ตัวแทนชาวบ้านวัดเสาธงเก่า บางปะหัน อยุธยา บอกเล่าโครงการกล้า...ดี ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืนเพิ่มพูนรายได้

รายงานพิเศษ

กล้า...ดี โครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืนนำโดย พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมงานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง อำเภอบางปะหัน และบริเวณวัดเสาธงเก่า (ถึงสุขประชาสรรค์) ตำบลเสาธง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อดูกิจกรรมการกระจายกล้าในระดับชุมชน โดยมี สำรวย เสือเปรียว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง อำเภอบางปะหัน พร้อมด้วยกลุ่มชาวบ้านที่เคยได้รับชุด 3 พร้อมและแสดงความจำนงขอรับการสนับสนุนพืชระยะยาวเพื่อเพิ่มรายได้

พื้นที่ทั้ง 6 อำเภอในโครงการฯน้ำท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ เฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมถึง 200 คน จากผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งประเทศ800คน เนื่องจากอยุธยาน้ำท่วมสูงและนานมากมีเพียงพื้นที่หมื่นกว่าไร่เท่านั้นที่ถูกกันไว้ไม่ให้ถูกน้ำท่วม เส้นทางถนนถูกตัดขาด ราษฎรในหลายอำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมสูงเกือบ 4 เมตร ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นเวลา2เดือนเต็มเมื่อปลายปี 2554 มาชุมนุมกันที่วัดเสาธงเก่า ทั้งนี้พันธุ์กล้าเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน IKEA ธนาคารไทยพาณิชย์ เอสซีจี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คู่สร้างคู่สม Phatra บางจาก SPA-HAKUHODO

ด้วยแนวคิดที่ประสงค์ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยู่รอดได้หลังประสบสภาวะวิกฤติทางธรรมชาติ โครงการกล้า...ดี จึงสนับสนุนชุด 3 พร้อม (ชุดลดรายจ่าย) ประกอบด้วยชุด "พร้อมกิน พร้อมปลูก พร้อมเพาะ" และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มรายได้(ชุดเพิ่มรายได้)ให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่13จังหวัดในภาคเหนือตอนล่างจนถึงภาคกลาง พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นครนายก ปทุมธานี และ นนทบุรี

โครงการได้ดำเนินการ 3 ระยะ ระยะที่1 ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2554 โครงการฯได้ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยทางภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางของประเทศไทย ศูนย์กลางดำเนินโครงการฯใน 2 จังหวัด ศูนย์เพาะกล้า...ดี จังหวัดอุทัยธานี ณ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี รับผิดชอบพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดอุทัยธานี พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ และชัยนาท และศูนย์เพาะกล้า...ดี จังหวัดลพบุรี ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และกองบิน 2 กองทัพอากาศ รับผิดชอบพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง

ระยะที่ 2 ระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2555 โครงการฯได้ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย มีศูนย์กลางการดำเนินการ โครงการฯที่ศูนย์เพาะกล้า...ดี จังหวัดพระนครศรีอยุธยารับผิดชอบพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม นครนายกล ปทุมธานี และนนทบุรี

การดำเนินงานสามารถวัดผลงานได้จริงในระยะที่ 1 และ 2 สามารถลดรายจ่ายของชาวบ้านลงได้โดยเฉลี่ย 341 บาท/ครัวเรือน และยังสามารถเพิ่มรายได้จากการนำผลผลิตไปขายจำนวน 1,105 บาท/ครัวเรือน ชุดเพิ่มรายได้ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านโดยเฉลี่ยอีก 2,012 บาท

ระยะที่ 3 ระหว่างเดือนตุลาคม 2555 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 โครงการฯอยู่ระหว่างดำเนินการส่งเสริมพืชระยะยาว เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านที่แสดงความจำนงขอรับการสนับสนุน และกิจกรรมต่อยอดชุมชนกล้า...ดี หรือชุมชนเข้มแข็งที่มีความประสงค์จะพัฒนาด้านการเกษตรหรือปศุสัตว์เพิ่มเติม รวมถึงการต่อยอดโครงการแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่จังหวัดอ่างทอง และโรงเรียนในเขตเทศบาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งดำเนินการร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์

ระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม 2555โครงการฯได้สนับสนุนกล้าชะอมจำนวน 134,637 กล้าให้กับชาวบ้านจำนวน 2,602 ครัวเรือน ในจังหวัดพิษณุโลก อ่างทอง ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี คิดเป็นมูลค่า 403,911 บาท และสนับสนุนกิจกรรมต่อยอดกลุ่มชุมชนเข้มแข็ง 4 กลุ่มในจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และอุทัยธานี

ตัวแทนชาวบ้านที่นั่งล้อมวงพูดคุยให้สื่อมวลชนซักถามประกอบด้วย สำรวย เสือเปรียว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง อำเภอบางปะหัน ปัญญา เหมือนสกุล ผู้ใหญ่บ้านตำบลเสาธง มีอาชีพทำนาและทำสวนควบคู่กันไปด้วย ณรงค์ ดำรื่น สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธง ธรรมรงค์ศักดิ์ ธนวงศ์ ข้าราชการเกษียณอายุจากกรมชลประทาน จำลอง ทองไพบูลย์ แก้ว สีนวล จำนง เนื่องภิรมย์ จิราทิพย์ เชวดีโชติวัฒน์

จิราทิพย์ เชวดีโชติวัฒน์ ภริยา พันตำรวจเอก อโณทัย บวชสันเทียะ ผู้กำกับกองบินตำรวจพิเศษขับเครื่องบินพระที่นั่งถวายสมเด็จย่าตั้งแต่ยังมียศเป็นร้อยตำรวจโท สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และปัจจุบันถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

"ดิฉันเป็นแม่บ้านทำสวนทำไร่ด้วยตัวเองคนเดียว แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สามีและลูกจะกลับบ้านที่อยุธยามาช่วย เมื่อทราบข่าวจากนายก อบต.ว่ามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านแจกกล้าไม้ยืนต้นและกล้าไม้ระยะสั้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ เพราะเราสูญเสียต้นไม้ไปมากมายในช่วงน้ำท่วมใหญ่ เราได้กล้าไม้มาปลูกทดแทนของเดิม ขณะเดียวกันเราก็ต้องคิดด้วยว่าเราจะรักษาต้นไม้เหล่านี้ไว้ได้อย่างไร ยิ่งนายก อบต.บอกว่าอย่าปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่าต้องทำให้เกิดประโยชน์ ปกติดิฉันปลูกมะม่วง มะพร้าว กล้วย พริก มะเขือ มะละกอในพื้นที่สวน 1 ไร่ และยังมีพื้นที่รอบบ้านอีก2 งานกว่า รอบตัวบ้านก็ปลูกต้นไม้สารพัดที่กินได้" จิราทิพย์กล่าว

จิราทิพย์ยังเล่าด้วยว่ามารดาตนเองหกล้มและขาหักในช่วงน้ำท่วม ส่วนบิดาเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ก่อนที่น้ำจะท่วมตัดสินใจถมที่ดินสูงขึ้นมา 3 เมตร น้ำท่วม 1 เมตร เหลือเพียงมะม่วงพันธุ์แรดและเขียวเสวยรอดชีวิตเพียง 2 ต้นเท่านั้น มะนาวรอดเพียง 3 ต้น ในขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพน้ำท่วมสูง 4 เมตร ร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางพื้นที่ซึ่งไม่ได้มีการถมดินให้สูงขึ้น

"เราเป็นนักสู้ตั้งแต่เล็กๆ พื้นฐานเป็นลูกชาวนา เติบโตท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวชอุ่ม เรามีครอบครัวแล้วขยายไปใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ลูกสาวสองคนและลูกสาวบุญธรรมอีกหนึ่งคนอยู่กับสามีที่กรุงเทพฯเวลากลับบ้านอยุธยาจะให้ผลหมากรากไม้กลับไปแม่จัดการให้ไม่ต้องไปซื้อหาที่กรุงเทพฯให้แพงสตางค์ มีมะม่วง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาวมะพร้าวน้ำหอมไปแบ่งปันกันกินและยังได้แจกจ่ายเพื่อนฝูงด้วย เราปลูกไม้ที่กินได้ 9 อย่าง พ่อลูกกลับบ้านทีก็ขนผักผลไม้ไปกินได้อย่างสบายๆ เวลานี้ใช้ถังส้วมมาประยุกต์เป็นกระถางขนาดใหญ่วางใส่ดินลงไปให้เต็ม เอาไม้มาจัดเป็นพุ่มเพื่อให้ถั่วฝักยาวเกาะเลื้อยขึ้นมาได้ ปลูกมะนาวใกล้เคียง พริกขี้หนู ทั้งหมดนี้ลดต้นทุนไม่ต้องไปซื้อหา" จิราทิพย์กล่าว

จิราทิพย์ยื่นมือให้สื่อมวลชนจับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมกับบอกว่า "มือพี่หยาบกร้านเพราะเราทำงานหนักตอนนี้ก็เริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลาดุก ปลานิล ส่วนบนดินก็เลี้ยงไก่ทุกอย่างเป็นอาหารเป็นรายได้อย่างดี เป็นความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีมือที่ช่วยกันสร้างโลกได้ ดับร้อนแผ่นดินเย็นลงได้เมื่อเราช่วยกันปลูกต้นไม้ลงไปในดิน เมื่อเรารดน้ำพรวนดินทำให้เกิดความชุ่มชื้นในผืนดิน ความร่มเย็นก็จะกลับมาหาเรา เราทุกคนต้องช่วยกันให้แผ่นดินเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้แล้วความสุขก็จะกลับคืนมาหาเรา การที่เราทำงานอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทำให้ร่างกายเราแข็งแรง" พร้อมกันนี้เธอยังให้หมายเลขโทรศัพท์หากผู้ใดประสงค์จะปรึกษาหรือเยี่ยมชมสวนติดต่อได้ที่ 08-6520-0533

แก้ว สีนวล ชาวบ้านวัย 83 ปี ปลูกสวนมะม่วงพันธุ์แก้ว แรด เขียวเสวย สวนมะพร้าวบนพื้นที่ 2 ไร่ และยังมีพื้นที่ภายในหมู่บ้านอีก 4 ไร่ ปลูกพริก มะเขือ ดอกโสน บวบ ถั่วฝักยาวเป็นพืชหมุนเวียนอายุสั้นแต่ช่วงน้ำท่วมพืชเหล่านี้ตายทั้งหมด ตอนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการกล้า...ดีเริ่มต้นปลูกกันใหม่เพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนทั้งระยะสั้นและระยะยาว "ชื่อโครงการกล้า...ดีของสมเด็จย่าเป็นโครงการน่าเชื่อถือ พระองค์ท่านเสด็จฯมาไกลจากที่สูงทรงช่วยเหลือพวกเรา ผมได้เห็นสมเด็จย่าทางข่าวในพระราชสำนักทางโทรทัศน์แต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสรับเสด็จฯ ตอนนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการกล้า...ดีของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯตั้งใจว่าจะดูแลต้นกล้าเพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างดีที่สุด"

ในระหว่างวันที่ 14-27 มกราคม โครงการกล้า...ดีได้ร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องที่ท้องถิ่นเพื่อให้การแจกจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการส่งมอบพืชระยะยาวเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านที่แสดงความจำนงขอรับการสนับสนุนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 13,938 ครัวเรือนหรือประมาณ 50,175 ในเขตพื้นที่ 8 เทศบาล 28 อบต.ครอบคลุมพื้นที่ 13 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสนับสนุนพันธุ์กล้า 12 ชนิด รวมทั้งสิ้น 576,489 ต้นคิดเป็นมูลค่า5,050,119 บาทนับตั้งแต่พริกซูเปอร์ฮอต ชะอม กล้วย มะม่วง มะละกอ มะพร้าว ชมพู่ มะยงชิด กระท้อน ฝรั่ง มะนาว ส้ม มูลค่า 5 ล้านกว่าบาท รวมทั้งหมด 576,489 ต้น

โครงการนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาด้วยการนำหลักการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นต้นแบบของโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่ต้องการต่อยอดการดำเนินงานตามหลักการของโครงการบ้านหลังเลิกเรียน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การสร้างต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ "จากผู้ให้กลายเป็นผู้รับและจากผู้รับไปสู่การเป็นผู้ให้" เกิดวงจรเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง