปต์และได้สร้างเมืองอเล็กซานเดรียให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมกรีกในแอฟริกาจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด

หลังจากสถาปนาบริเวณนี้ให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรกรีกแล้ว พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ทรงยกเมืองให้ปโตเลมี แม่ทัพของพระองค์เป็นผู้ดูแลในระหว่างที่ทรงทำการขยายอาณาจักรออกไปยังเอเชียกลาง กระทั่งองค์มหาราชไปเสด็จสวรรคตเสียที่อินเดีย แม่ทัพผู้นี้จึงได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ และเกิดราชวงศ์ปโตเลมีขึ้นปกครองอียิปต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฟาโรห์ปโตเลมีที่ ๑ ได้ก่อร่างสร้างเมืองอเล็กซานเดรียอย่างจริงจัง ตัวเมืองได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางของวิชาการและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคนั้น ดังมีผู้บันทึกเอาไว้ว่า ในเมืองอเล็กซานเดรียมีพระราชวัง ปราสาท สถานอาบน้ำ และห้องอาหารมากมาย นอกจากนี้ยังมีหอสมุดอเล็กซานเดรียเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ดึงดูดเหล่านักปราชญ์คนสำคัญของโลก อาทิ เพลโต อริสโตเติล อาร์คิมิดิส ให้มาพบปะกันอยู่เสมอ

หลังจากอียิปต์ถูกปกครองโดยกรีกอยู่ราว ๓๐๐ ปี เมืองอเล็กซานเดรียก็ถูกกองทัพโรมันของ จูเลียส ซีซาร์ บุกยึดครอง ราชวงศ์ปโตเลมีถึงกาลสิ้นสุด และถือว่าเป็นการสิ้นสุดการปกครองโดยราชวงศ์ในรัชสมัยของพระนางคลีโอพัตราผู้เลื่องชื่อ ในช่วงเวลาต่อจากนี้การต่อสู้ระหว่างชนชาติยิว อาหรับ มุสลิม และโรมันที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ได้ทำให้ความเจริญรุ่งเรืองของอเล็กซานเดรียเริ่มลดลง ยิ่งเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายด้วยแล้ว เมืองก็ยิ่งเสื่อมถอย บวกกับภายหลังถูกกองทัพอาหรับโจมตียึดเมืองไว้ได้และมีการสถาปนากรุงไคโรเป็นเมืองหลวงของอียิปต์แทนทำให้ชื่อเสียงของอเล็กซานเดรียที่เคยยิ่งใหญ่แทบสูญ

เคราะห์กรรมของเมืองยังไม่หมดแค่นั้น ดังที่ในสุภาษิตจีนมีกล่าวไว้ว่า โชคร้ายมักไม่มาครั้งเดียว เมื่อวาสโก ดา กามา นักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้ค้นพบเส้นทางเดินเรืออ้อมแอฟริกา โดยผ่านทางแหลมกู๊ดโฮปมาสู่อินเดียในปี ๑๔๙๘ ส่งผลให้บทบาทของอเล็กซานเดรียในฐานะเมืองท่าการค้าขายลดลงไป จวบจนเมื่ออียิปต์ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรออตโตมัน ในช่วงปี ๑๕๑๗-๑๗๙๘ อเล็กซานเดรียก็แทบจะกลายเป็นเมืองร้างที่ไม่มีความหมายอะไรไปเลย

อเล็กซานเดรียถูกปลุกชีพคืนมาอีกครั้งในศตวรรษที่ ๑๙ โดยรัฐบุรุษชื่อ "มูฮัมหมัด อาลี" ผู้นำประเทศสู่ยุคโมเดิร์นอียิปต์ มีการสร้างท่าเรือและทางรถไฟเชื่อมระหว่างไคโรกับอเล็กซานเดรียซึ่งช่วยนำพาความเจริญรุ่งเรืองเริ่มกลับมาสู่อดีตเมืองหลวงอีกครั้ง คนต่างถิ่นเช่นชาวยุโรปพากันอพยพเข้ามาทำมาหากิน มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมเมืองจนต้องสร้างโรงแรมและบ้านพักตากอากาศเอาไว้รองรับมากมาย ปัจจุบันอเล็กซานเดรียจัดเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงฤดูร้อนของคนอียิปต์ เพราะค่าครองชีพยังไม่สูงเกินจนกระทั่งจำกัดให้แต่คนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิมาเที่ยวพักผ่อนได้

สถานที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดการมาชมคือ สุสานโบราณใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย (The Catacombs of Alexandria) หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกยุคกลาง

คาตาโกมบ์นี้เป็นหลุมศพของชาวโรมันที่มาอาศัยอยู่ในอียิปต์ในช่วงที่อาณาจักรโรมันแผ่ขยายอิทธิพลมาปกครองอียิปต์ ลักษณะก่อสร้างเป็นการขุดลงไปในภูเขาหินทรายเป็นชั้นๆ ลึกลงไป ๓๕ เมตร มีช่องทางเดินวกเวียนไปมายาวหลายไมล์ ด้วยว่ามีศพชาวโรมันบรรจุไว้จำนวนกว่าห้าหมื่นศพ! แต่ตรงปากทางลงสู่สุสานไม่ได้มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลย นอกจากมีโลงศพหินตั้งวางโชว์ไว้จำนวนหนึ่ง แต่พอเดินตามบันไดเวียนวนเป็นวงลงไปกลับต้องร้องโอ้โหด้วยความทึ่งสุดสุดว่า เขาทำได้ยังไงกันเนี่ย

พื้นที่ภายในสุสานแบ่งออกเป็นสามชั้น แต่ละชั้นมีความกว้างมาก เพดานสูง และมีทางเดินเชื่อมถึงกันหมด ชั้นแรกมีไว้สำหรับลำเลียงโลงและศพลงมา ชั้นที่สองเป็นที่ฝังศพ ซึ่งถ้าคนตายเป็นคนธรรมดา ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์อะไร ช่องบรรจุโลงศพจะทำแค่เจาะผนังให้เป็นช่องสี่เหลี่ยมเรียงติดกันไปไม่สู้จะเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก แต่ถ้าผู้ตายเป็นคนอีกชนชั้นหนึ่งจะทำเป็นห้องแยกออกมาเฉพาะ มีการประดับตกแต่งบริเวณหน้าหลุมศพและโลงศพด้วยปูนปั้นอย่างสวยงาม บ้างห้องเก็บเป็นครอบครัว ถือเป็นสุสานประจำตระกูลกันเลย ส่วนชั้นสุดท้ายเป็นห้องโถงใหญ่ใช้สำหรับทำพิธีทางศาสนาและเป็นที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย โดยจัดให้มีการเลี้ยงสังสรรค์กันทั้งวัน ว่ากันว่าตอนที่นักโบราณคดีค้นพบที่นี่เป็นครั้งแรก บนโต๊ะยังมีขวดไวน์และจานวางไว้อยู่เลย

ความสมบูรณ์ของสุสานราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ไม่ให้มีคนหรือธรรมชาติมาแตะต้องทำลายได้ เนื่องจากในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้สุสานถูกกลบปิดไว้ กระทั่งในปี ๑๙๐๒ มีลาตัวหนึ่งบังเอิญตกลงไปในหลุมปากทางเข้าสุสานและต้องติดอยู่ในนั้นหลายวัน กว่าเจ้าของจะตามหาตัวเจอ เจ้าลาโชคร้ายก็กลายเป็นศพล่าสุดของสุสานโบราณนี้ไปแล้ว แต่เราก็ต่างต้องสำนึกในบุญคุณความเสียสละถึงขั้นชีวิตของมันที่ทำให้เกิดการค้นพบสถานที่สำคัญที่เคยหายไปจากการรับรู้ของมนุษย์มาเนิ่นนาน

โผล่หน้าขึ้นมาอีกที ฝนขาดเม็ดไปแล้ว แต่ฟ้ายังไม่เปิดบอกให้รู้ว่าน้ำจากฟ้าพร้อมจะโปรยลงมาใหม่ได้ทุกเมื่อ ไก๊ด์เรียกพวกเรากลับมาขึ้นรถ หลายคนเลยขอแวะไปเข้าห้องน้ำก่อน...เรื่องห้องน้ำเป็นอีกเรื่องที่คิดว่าน่าจะพูดถึงหน่อย โดยเฉพาะสำหรับคุณที่เป็นผู้หญิง เกือบทุกที่ที่เราไป มีห้องน้ำให้บริการ ไม่ต้องกังวล แต่จะให้ช่วยรับรองถึงขั้นวางใจได้เลยคิดว่าอย่าเพิ่งดีกว่า ถ้าเป็นเรื่องความสะอาดไม่ต้องพูดถึง ไม่เหมือนห้องน้ำที่บ้านอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญขอแนะนำว่าคุณควรมีเพื่อนไปด้วยสักคน อย่าเพิ่งมาคิดจะเป็นสาวมั่น ฉันดูแลตัวเองได้เอาตอนนี้เชียว เพราะหลายแห่งเลยที่มักจะมีห้องน้ำอยู่ ๑-๒ ห้อง และห้องหนึ่งนั้นจะต้องกดชักโครกไม่ได้ ส่วนอีกห้องชักโครกใช้ได้ แต่กลอนประตูกลับเสีย ให้ตายเถอะ มันชอบเป็นอย่างนี้กันจริงๆ คราวนี้แหละเพื่อนที่คุณชวนมาด้วยกันจะมีประโยชน์ขึ้นมาทันที

ออกจากคาตาโกมบ์ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี เราได้มากินที่ร้านอาหารบนถนนเลียบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน วิวสวย แต่ว่ารถติดมาก กว่าจะคืบคลานพามาส่งถึงร้านเล่นเอาท้องไส้แทบขาด เมนูเริ่มต้นด้วยซุป ตามด้วยอาหารจานหลักที่มีข้าวกับปลาเป็นพระเอก รสชาติใช้ได้ แต่ในบางจานของบางคนยังแอบมีน้ำพริกปลาย่าง ไม่ก็น้ำพริกแมงดาปลอมปนมา เพราะว่าเป็นสิ่งที่ขาดจากกันไม่ได้เลย

อิ่มท้องแล้ว ออกเที่ยวต่อ เราเลือกไปดู โรมัน เธียเตอร์ เป็นโรงละครกลางแจ้งสร้างขึ้นในสมัยที่โรมันเข้าปกครองอียิปต์เช่นกัน ซากโรงละครโบราณนี้อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นถนนในปัจจุบันลงไปพอสมควร และมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดเล็กจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดพบจากหลายแหล่งให้ชมประกอบด้วย มีทั้งของที่พบในพื้นที่บริเวณรอบโรงละคร และที่นำขึ้นมาจากใต้ทะเล เนื่องจากเคยเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งใหญ่จนเมืองอเล็กซานเดรีย บริเวณที่ตั้งพระราชวังของพระนางคลีโอพัตราจมลงใต้น้ำทั้งหมด เมื่อหลายปีก่อนมีนักโบราณคดีดำน้ำลงไปดูซากเมืองในความลึก ๕-๖ เมตร พบว่า ในอ่าวอเล็กซานเดรียมีสมบัติโบราณอยู่เต็มไปหมด ประเมินแล้วมากกว่าสองพันชิ้น รวมทั้งมีซากเรืออับปางที่เป็นของโรมันและกรีกโบราณด้วย

สำหรับตัวโรงละครถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๔ และถูกใช้งานมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ หรือก่อนการบุกรุกเข้ามาของชาวอาหรับ แต่เดิมพื้นที่นี้ถูกทับถมไว้ด้วยทรายที่เกิดจากการขุดคลองในยุคของกษัตริย์โมฮัมหมัด อาลี จนกลายสภาพเป็นสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ไปก่อนที่ทีมขุดค้นชาวโปแลนด์จะมาพบร่องรอยเข้าเมื่อ ค.ศ.๑๙๖๐

สิ่งที่หลงเหลือให้เห็นชัดเจนที่สุดคือ ที่นั่งซึ่งสร้างแบบยกสูงไล่ระดับขึ้นไปเป็นรูปเกือกม้าจำนวน ๑๓ แถว แต่เชื่อว่าของเดิมน่าจะมี ๑๖-๑๗ แถว ทำจากหินอ่อนที่อาจเป็นหินนำเข้าจากอิตาลี ยกเว้นแถวหน้าสุดที่ทำจากหินแกรนิต สามารถจุผู้ชมได้ราว ๗๐๐-๘๐๐ คน ตามที่นั่งบางจุดพบว่ามีตัวเลขกำกับไว้ แต่บางที่ก็ไม่มี คาดกันว่าเพราะเหตุแผ่นดินไหวทำให้ต้องมีการซ่อมบวกสร้างโรงละครขึ้นมาใหม่ จึงถือโอกาสปรับเปลี่ยนลักษณะบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานอย่างอื่น เช่นใช้เป็นสถานที่ประชุมหารือทางการเมือง นอกจากแถวที่นั่งยังมีเสาหินอ่อนเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งจึงพอคาดเดาได้ว่า แต่เดิมโรงละครต้องมีหลังคาคลุมอยู่ด้านบนเพื่อช่วยป้องกันผู้ชมจากการแดดและฝน รวมถึงช่วยในเรื่องระบบเสียงด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เมื่อก้มมองดูพื้นที่ตรงกลางสำหรับทำการแสดงทางด้านซ้ายและขวาจะเห็นมีร่องรอยของพื้นซึ่งปูด้วยกระเบื้องโมเสกลวดลายละเอียดยิบสวยทีเดียว สันนิษฐานว่าตรงจุดนี้เป็นที่สำหรับตั้งวงดนตรี ใกล้กันยังมีห้องสำหรับนักแสดงได้มาพักผ่อนอิริยาบถ เปลี่ยนเสื้อผ้า และใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ประกอบการแสดง ถัดจากโรงละคร การขุดค้นยังขยายออกไปจนพบซากสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ประกอบอีกมาก เช่น ห้องอาบน้ำ ถนน และห้องประชุมย่อย ตรงนี้เองที่ช่วยตอกย้ำถึงความเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของวิชาการและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคนั้นของอเล็กซานเดรีย

เดินอยู่มาเจอกับแก๊งเด็กผู้ชาย ๔ คน กำลังวิ่งเล่นกันสนุก คิดในใจว่าถึงไม่มีกองทรายแล้ว แต่เด็กก็ยังชอบมาเล่นที่นี่กันอยู่ดี พวกเขายิ้มเขินเมื่อฉันโฉบเข้าไปใกล้ แต่ความเป็นเด็กทำให้หนีความอยากรู้อยากเห็นไปไม่พ้น สี่หนุ่มน้อยเริ่มขยับเข้าหา คล้ายอยากดูว่าพี่ถ่ายรูปอะไร ฉันเลยได้โอกาสขอให้พวกเขาช่วยเป็นนายแบบให้หน่อย เท่านั้นละ แต่ละคนจัดท่าทางให้ถูกใจเจ๊ไปเลย

"หอสมุดอเล็กซานเดรีย"

ต้องมาปิดท้ายหนึ่งวันในอเล็กซานเดรียที่นี่สิถึงจะเป็นการจบที่สมบูรณ์แบบ สถานที่นี้ไม่ได้ต่างจากที่แห่งอื่นที่ได้ไปชมในด้านว่ามีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี แต่อย่างที่รู้กันดีว่า หอสมุดอเล็กซานเดรีย (Bibliotheca Alexandrina) ในปัจจุบันเป็นของใหม่ แต่ว่าตั้งอยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาวิทยาลัยอเล็กซานเดรีย ใกล้เคียงกับตำแหน่งของหอสมุดเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์ปโตเลมีที่ ๑ และ ๒ ว่ากันว่าในห้องสมุดเดิมมีม้วนหนังสือปาปิรุสภาษากรีกมากถึงเจ็ดแสนม้วน และมีตำราของอริสโตเติลและนักปราชญ์คนสำคัญในสมัยกรีกโรมันมากมาย แม้แต่ "ธีราโธสทีนัส" ผู้พิสูจน์ว่าโลกกลมเป็นคนแรกยังเคยทำงานเป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดนี้เลย แต่เมื่อ จูเลียส ซีซาร์ ยกทัพมายึดเมืองได้เมื่อ ๔๘ ปีก่อนคริสตกาลก็ได้เผาบางส่วนของห้องสมุดไป ทำให้เอกสารและหนังสือถูกทำลายไปไม่น้อย พระนางคลีโอพัตราได้พยายามรวบรวมและบูรณะหอสมุดขึ้นมาใหม่ภายในวิหารเซอราเปียม โดยได้รับความช่วยเหลือจากนายพลมาร์ค แอนโทนี ในการจัดหาหนังสือมาเป็นของขวัญให้แก่พระนางจำนวนกว่าสองแสนม้วน ด้วยวิธีไปปล้นยึดเอามาจากหอสมุดแห่งเพอร์กามอนซึ่งเป็นห้องสมุดที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ในขณะนั้นมาอีกทีหนึ่ง (อย่างนี้จะเรียกว่ารับของขวัญหรือรับของโจรดี) แต่สุดท้ายแล้วหอสมุดอเล็กซานเดรียก็ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์เมื่อกองทัพอาหรับบุกยึดครองอียิปต์ได้ ค.ศ.๖๔๐

ผู้ที่มีความคิดจะฟื้นฟูหอสมุดอเล็กซานเดรียขึ้นมาอีกครั้งเป็นนักประวัติศาสตร์ชื่อ มุสตาฟา อัล อับบาดี แต่ต้องประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย จนเมื่อรัฐบาลอียิปต์ รัฐบาลอิรัก รัฐบาลฝรั่งเศส และยูเนสโกร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและการส่งผู้เชี่ยวชาญในการจัดสร้างห้องสมุด โครงการจึงเดินหน้าต่อและเสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นการได้เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓

หน้าตาของอาคารหลังใหม่ สถาปนิกได้ออกแบบให้เป็นทรงกลมขนาดใหญ่คล้ายกับดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาจากทะเล บ่งบอกถึงการการมีชีวิตและแสงสว่าง ผนังตึกด้านหน้าทำจากหินแกรนิตจากเมืองอัสวาน สลักตัวอักษรต่างๆ กว่า ๑๒๐ ภาษา จนเต็มพื้นที่ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีอักษรภาษาไทยของเราด้วย

เดินดูอาคารด้านนอกแบบผลุบๆ โผล่ๆ เพราะมีฝนตกลงมาอีกต้องคอยหาที่หลบ ชาวคณะก็ทำตัวกลมกลืนไปกับหนุ่มสาวนักศึกษาเดินเข้าไปดูข้างในบ้าง เพียงแต่พวกเราต้องซื้อตั๋วราคา ๑๐ ปอนด์อียิปต์ก่อน พบว่าด้านในมีการจัดพื้นที่ใช้สอยแบบเล่นระดับถึง ๑๑ ชั้น รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๗๐,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูล และพื้นที่สำหรับจัดเก็บหนังสือทุกภาษาในโลกนี้จำนวนมากถึงแปดล้านเล่ม ด้วยเจตนาจะให้เป็นศูนย์กลางการเรียน การวิจัยอารยธรรมของอียิปต์ กรีซ และประเทศต่างๆ ในเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ในนี้ยังมีห้องอ่านหนังสือพิเศษสำหรับคนตาบอด ห้องอ่านหนังสือสำหรับเด็ก พิพิธภัณฑ์ ๓ แห่ง ห้องแสดงภาพ ห้องปฏิบัติการ และที่ขาดไม่ได้จากบทเรียนในอดีตคือมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ทันสมัยด้วย

เราสามารถเดินอยู่ในหอสมุดได้โดยอิสระ แต่ต้องสำรวม ไม่ส่งเสียงรบกวนตามระเบียบการใช้ห้องสมุดทุกแห่ง หากสุดท้ายดูเหมือนทุกคนจะไปกระจุกตัวกันอยู่ในร้านขายของใกล้กับทางออกโดยไม่ได้นัดหมาย สินค้าในร้านค้าของหอสมุดมีดีไซน์สวยแปลกตากว่าที่เห็นตามร้านขายของที่ระลึกทั่วไป และยังมีหนังสือพิมพ์สี่สีอย่างสวยสำหรับคนชอบอ่าน ด้วยเหตุผลเย้ายวนเกินห้ามใจนี่เองจึงทำให้เกิดการมะรุมมะตุ้มซื้อกันชนิดที่ว่าคนขายต้องปิดไฟไล่ให้กลับไปเลย