การแพทย์ก้าวไกล

150 ปี ศรีสวรินทิรา

ตลอดพระชนมชีพที่ทรงประสบกับความทุกข์ และความวิปโยคจากการพลัดพราก โดยเฉพาะในช่วงระหว่าง พ.ศ.2422-2442 ทรงสูญเสียพระราชโอรสพระราชธิดาในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 6 พระองค์ ทำให้ทรงพระประชวรและมีพลานามัยที่ทรุดลงอย่างรวดเร็วจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงว่า จะมิทรงมีพระกำลังหฤทัยที่จะดำรงอยู่อีกต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระองค์ที่พระตำหนักศรีราชา

ขณะประทับอยู่ที่ศรีราชานี้เอง สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสถานพยาบาลเพื่อดูแลรักษาข้าราชบริพารและประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ทรงพระราชทานนามสถานพยาบาลแห่งนี้ว่า โรงพยาบาลสมเด็จ ต่อมาขนานนามว่า โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา

ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในระยะแรกทรงดูแลกิจการของโรงพยาบาลด้วยพระองค์เอง ทั้งยังพระราชทานที่ดินให้สร้างอาคาร พระตำหนัก และพระราชทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย ให้ข้าราชบริพารและประชาชนที่เจ็บป่วยมารักษา และทรงรับไว้ในพระราชินูปถัมภ์

นอกจากนี้ยังทรงริเริ่มงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปรักษาพยาบาลประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านชุมชนห่างไกล หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ยุคนั้นใช้เกวียนเป็นพาหนะบรรทุกทั้งแพทย์และอุปกรณ์ออกไปดูแลรักษาผู้ป่วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่

โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นที่พึ่งของผู้เจ็บป่วยในเวลานั้นเป็นอย่างมาก จำนวนผู้มาใช้บริการจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้การเดินทางไม่สะดวกเพราะต้องมาทางเรือ แต่การรักษาโรคได้หายขาดโดยเฉพาะโรคเหน็บชา ทำให้มีเสียงร่ำลือกันเป็นอันมาก ในพ.ศ.2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ยังทรงรับพระราชภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ต่อมา พ.ศ.2471 จึงโปรดเกล้าฯให้โอนย้ายไปอยู่ในการปกครองของสภากาชาดสยาม จนถึงปัจจุบันเป็นหน่วยงานหนึ่งของสภากาชาดไทย

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพพลานามัยและการเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะในสมัยก่อนการแพทย์ยังไม่เจริญส่งผลให้ผู้คนต้องเสียชีวิตตั้งแต่เจ้านายขุนนางไปจนถึงสามัญชนคนธรรมดา การใดที่ทรงทำได้จะทรงสละพระราชทรัพย์สิ่งของเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ป่วยไข้ในทันที ทรงเกื้อหนุนการสาธารณสุขด้วยประการต่างๆตลอดพระชนมชีพ ทรงสนับสนุนการจัดสร้างโรงศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลหลวงแห่งแรก ในปี 2431 และพระราชทานพระราชินูปถัมภ์อย่างต่อเนื่องตราบจนเสด็จสู่สวรรคาลัย

ความสนพระทัยที่มีต่อการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศนี้เองทำให้ทรงเป็นแบบอย่างแก่พระราชโอรส ได้แก่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่ทรงเป็นประดุจพระมารดา ส่งผลให้ทั้งสองพระองค์มุ่งมั่นในพระราชกิจด้านการแพทย์และการสาธารณสุขไทยมาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นการพัฒนาจนนำไปสู่มาตรฐานสากล

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงมีส่วนอันสำคัญในการสนับสนุนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของพระราชโอรสในทุกด้านโดยพระราชทานพระราชทรัพย์อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทรงสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลต่างๆ ทรงพระกรุณาพระราชทานทุนส่งแพทย์พยาบาลไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อให้มีความรู้กว้างขวางทันสมัย สามารถกลับมาช่วยพัฒนากิจการโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานของพระราชโอรส โดย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็เคยทรงได้รับทุนของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าไปศึกษาวิชาพยาบาลที่สหรัฐอเมริกา จึงมีโอกาสพบรักกับสมเด็จพระบรมราชชนก ตลอดระยะเวลาที่พระราชโอรสทรงมีความรักกับสตรีที่เป็นสามัญชน มิได้ทรงหวงห้าม หรือตั้งแง่ใดใด ทรงมีความเชื่อมั่นในการตัดสินพระทัยของพระราชโอรส และต่อมาทรงมีความชื่นชมในตัวพระสุณิสาหลังจากที่ได้ทรงประจักษ์ว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็นพระราชมารดาที่เอาพระทัยใส่พระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างดียิ่ง แม้จะต้องทรงดูแลครอบครัวด้วยพระองค์เองตามลำพังหลังสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคต

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ายังทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มีการจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง ตามข้อเสนอของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทหารที่เจ็บป่วยในวิกฤติการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส หรือ วิกฤติการณ์ ร.ศ.112 โดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงรับตำแหน่งสภาชนนี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงเป็นสภานายิกา เมื่อพ.ศ.2461 สภาอุณาโลมแดงได้เปลี่ยนฐานะเป็นองค์กรเอกชน ในนามสภากาชาดสยาม พ.ศ.2463 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี สภานายิกาพระองค์แรกเสด็จสวรรคต สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกา ต่อเนื่องมาตราบจนเสด็จสวรรคต

ทรงให้ความสำคัญกับกิจการของสภากาชาดไทยอย่างมาก ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวนมากบำรุงสภากาชาดไทยให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ทรงตั้งกองทุนพระราชทาน ใช้ดอกผลสำหรับเป็นทุนส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาการแพทย์และพยาบาลยังต่างประเทศ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญอย่างเพียงพอ กิจการของสภากาชาดไทยเป็นปึกแผ่นและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมนานัปการมาจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกา นานถึง 35 ปี ทรงมีพระราชอุตสาหะเสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานในที่ประชุมสภากาชาดไทยอย่างสม่ำเสมอ เสด็จฯไปครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2480

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าฯทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่มิได้ทรงนึกถึงพระองค์เอง เพราะตลอดพระชนมชีพมีแต่พบกับความทุกข์จากการพลัดพรากสูญเสียพระราชโอรสพระราชธิดาและพระสวามีเสด็จสู่สวรรคาลัยไปก่อนทุกพระองค์ หากกลับทรงนำความทุกข์เหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็งในการทรงงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นเป็นลำดับ จนนำไปสู่การพัฒนามาจนถึงกาลปัจจุบัน