112ปีชาตกาล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เมื่อพุดน้ำบุษย์กล่าวกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในจังหวัดเลยว่า อยากไปกราบอัฐิธาตุ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เพื่อนผู้นั้นก็ถามกลับมาว่า อยากไปวัดไหน เพราะวัดของท่านมีอยู่สองวัดคือวัดป่าโคกมน เดิมคือป่าช้าหินโง้น ที่หลวงปู่ชอบเคยมาจำพรรษาอยู่ และวัดป่าสัมมานุสรณ์ ซึ่งชาวบ้านถวายที่สร้างวัดกว่าร้อยไร่เมื่อพุทธศักราช 2501 ท่านจึงได้รับสร้างเป็นวัดขึ้นมา และอยู่จำพรรษาที่นี่เรื่อยมาจวบจนวาระสุดท้ายของท่านโชคดีที่ว่าทั้งสองวัดนี้อยู่ในบ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยด้วยกัน ห่างกันเพียงหนึ่งหมู่บ้านกั้น เพื่อนผู้ใจดีจึงอาสาพาไปทั้งสองวัด

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่พุทธศาสนิกชนเคารพศรัทธาอย่างยิ่ง ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2444 ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ณ บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายมอ และ นางพิลา แก้วสุวรรณ แต่เดิมครอบครัวท่านอยู่อำเภอด่านซ้าย ซึ่งอยู่กลางหุบเขาไม่มีพื้นที่ราบมากนัก ทำให้การทำมาหากินลำบากจึงได้พากันอพยพมาอยู่บ้านโคกมน ท่านเคยเล่าถึงเรื่องชีวิตในวัยเด็กที่แสนลำบากให้ลูกศิษย์ฟังว่า...ท่านชื่อเด็กชายบ่อ เป็นบุตรชายคนหัวปีของสกุลแก้วสุวรรณ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน4คน เป็นชาย 2 คน เป็นหญิง2 คน ท่านพอใจช่วยบิดามารดาทางด้านเรือกสวนไร่นามากกว่า การจับปู ปลา หากบ เขียด มาเป็นอาหาร ยิ่งการเล่นยิงนก กระรอก กระแต ที่เด็กๆเห็นเป็นของสนุกสนานนั้น ท่านจะไม่ร่วมวงเล่นด้วยอย่างเด็ดขาด ท่านไม่มีนิสัยทาง "ปาณาติบาต" มาแต่เด็กนั่นเอง...

...ในการดำรงชีวิตของท่านนั้น พวกเด็กๆต้องจับปู จับปลาในนาในหนองน้ำ ปลาเล็กปลาน้อย ลูกกบเขียดใช้ได้ทั้งนั้น วันหนึ่งได้เขียดมาเพียงตัวเล็กๆ ก็ต้องปิ้งให้น้องๆกิน โดยจัดแบ่งเก็บไว้สำหรับบิดามารดาด้วย น้องๆยังเป็นเด็กเล็ก ไม่ต้องใช้แรงงานอะไร ฉะนั้นจึงแบ่งเขียดตัวเล็กผอมกระจ้อยร่อยให้เพียงขาเดียว เมื่อน้องๆได้รับส่วนแบ่งเพียงเขียดปิ้งขาเดียวจึงร้องไห้ วอนขอพี่ชายให้เพิ่มอีก โดยจะขอกินทั้งตัว แม้จะสงสารน้องๆใจจะขาด แต่เด็กชายบ่อก็ต้องฝืนใจทำเป็นดุเสียงแข็ง "จะกินล้างกินผลาญอะไรกัน ตั้งเขียดทั้งตัว! ไม่ได้...ขาเดียวพอแล้ว!"

...เมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านขอมีส่วนช่วยบิดามารดาหารายได้ โดยการอาสาหาบขี้ครั่งไปขายที่จังหวัดอุดรธานี โดยเดินทางร่วมขบวนไปกับหมู่พวกที่เตรียมสินค้าไปขาย ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครใช้สอยไหว้วาน แต่อยากไปเพราะปรารถนาจะให้บิดามารดาชื่นใจ ขี้ครั่งนั้นหนักกว่า10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่มากเกินกำลังของเด็กชายวัย 7 ขวบ ทั้งยังต้องรอนแรมเดินทางจากบ้านโคกมนไปถึง 9 วัน9คืน กว่าจะถึงบ่าทั้งสองข้างจึงระบมแตกเป็นแผล ทุกข์ที่ท่านเห็นจากครอบครัว จากพ่อแม่ญาติพี่น้อง และจากตัวเอง ที่ต้องอยู่อย่างจนยากตรากตรำ ต้องทำนา ทำไร่ หากินตัวเป็นเกลียว อย่างไรก็ไม่เห็นเงยหน้าอ้าปากได้ ยิ่งโยมบิดาสิ้นชีวิตลง การช่วยมารดาทำมาหากิน ยิ่งทำให้ท่านรู้ซึ้งชัดขึ้น ชีวิตมนุษย์เกิดมาเพื่อทำงานแล้วก็แก่ เจ็บ และตาย วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น

ช่วงที่ท่านมีอายุได้14ปี มีพระธุดงค์กรรมฐานองค์หนึ่ง จาริกไปปักกลดรุกขมูลอยู่ที่วัดตระครูแซ ใกล้บ้านท่าน พระธุดงคกรรมฐานองค์นั้นชื่อ พระอาจารย์พา เป็นศิษย์องค์หนึ่งของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ท่านเป็นพระที่มีจริยาวัตรที่นุ่มนวล และเคร่งครัดในธรรมวินัย คนในหมู่บ้านรวมทั้งมารดาและญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่จึงมีความเลื่อมใสศรัทธา พากันไปปรนนิบัติอุปัฏฐาก ถวายกัปปิยะจังหัน อยู่มิได้ขาด ตัวท่านเองก็พลอยติดตามโยมมารดาไปด้วย ในฐานะที่เป็นเด็กชายแรกรุ่น วัยกำลังใช้สอย จึงได้รับหน้าที่มอบหมายให้คอยปฏิบัติรับใช้พระ ประเคนของ ล้างบาตรให้พระอาจารย์ทุกวัน ท่านสอนให้เด็กชายรู้จักของควรประเคน และไม่ควรประเคน เวลาว่างก็เมตตาสอนหนังสือให้บ้าง และอบรมการสวดมนต์ภาวนาให้บ้าง จิตของเด็กชายน้อยจึงโน้มน้าวไปสู่ทางธรรมมากขึ้นทุกที จนในที่สุดเมื่อพระอาจารย์เห็นนิสัยอันสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ฝักใฝ่ในทางธรรมของเด็กชายน้อยผู้นี้ "บ่มได้ที่" แสดง "นิสัยวาสนา" แต่ก่อนอย่างเพียงพอแล้ว ท่านก็ออกปากชวนไปบวชด้วย เด็กชายบ่อ แก้วสุวรรณก็ตอบคำเดียว...สั้นๆอย่างไม่ลังเลเลยว่า "ชอบครับ" ท่านถามย้ำ "บวชกับเราแน่หรือ" "ชอบครับ" เป็นคำตอบยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยว ท่านจึงให้ไปขออนุญาตมารดาผู้ปกครองก่อน เมื่อหลวงปู่ไปขอลามารดา เพื่อจะตามพระอาจารย์ไปออกบวช มารดาทั้งประหลาดใจและตกใจ ที่บุตรชายน้อยมีความคิดอาจหาญ เด็ดเดี่ยวใจคอจะทิ้งบ้าน ทิ้งอ้อมอกแม่อันอบอุ่น ทิ้งญาติพี่น้องไปได้หรือ ทั้งมารดาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ลูกของท่านจะมีความตั้งใจแน่วแน่มั่นคงแค่ไหน จึงถามย้ำแล้วย้ำอีก "จะบวชไหม" "จะบวชแน่หรือ" ทุกครั้งไม่ว่าใครถาม ก็จะได้รับคำยืนยันอย่างหนักแน่นมั่นคงจากเด็กชายน้อยว่า "ชอบครับ" ทุกคราวไป ดังนั้นในเวลาต่อมา ชื่อ "เด็กชายบ่อ" จึงกลายเป็น "เด็กชายชอบ" ด้วยประการฉะนี้

หลวงปู่เล่าว่า ท่านเป็นผ้าขาวน้อย ถือศีล 8 อยู่กับอาจารย์ 4 ปีเต็ม รับการฝึกอบรม ทั้งด้านข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เช่น การปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ หัดล้างเท้าเช็ดเท้าในเวลาท่านกลับจากบิณฑบาต หัดพับผ้าจีวรและสังฆาฏิ และปูผ้านิสีทนะ หัดตักน้ำ กรองน้ำ ถวายท่าน ทั้งการท่องบ่นสวดมนต์บริกรรมภาวนา และเดินจงกรม ท่านได้ออกเดินรุกขมูลติดตามพระอาจารย์ไปอย่างทรหดอดทน ไม่ว่าจะเป็นการบุกน้ำลุยโคลน บุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย ผ้าขาวน้อยก็มิได้ย่อท้อ โดยสภาพป่าดงพงไพรอันลำบากลำเค็ญในเวลากลางวัน โดยสภาพป่าเขารกชัฏอันสงัดเงียบ น่าสยองกลัวในเวลากลางคืน ท่านก็ได้ผ่านการทดสอบมาโดยตลอด ท่านสารภาพว่าสำหรับความลำบาก ความหวาดกลัว แรกเริ่มก็มีบ้าง แต่ก็ต้องพยายามอดทน ด้วยความเคารพเชื่อฟัง เห็นตัวอย่างจากท่านอาจารย์

แม้ว่าขณะนั้นจิตใจของท่าจะมุ่งมั่นไปสู่แดนผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็ตาม แต่ท่านก็เป็นผู้มีความรอบคอบอยู่มาก ท่านคิดว่าเราออกมาสู่ร่มเงาของศาสนาแต่เล็ก แทบจะไม่ได้เคยพบเห็นชีวิตตามปกติของฆราวาสวิสัยของคนหนุ่มคนสาวเลย ถ้าเราบวชไปแล้ว กลับไปพบสิ่งที่ยั่วยวนชวนกิเลสให้มันยอกย้อนซ้อนกลเอาเล่า เราจะทำฉันใด เรามิถูกมันขย้ำกระหน่ำเอาจนโงหัวไม่ขึ้นหรือ ดังนั้น ระหว่างเป็นผ้าขาววัย 17 ปีกว่า ก่อนปลงชีวิตสู่เพศพรหมจรรย์ ท่านจึงขออนุญาตพระอาจารย์กลับมาบ้านชั่วคราว ใช้ชีวิตฆราวาส ทดสอบความมั่นคงของจิตใจ ท่านใช้ชีวิตสนุกสนานกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันระยะหนึ่ง สมัยนั้นเด็กหนุ่มต้องมีรอยสักตามแขนตามขาเป็นลายดำจึงจะถือว่าเป็นชายชาตรี ใครตัวขาวเปล่าเปลือยก็ถือว่าไม่ใช่ชาย ท่านตามใจเพื่อน ยอมไปสักว่านที่แขนและขา รูป "ตัวมอม" คล้ายราชสีห์ ที่ขาทั้งสองข้าง ข้างละ 1 ตัว เขาคิดค่าจ้าง 1 บาท เงิน 1 บาท ท่านให้สักเสร็จขาข้างเดียว คือขาซ้าย พอเริ่มสักขาขวาต่อไปได้นิดเดียวก็รู้สึกเจ็บมากขึ้น เห็นว่าจะทนเจ็บไปเพื่อเขานิยมกันว่าโก้หรู ทั้งๆที่จริงมันเป็นของที่ไม่มีแก่นสารเลย ท่านจึงให้หยุดสักและเสียค่าจ้างเพียง 50 สตางค์เท่านั้น (เรื่อง "สักขาลาย" นี้ ในภายหลังเมื่อปี 2527 นี้ ท่านได้ไปเยี่ยม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านต่างคุยกันเรื่องนี้ และยังเปิดขาให้ดู "ขาลาย" ของกันและกัน เป็นสักขีพยานของการใช้ชีวิตฆราวาสก่อนออกบวช ) ประเพณีแถบอีสานมีการแอ่วสาว มีบทปรับผี เสียผี ซึ่งบางรายก็อาจจบลงด้วยการแต่งงานอยู่กินกัน ท่านเคยตามกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวบ้านผู้สาว เมื่อไปแล้วท่านกลับเห็นความวุ่นวายของชีวิตฆราวาส ไม่รู้สึกยินดีกับชีวิตที่หมกมุ่นวุ่นวายจมกองมูตรอย่างนั้น เมื่อแน่ใจตนเองแล้ว ท่านก็กลับไปกราบท่านอาจารย์ด้วยใจผ่องแผ้ว ใช้ชีวิตผ้าขาวอย่างมีธงชัยในชีวิตบรรพชิตรออยู่เบื้องหน้า

ท่านบวชสามเณรเมื่ออายุ 19 ปี ณ วัดบ้านนาแก ตำบลบบ้านากลาง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสามเณรอยู่ถึงสี่ปีกว่า โดยท่านอาจารย์พาให้ศิษย์รักออกไปศึกษาธรรมกับครูบาอาจารย์ตามสำนักต่างๆเพิ่มเติม เพื่อให้มีความรู้แตกฉานกว้างขวางขึ้น หลวงปู่จึงได้มีโอกาสไปกราบเรียนข้อปฏิบัติกับพระอาจารย์องค์อื่นๆบ้าง เช่น พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ วัดโยธานิมิต และได้อุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2467 ณ วัดสร่างโศกซึ่งปัจจุบันมีชื่อว่า วัดศรีธรรมาราม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระครูวิจิตรวิโสธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐานสโม"

ท่านมิได้มีนิสัยสนใจทางการศึกษาด้านปริยัติธรรมมากนัก แม้การท่องปาฏิโมกข์นั้น ท่านใช้เวลาเรียนท่องถึง 7 ปี จึงจำได้หมด ท่านดื่มด่ำในการภาวนามากท่านใช้คำบริกรรม "พุทโธ" อย่างเดียว มิได้ใช้ "อานาปานสติ" หรือกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ควบคู่กับพุทโธเลย จิตของท่านรวมลงสู่ความสงบได้โดยง่ายมากและเกิดความรู้พิสดาร การนี้เริ่มปรากฏแก่ท่าน ตั้งแต่ขณะที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่ ท่านสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่แปลกลึกลับได้ดีเกินกว่าสายตามนุษย์สามัญจะรู้เห็นได้ ได้ล่วงรู้ความคิดความนึกในจิตใจของผู้อื่น

ท่านได้พบ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ เสนาสนะป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม หลวงปู่มั่นได้ให้โอวาทสั้นๆว่า "ท่านเคยภาวนามาอย่างไร ก็ให้ทำต่อไปเช่นนั้น อย่าได้หยุด ธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้นั้น มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ ถ้าอยากรู้อยากเห็นธรรมเหล่านั้น ก็ให้ค้นหาเอาที่ใจของท่านเอง" หลวงปู่ชอบมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยวอดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส ถึงกับพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆว่า "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย" ท่านทำสมาธิทั้งกลางวันกลางคืน บางคราวพายุฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลาก ท่านต้องนั่งกอดบาตรเอาไว้จนสว่าง ท่านพบวิมุตติบรรลุธรรมชั้นสูงสุด เมื่อ พ.ศ.2487 พรรษาที่ 20 อายุ 43 ปี ที่ถ้ำบ้านหนองยวน ประเทศพม่า ท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาสามารถล่วงรู้สิ่งที่ลึกลับที่มนุษย์ธรรมดาตามองไม่เห็น เช่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ พญานาค ภูต ผี ปีศาจมากมาย แม้แต่ความนึกคิดภายในใจคน ท่านก็สามารถล่วงรู้ได้

ในระยะที่ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น ท่านได้รับความไว้วางใจและมอบหมาย ให้ช่วยดูแลพระเณรที่คิดอะไรนอกลู่นอกทาง ไม่ถูกต้องตามครรลองของผู้ทรงศีลธรรม ท่านก็จะตักเตือน เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นว่า ท่านมีความรู้ภายในว่องไวไม่แพ้หลวงปู่มั่น พระเณรทั้งหลายจึงเกรงกลัวท่านมาก และท่านก็ยังสามารถระลึกชาติรู้อดีตชาติของท่านเองว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง เช่น เคยเกิดเป็นพระภิกษุรักษาศีลอยู่กับพระอนุรุทธะ เคยเป็นสามเณรน้อยลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เคยเกิดเป็นท้าวมหาพรหมในพรหมโลกและเป็นสัตว์หลายชนิดอีกด้วย

คุณผู้อ่านคงจำเรื่องราวของ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์ได้นะคะ ช่วงระหว่าง พ.ศ.2525-2538 ที่ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านรับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ไทย ให้ทำหน้าที่พระธรรมทูตไปให้การอบรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวางระเบียบข้อวัตรปฏิบัติตามแบบอย่างของวัดกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ เพื่อมุ่งเผยแผ่พระธรรมคำสอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคจิตตภาวนา ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ตอนนั้นแม้หลวงปู่ชอบท่านอาพาธต้องนั่งรถเข็น แต่ท่านมีเมตตาไปเยี่ยม หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ และเป็นประธานสงฆ์ในงานวางศิลาฤกษ์สร้างศาลา เมื่อเดือนเมษายน ปีพุทธศักราช 2533 ที่วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ท่านป่วยเป็นอัมพาตตั้งแต่ พ.ศ.2514 ตอนท่านอายุ 70 ปี เมื่ออายุ 90ปี ท่านอาพาธ และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านอาพาธด้วยโรคชรา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช อาการของท่านทรุดหนัก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พิจารณาแล้วเห็นควรเชิญท่านกลับมาละสังขารที่วัด ตามประเพณี ของพระป่าสายกรรมฐาน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้มรณภาพอย่างสงบ ในระหว่างเดินทางกลับสู่ จ.เลย เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2538 สิริรวมอายุได้ 95ปี 70 พรรษา

หลวงปู่ชอบ สร้างวัดไว้มากมาย เป็นสถานบำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ศรีสะเกษ มุกดาหาร และประเทศลาว ที่วัดหลักกิโลที่ 136 เส้นทางไปเวียงจันทน์ วัดที่หลวงปู่สร้างขึ้นส่วนใหญ่ จะตั้งขึ้นเป็นป่าช้าหรือในป่าลึก สำหรับที่จังหวัดเลย หลวงปู่ชอบได้สร้างวัดจำนวนทั้งสิ้น 8 แห่ง คือ วัดป่าห้วยลาด วัดป่าบ้านบง วัดป่าสานตม วัดป่าม่วงไข่ (ปัจจุบันหลวงพ่อขันตี จำพรรษาอยู่) วัดป่าฐานสโม วัดปาโคกมน และวัดป่าสัมมานุสรณ์ ในสายพระธุดงค์กรรมฐานที่เป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นที่ยกย่องว่าหลวงปู่ชอบ ฐานสโมถือว่าเป็นศิษย์ที่สำคัญอีกรูปหนึ่ง ที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญในด้านความเพียร มีนิสัยมักน้อย สันโดษ ชอบแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นนิจ ข้อปฏิบัติ และธรรมของหลวงปู่ชอบ เป็นที่ยอมรับจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลวงปู่ชอบมักอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ว่าแสวงหาที่สงัดวิเวก เร่งทำความเพียรภาวนาอย่างหนักอย่าประมาท

วัดป่าสัมมานุสรณ์ วัดป่าวิปัสสนากรรมฐาน สาย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แห่งนี้ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังสะพุงไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 210 เส้นอำเภอวังสะพุง-อุดรธานี ถึงสี่แยกโรงเรียนบ้านวังไห ให้แยกซ้ายไปตามถนน รพช. อีก 8 กิโลเมตร ที่วัดนี้มีเจดีย์สององค์ค่ะ เมื่อถึงบริเวณวัด เราตรงไปยัง "เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" ซึ่งภายในนั้นบรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่ชอบ ผงอังคารหลวงปู่ชอบ พระธาตุที่ได้จากบริเวณงานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ชอบ เกศาหลวงปู่ชอบแปรสภาพเป็นพระธาตุและน้ำมูตรหลวงปู่ชอบแปรสภาพเป็นพระธาตุ แก้วใสคล้ายเพชร ตู้กระจกด้านข้างเป็นที่รวบรวมเครื่องอัฐบริขารของหลวงปู่ ให้ลูกศิษย์ได้เข้ามากราบไหว้เป็นสิริมงคลและเป็นหลักในการพิจารณาธรรมต่อไป

เมื่อกลับเข้ามาสู่บริเวณวัด เราพบ "เจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์" ซึ่งเป็นเจดีย์หลังเก่าในสมัยที่หลวงปู่ชอบได้สร้างไว้ กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ขนาดฐานองค์พระเจดีย์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร สูง 33 เมตร ก่อสร้างด้วยโครงเหล็ก ก่ออิฐถือปูน และเคลือบด้วยกระเบื้องอย่างดี เริ่มสร้าง พุทธศักราช 2518 แล้วเสร็จ พุทธศักราช2525

พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหาย อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เมตตาเล่าให้ลูกศิษย์ท่านหนึ่ง (Admin ของ Page หลวงปู่ชอบ ฐานสโม) ฟังว่า สิ่งสุดท้ายที่บรรจุบนเจดีย์ คือ "เหล็กไหล" โดย องค์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้มอบเหล็กไหลให้พระอาจารย์จันทร์เรียนเป็นผู้นำขึ้นไปบรรจุแทนองค์ท่าน

"...เหล็กไหลอันนี้ลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้มาจากเมืองลาว ทีแรกเขาจะมอบต่อให้กับลูกชายของเขา แต่ลูกชายของเขาประพฤติตนไม่ดี เป็นโจรเป็นขโมย เขาจึงเอามามอบถวายให้กับหลวงปู่ตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่ท่านยังเดินได้อยู่ พอหลวงปู่ท่านอาพาธเดินไม่ได้ คืนนั้นเรานอนเฝ้าหลวงปู่อยู่ที่กุฏิท่าน หลวงปู่ชอบท่านบอกให้เราไปหยิบย่ามท่านมา และให้เราล้วงลงไปเอาห่อผ้าห่อหนึ่งในย่ามของท่าน หลวงปู่บอกท่านจะมอบของที่อยู่ในห่อผ้านี้ให้เราเป็นผู้ดูต่อจากท่าน เราถามท่านว่า พ่อแม่ครูจารย์ในห่อผ้านี้มีอะไรหรือ หลวงปู่ท่านบอกว่า เหล็กไหล พอรู้ว่าเป็นเหล็กไหลเราจึงเปิดห่อผ้าออกดู มันเป็นก้อนสีดำเล็กๆ ขนาดเท่ากับเม็ดถั่วลิสง เหล็กไหลมันก็แสดงฤทธิ์ออกแสงให้เราเห็น เราพิจารณาดูไม่มีประโยชน์ที่เราจะเก็บเอาไว้รักษา เราจึงปฏิเสธที่จะรับดูแลเหล็กไหลต่อจากหลวงปู่ หลวงปู่ชอบท่านจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะสร้างเจดีย์เพื่อเก็บเหล็กไหล และบรรจุของเก่าสมบัติของพระศาสนาไว้ที่นี่ 'เจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์' จึงเกิดจาก 'เหล็กไหล' เป็นเหตุ..."

กว่าจะออกจากวัดป่าสัมมานุสรณ์ก็เป็นเวลาเย็นย่ำ แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อเดินทางต่อไปยังวัดป่าโคกมน

มีสายฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อยระหว่างทางเมื่อถึงวัดก็หยุดสนิท ภาพรุ้งทอแสง7สี ลงบนซุ้มประตูวัด สวยงามจนเราอิ่มเอิบใจกับภาพนั้นอย่างไม่อยากถอนสายตา เรากราบรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชอบ แล้วเดินไปเรื่อยๆ รู้สึกสงบร่มเย็น จนแทบไม่อยากจะรีบไปไหน เดินไปจนถึงพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ซึ่งปิดไปแล้วตามเวลา...ทำได้แค่ยกมือไหว้จากภายนอก กราบในปฏิปทางดงามและกราบในธรรมะที่หลวงปู่ สืบทอดจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ฝากไว้ให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังได้รำลึกอย่างมีสติ...คำสอนหลวงปู่ เป็นวลีสั้นๆ ประโยคสั้นๆ หากพิจารณาให้ดีแล้วนั่นคือแก่นธรรมที่ลึกซึ้ง อย่างเช่น พิจารณาตน วางตัวเจ้าของ จิตตะในอิทธิบาท 5 เอาใจใส่ มรณานุสสติ ให้พิจารณาความตาย...นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินก็ตาย และคำสอนที่สั้นที่สุดคือ...วาง