มนุษย์สองหน้า

หนังสือคือแสงจันทร์

 

มนุษย์สองหน้า อัลแบร์ กามู : เขียน ตุลจันทร์ : แปล

แดดทอสาย จันทร์ฉายแสง คืนผ่านผัน วันผ่านพ้น

ขณะทอดความคิดเข้ามาในชีวิต พบเห็นสิ่งใดบ้าง ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม เปลือกหุ้มตัวตนหนาขึ้น หรือกร่อนบางลง อย่างไร.....

ความคิดในการกระตุ้นตรวจสอบตนเองนี้มาจากการอ่านหนังสือ "มนุษย์สองหน้า" ของนักเขียนรางวัลโนเบลที่คุ้นเคยกันเป็นอันดี อัลแบร์ กามู

มนุษย์สองหน้า อัลแบร์ กามู เขียน ตุลจันทร์ แปล สำนักพิมพ์สามัญชน พ.ศ.2533

อัลแบร์ กามู เกิดเมื่อ พ.ศ.2456 ที่เมืองมอนโดวี แอลจีเรีย ในหนังสือเขียนบอกไว้ว่า

"อัลแบร์ กามู เกิดและเติบโตขึ้นมาในถิ่นคนจนของแอลจีเรียสมัยยังอยู่ในสหภาพฝรั่งเศส บิดาเป็นกรรมกรไร่นาเสียชีวิตในปีแรกของสงครามโลกครั้งแรก พ.ศ.2457 เมื่อกามูอายุได้เพียงขวบเดียว มารดาหูหนวกอ่านหนังสือไม่ออก หาเลี้ยงตัวและลูกด้วยการรับจ้างกวาดถูบ้านเรือนคนอื่น พอเสร็จงานกลับบ้านตนเอง ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร เพราะเป็นคนไม่ชอบพูด"

กามูได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่แอลเจียร์ จบปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต(ภาคปรัชญา) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เมื่อ พ.ศ.2500 จากหนังสือชื่อ "คนนอก" และถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุ รถยนต์สปอร์ตที่เพื่อนขับให้เขานั่ง ชนต้นยับเยินระหว่างเดินทางเข้าปารีส เมื่อ พ.ศ.2503 อายุได้ 46 ปีเศษ

"การตายโดยกะทันหันไม่น่าเชื่ออย่างไร้สาระของกามู ชวนให้นักเขียนหลายคนอดเสียไม่ได้ที่จะรำพึงถึงโลกทัศน์ของเขาเกี่ยวกับความไร้สาระของชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นลีลาการเขียนอันน่าสนใจอย่างหนึ่งของเขา อย่างไรก็ตามทัศนะเรื่องชีวิตไร้ความหมายของกามูนั้น จะเห็นได้จากที่เขาแสดงออกทั้งในข้อเขียนและการกระทำ ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความหมายของชีวิต และวิถีทางที่จะดำเนินชีวิตให้มีความหมายและมีคุณค่านั่นเอง"

มนุษย์สองหน้า ใช้ตัวละครตัวเดียวเป็นผู้เล่า สะท้อนให้เห็นมุมมองส่วนลึกต่อชีวิตมนุษย์ซึ่งมักหลอกลวง ฉ้อฉลแม้แต่กับตนเอง กามูปลุกฟื้นให้เห็น "สันดานมนุษย์" จากตัวละครชื่อ

ฌอง-บัปติสต์ กลามองซ์ ผู้ซึ่งกลับใจมาสารภาพพฤติกรรมของตนเองที่ผ่านๆมา เขาเล่าอย่างหมดเปลือกไม่ว่าดีหรือร้าย ทั้งมีอารมณ์ขันลึกๆ แม้กลามองซ์เคยทำดีมากมาย มีบางเหตุการณ์ในชีวิตทำให้เราตัดสินชี้ขาดว่ากลามองซ์ว่าขี้ขลาด ทว่าในความขี้ขลาดนั้นเขาก็กล้าหาญพอที่จะสารภาพให้เรารู้ และเราเองก็หาได้ทิ้งสันดานมนุษย์ไม่ นั่นคืออ่านๆไปก็ตัดสินกลามองซ์ไปด้วยเสร็จสรรพ

กามูเจาะเปลือกแข็งที่มีให้เรียกหลากหลายชื่อ เช่น ความหลงตน อวดตน ทำดีเอาหน้า โง่เขลา ขี้ขลาด ไร้ยางอาย เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว รักสนุก ซึ่งมีอยู่เพียบแปล้ในกมลสันดานมนุษย์

ฌอง - บัปติสต์ กลามองซ์ อดีตทนายความเก่งกาจมีชื่อเสียงโด่งดังในสังคมปารีส เขาบอกว่า "ปารีสเป็นภาพลวงตาอย่างแท้จริง" เมืองใหญ่หรูหรามีคนมากมายต่างดิ้นรนเอาตัวรอด

กลามองซ์เล่าถึงอาชีพที่เคยเฟื่องฟู ต่อมาจึงปลีกตัวละทิ้งอาชีพทนายความ กลามองซ์บอกว่าเขาออกมากระทำตนเป็นผู้พิพากษา-ผู้รับผิด ซึ่งเขาอธิบายถึงที่มาของคำนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า

"จนต้องตั้งตัวเป็นผู้พิพากษาและผู้รับผิดพร้อมเสร็จไปในตัว แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นต้องศึกษาตัวเองเสียย่ำแย่ จึงได้แลเห็นหน้าสองหน้าของมนุษย์ คือตัวผมเองได้ถนัดชัดเจน - ต้องตรวจค้นความทรงจำอย่างถี่ถ้วนรอบคอบจึงได้ตระหนักแน่ว่า ผมเอาความดีเข้าข่มขี่คนอื่น ผมหาชื่อเสียงและชัยชนะได้จากการถ่อมตัวของตน และผมใช้สันติวิธีล้วนๆในการทำสงครามเพื่อให้ได้มาซึ่งทุกอย่างที่ผมปรารถนา ดังนั้น คุณลักษณะอันน่านิยมของผม เมื่อพลิกดูอีกด้านหนึ่งจึงไม่สู้สง่านัก

แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าส่วนไม่ดีในตัวผมมันกลายเป็นของดีมีประโยชน์ไปได้เหมือนกัน เช่น การที่ผมต้องวางท่าเยือกเย็นปึ่งชา เพื่อปิดบังชีวิตเสเพลของผม กลับทำให้คนอื่นนึกว่าผมเป็นคนเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้"

นี่เป็นเพียงคำสารภาพส่วนหนึ่งถึงการมีสองหน้าของกลามองซ์ และของผู้คนอื่นๆด้วย หน้าสองหน้าของเราเอง กับหน้าสองหน้าของเพื่อนร่วมสังคม คนสองหน้ามีมากมายช่วยกันสะท้อนเล่ห์กลลวงทั้งดีชั่วปะปน ยิ่งทำให้ซับซ้อน เหมือนการสะท้อนภาพกระจกแตกต่างเหลี่ยมสารพัดมุม ยิ่งเพิ่มแรงผลักและความซับซ้อนซ่อนเงื่อน เติมมลทินให้กันและกัน

แม้มนุษย์จะมีสองด้านต่างกันดีชั่ว งดงามกับดำมืด รักกับเกลียดชัง ใจร้ายกับมีเมตตา ขี้ขลาดกับกล้าหาญ ฯลฯ มนุษย์สองหน้า ส่องให้เห็นภาพมนุษย์ในมุมลบ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ความร้ายกาจ ไม่น่ารักของผู้คนนั้นมีอยู่จริง และมักจะเห็นได้ชัดเสียด้วย เช่นที่กลามองซ์ได้เล่า

"ผมอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อยที่บอกว่ามีความสุขกับทุกอย่าง เพราะในขณะเดียวกันไม่เคยพอเพียงกับสักอย่างเดียว เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีก ต้องวิ่งหาต่อไป หยุดนิ่งไม่ได้ บางครั้งเต้นรำทั้งคืน เต้นเร่าไปกับชีวิตและเพื่อนมนุษย์จนความสุขท่วมท้นและเหนื่อยแทบขาดใจ และเมื่อถึงจุดนั้นจะเหมือนมีแสงแปลบปลาบขึ้นมาชั่วอึดใจหนึ่งส่องให้เห็นคำตอบปริศนาของโลกอย่างแจ่มชัด แต่พอตื่นเช้าหายเหนื่อยคำตอบนั้นก็อันตรธานไปด้วย กลับมีเรี่ยวแรงที่จะออกวิ่งต่อไป วิ่งพล่านเที่ยวรับรางวัลของชีวิต ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ไม่รู้ว่าจะหยุดได้อย่างไร จนกระทั่งคืนวันนั้น คืนที่เพลงจบและไฟดับ...."

"จะเป็นไปได้ไหมคุณว่าเรายังรักชีวิตนี้ไม่ดีพอ และด้วยเหตุนี้กระมังความตายจึงเป็นสิ่งเดียวที่เร้าความรู้สึกของเราได้ เรารักเพื่อนที่เพิ่งตายจากไป เราบูชาครูที่เพิ่งถูกฝังและสั่งสอนเราไม่ได้แล้ว เรากล่าวคำชมเชยซึ่งเขาอาจจะต้องการได้รับมาตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ คุณรู้ไหมทำไมเราจึงยุติธรรมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนตายได้มากกว่าคนเป็น ก็เพราะเราหมดพันธะกับเขาแล้วน่ะซี เราเป็นอิสระจากเขาแล้ว"

"สมัยนี้คนชอบพิพากษากันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชอบร่วมประเวณี แต่ต่างกันตรงที่ว่าในการพิพากษานั้นไม่ต้องกลัวว่าจะหย่อนสมรรถภาพ ถ้าคุณไม่เชื่อลองแอบไปนั่งฟังการสนทนาตามโรงแรมที่ชาวฝรั่งเศสไปพักร้อนแก้เบื่อดูบ้างซิครับ หรือไม่ก็อ่านบทประพันธ์ของนักปราชญ์ยุคปัจจุบัน หรือไม่งั้นลองฟังสมาชิกครอบครัวคุณเองคุยกันก็ได้ คุณจะหูตาสว่างขึ้นมากในด้านการพิพากษาความผิดของผู้อื่น"

จะสังเกตเห็นจริงว่าโลกยิ่งขับเคลื่อนก้าวหน้า...ชีวิตยิ่งเพิ่มความซับซ้อน ไร้สาระ มายา-ทบทวีมายา ลวงซ้อนเท็จ โดยเฉพาะบนโลกหน้าจอสี่เหลี่ยมทั้งโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต

เรายิ่งเห็นโลกสองหน้าในรูปแบบต่างๆมากขึ้น ทั้งประสบกับตนเอง และสิ่งที่เราได้ตัดสินจากการเห็น มีผู้คนสวมชุดชื่อ "สองหน้า" มากมาย ไม่ละเว้นแม้แต่ตัวเราเอง

มีเรื่องเล่าในชีวิตกลามองซ์อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารีบตัดสินชี้ขาดเขาในทันทีว่า ขี้ขลาด ไร้เมตตา เรื่องมีอยู่ว่าดึกๆคืนหนึ่งขณะกำลังเดินข้ามสะพานกลับบ้าน กลามองซ์ได้พบกับหญิงสาวบนสะพานกำลังจะฆ่าตัวตาย เขาเหลียวมอง แล้วเลยผ่าน ได้ยินเสียงน้ำแตกกระจาย ไม่ได้คิดทำอะไรสักแอ๊ะเดียว--ความรู้สึกสะเทือนใจจากการละเลยนี้ กัดกร่อนใจเขาเสมอ กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะเยาะ...จะมีสักกี่คนกล้าเปิดเผยเหตุการณ์หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมของมนุษย์เช่นนี้ เหตุการณ์ทำให้เรารีบตัดสินกลามองซ์ทันทีว่าไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง โดยมิได้เผื่อมุมอื่นๆก่อนจะตัดสิน

"มันเป็นสถานการณ์ซึ่งไม่มีมนุษย์จะทนได้ (นอกจากมนุษย์ที่หลับๆตื่นๆไม่มีชีวิตเหมือนปกติชน หรืออีกนัยหนึ่งผู้ฉลาด) และมีทางป้องกันตนเองอยู่ทางเดียว คือต้องรีบพิพากษาคนอื่นเสียก่อนที่เขาจะพิพากษาคุณ จะทำยังไงได้ละครับ ในเมื่อเราทั้งหลายต่างก็คิดว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นความคิดที่ยังอยู่ในสัญชาตญาณของเรา ลึกกว่าและเหนือกว่าความคิดอื่นใดทั้งสิ้น และในอันที่จะพิทักษ์รักษาความคิดนี้ไว้ เราจะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เช่นถ้าจำเป็นต้องปรักปรำมนุษย์ทั่วโลกรวมทั้งสวรรค์ด้วย เราก็จะทำเช่นนั้นไม่รอช้า"

"ความจริงเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่ค่อยอยากเปิดอกกับคนที่ดีกว่าเรา เราชอบสารภาพข้อบกพร่องกับคนที่บกพร่องเหมือนๆเรา ซึ่งแสดงให้เห็นใช่ไหมครับว่าเรามิได้ปรารถนาที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น แล้วก็ไม่ประสงค์จะเห็นคนอื่นดีกว่าเราด้วย เราขอเพียงให้มีคนเอ็นดูเห็นใจและสนับสนุนให้เราดำเนินต่อไปตามวิถีทางที่เราได้เลือกแล้ว พูดสั้นๆก็คือว่า เราอยากเลิกเป็นคนมีความผิด แต่อยากเลิกโดยไม่ต้องใช้ความพยายามชำระล้างตัวเราเอง"

สารพัดเรื่องราวของมนุษย์อยู่ไม่สุข จากคำสารภาพของกลามองซ์สะท้อนประโยคที่ว่า "ดูเหมือนว่าเราแสวงหาโศกนาฏกรรม" แม้ว่าความทุกข์โศกมีให้เห็นจริงอยู่รอบตัวทุกวี่วันเพราะมนุษย์มักก่อให้เกิดเรื่องเศร้าเสียใจอยู่เสมอ ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ เหมือนตัวต่อโดมิโน ล้มตามเรื่อยๆไปไม่มีวันจบ แต่... "มนุษย์มีสองหน้า" "โลกมีสองด้าน" เรื่องที่คลามองซ์เล่าจึงมีขำๆอยู่ด้วย พอให้เปล่งเสียงหึๆในลำคอ

"ผมขอสารภาพว่าสัตว์โลกซึ่งมีลักษณะง่ายๆอย่างนี้ถูกใจผมจริง - ทำไมรึครับ เพราะหลังจากที่เราคิดคำนึงถึงเรื่องมนุษย์กันมามากแล้ว- จะคิดอย่างเป็นงานอาชีพหรืองานอดิเรกก็ตามเถอ ะ- เรามักจะเกิดความอยากไปคบค้ากับลิง ค่าที่มันตรงไปตรงมา ไม่มีเงื่อนปมซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง"

"ผมต้องอยู่บนยอดถึงจะสบาย แม้แต่ในความเป็นอยู่ประจำวันก็ต้องการเช่นนั้น พยายามหลีกเลี่ยงไม่ลงรถใต้ดิน ชอบเฉลียงมากกว่าในห้อง ชอบขับเครื่องบิน ถ้าเวลาลงเรือต้องขอขึ้นไปเดินบนดาดฟ้า และถ้าหากบังเอิญถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างเป็นช่างกลึงกับเป็นคนมุงหลังคา คุณไม่ต้องสงสัย ผมขึ้นหลังคาแน่ๆ ทนกลัวตกเอาหน่อยยังดีกว่า"

มนุษย์สองหน้า หนังสือดีพิเศษฝีมือการประพันธ์ของ อัลแบร์ กามู หากยังมิได้อ่านก็จงอ่านเถิด อับแบร์ กามู มิได้หมายแต่เพียงด้านเดียวว่า ชีวิตมนุษย์ไร้สาระ เป็นการล้อเพื่อส่องให้เห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งด้วย เจตนารมณ์ของกามูย่อมมีมากกว่า... ก็ในเมื่อโลกมีสองด้าน การหยิบจับ "ด้านลบ" มาโลดแสดงอีกด้านหนึ่งใช่จะไร้ความหมาย ทุกเหตุการณ์ทุกเรื่องราวทุกๆด้านย่อมมีบทเรียน...หากจะค้นหาคว้าไขว่

ดูว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพบสังคมบริสุทธิ์ แต่ความหวังย่อมเกิดขึ้นในใจเสมอไม่เคยจางคลาย...แม้กระทั่งหลังความตายเราก็ยังปรารถนาว่า จะมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลังของเรา เพื่อพาบินล่องลอยสู่สรวงสวรรค์อันแสนสุข