สืบสาน...สีสัน...สายเส้น เบญจรงค์ดอนไก่ดี

ที่นี่...รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

จากดินเหนียวเกี่ยวประสานตำนานเก่า จากเครื่องปั้นดินเผาเล่าสืบขาน

ก่อเกิดเป็น "เบญจรงค์" ดำรงนาน แต่โบราณคุณค่าไม่เปลี่ยนไป

สีทั้งห้าโลดแล่นตามแผ่นกระเบื้อง แดง เขียว เหลือง ดำ ขาว บอกนิสัย

ทุกเส้นสายเล่าเรื่องราวเรา "ชาวไทย" แฝงความนัยบ่งบอกภูมิปัญญา

ประกายทองวับวามอร่ามจิต ยิ่งเพ่งพิศ ยิ่งงดงาม ยิ่งเลอค่า

ร้อยลวดลาย พันเรื่องราว สืบทอดมา นี่แหละหนาภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย

 

เครื่องเบญจรงค์ หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบ เขียนลายโดยลงยาด้วยสีต่างๆ สีหลักทั้ง 5 มี สีดำ ขาว เหลือง แดง และเขียว (หรือคราม) และมี สีรองได้แก่ ชมพู ม่วง น้ำตาล แสด มาเสริมเติมแต่ง เป็นเครื่องถ้วยที่ต้องใช้ช่างฝีมือสูง ละเอียดและประณีต จากเครื่องใช้ในรั้วในวังถึงปัจจุบัน เครื่องเบญจรงค์ยังได้รับความนิยมโดยเฉพาะในแง่เป็น ตัวแทนแสดงความเป็นไทย

ภาชนะที่ผลิต ได้แก่ ชาม จาน โถ จานเชิง ชามเชิง ช้อน กระโถน กาน้ำ ชุดถ้วยชา ฯลฯ นิยมใช้ 5 สี แต่ส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ 4 สี ไปจนถึง 8 สี ในสมัยก่อนมีการสั่งทำเครื่องเบญจรงค์สำหรับใช้ในราชสำนัก วังเจ้านาย และบ้านขุนนางชั้นสูง ปัจจุบันผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งยุโรปและเอเชีย สร้างชื่อเสียงและทำรายได้ให้กับประเทศได้มากมาย

การผลิตขึ้นครั้งแรกไม่ปรากฏหลักฐาน มีเพียงข้อสันนิษฐานจากการพบที่พระนครศรีอยุธยา และจากลักษณะของลวดลาย สี เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องถ้วยของจีน เชื่อว่ามีการสั่งทำเครื่องเบญจรงค์จากประเทศจีน มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยช่างคนไทยจะเป็นผู้วาดลวดลาย และเขียนสี ส่งไปผลิตในจีน ดังนั้น ลักษณะของเครื่องเบญจรงค์จึงมีความงดงามอย่างไทย ยิ่งกว่าเครื่องปั้นดินเผาประเภทอื่นๆ แม้แต่ เครื่องสังคโลก ก็ยังไม่แสดง เอกลักษณ์ไทย ได้ดั่ง "เครื่องเบญจรงค์"

ลวดลายที่เขียนบนเครื่องเบญจรงค์เป็น ลายโบราณสมัยอยุธยา ได้แก่ ลายเทพพนม นรสิงห์ ลายบัวเจ็ดสี ลายประจำยาม ลายเบญจมาศ ลายวิชาเยนท์ ฯลฯ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีลายที่นิยมเพิ่มขึ้นได้แก่ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายนกไม้พญาสิงขร ลายกุหลาบทอง ฯลฯ

คำว่า เบญจรงค์ แปลว่า "5 สี" มีความหมายตามหลักความเชื่อด้านพระพุทธศาสนา เป็นคำสอน และหลักในการดำรงชีวิต ประกอบด้วย สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีดำ และสีขาว เปรียบไว้ดังพื้นฐานที่แตกต่างกันกับจิตใจของมนุษย์

สีดำ เป็นสีแห่งจิตใจด้านอกุศลของมนุษย์ สีเขียว (หรือสีน้ำเงิน) เปรียบกับคนที่มีเหตุผล ยุติธรรม สะท้อนภาพผู้ผดุงความยุติธรรมในสังคม สีแดง แทนความมีสติปัญญาของมนุษย์ มีสติ สมาธิ และปัญญา สีเหลือง แทนพระภิกษุและนักบวชผู้อยู่ในศีลธรรม สีขาว เปรียบเป็นจิตที่ปราศจากกิเลสและความบริสุทธิ์

เครื่องเบญจรงค์ หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบ เขียนลายโดยลงยาด้วยสีต่างๆ สีหลักทั้ง 5 มี สีดำ ขาว เหลือง แดง และเขียว (หรือคราม) และสีรอง ได้แก่ ชมพู ม่วง น้ำตาล แสด มาเสริมเติมแต่ง เป็นเครื่องถ้วยที่ต้องใช้ฝีมือสูง ต้องละเอียด ประณีต จากเครื่องใช้ในรั้วในวังถึงปัจจุบันเครื่องเบญจรงค์ยังได้รับความนิยมโดยเฉพาะในแง่เป็น ตัวแทนแสดง "ความเป็นไทย"

เครื่องเบญจรงค์เป็นงานศิลป์ชั้นสูง มีขั้นตอนการผลิตที่ประณีต มีเรื่องราวซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ สีสันและสายเส้นของเบญจรงค์ ถือเป็น ภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าแห่งความเป็นไทย มีฝีมือเชิงช่างทางด้าน หัตถกรรมเบญจรงค์ ที่สั่งสมมานานถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น พัฒนาไปสู่ตลาดสากลได้อย่างรวดเร็ว ด้วยคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์เองที่มีส่วนผสมของทองคำ งดงามจนหาประเทศใดในโลกเทียบเคียงได้ยาก

มีบันทึกไว้ว่า 5 สี หรือ "เบญจรงค์" คือชื่อเรียก เครื่องถ้วยชนิดหนึ่ง ที่มีใช้มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำพิเศษจากจีนแผ่นดินใหญ่โพ้นทะเล โดยมีช่างไทยออกแบบ ให้ลาย ให้สี ส่งไปให้ช่างจีนผลิต โดยมีช่างชาวไทยตามไปควบคุมการผลิตให้ออกมาได้รูปลักษณะ งามอย่างศิลปะไทย โดยเฉพาะลวดลายสีสันแสดงเอกลักษณ์ไทยชัดเจน

ราชวงศ์ไทยชั้นสูงได้สั่งเครื่องถ้วยเบญจรงค์ มาจาก มณฑลฝูเจี้ยน และ มณฑลกวางตุ้ง ส่วน เครื่องเบญจรงค์ที่ใช้ในราชสำนัก สั่งทำจาก เมืองจิงเต๋อเจิ้น มีเนื้อดินที่ละเอียด แกร่ง และมีช่างฝีมือดีเยี่ยม ผลิตขึ้นใช้กันแต่ในชนชั้นสูง ปัจจุบันได้รับความนิยมจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ซื้อไปใช้ตกแต่งบ้านเรือน และนำไปเป็นของขวัญ ของชำร่วย ของที่ระลึก

ลวดลายแบบไทย ที่รู้จักกันดีได้แก่ ลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพพนม ลายนรสิงห์ ดอกไม้ สัตว์ในจินตนาการ และรามเกียรติ์ สะท้อนภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความเชื่อและวิถีชีวิตของคนไทย เครื่องเบญจรงค์ที่มี ลวดลายเทพพนม นิยมใช้ในพิธีบูชาเทวดา เรียกว่า เครื่องเบญจรงค์บายศรีปากชาม ลวดลายแบบจีน ที่ได้รับความนิยมคือ ลายดอกไม้สี่ฤดู ลายผีเสื้อ ลายค้างคาว ลายแมลงปอ ลายดอกพุดตาน

ยุค จักรพรรดิวั่นลิ (พ.ศ.2116-2162) มีการผลิต เครื่องเคลือบแบบเบญจรงค์ มากที่สุด ต่อมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ.2187-2454) ความสวยงามเข้าตาสยาม จีนรับคำสั่งผลิตภาชนะเป็นแบบไทยจำนวนมาก มีการเขียนลาย ให้สี ส่งเป็นตัวอย่างมาให้ เป็น เบญจรงค์ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นของไทยอย่างยิ่ง

เครื่องเบญจรงค์ของไทย เริ่มผลิตครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็น เตาเผา ของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ เครื่องเบญจรงค์เหล่านี้เรียกว่า เครื่องถ้วย มีทั้งแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ กาน้ำชา ชุดถวายข้าวพระพุทธ และตลับใส่เครื่องประดับ

ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีชุมชนเล็กๆ ชื่อ หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ก่อตัวขึ้นบริเวณตำบลดอนไก่ดี (บ้านกลาง) อยู่ในอำเภอกระทุ่มแบน เริ่มต้นขึ้นประมาณพ.ศ.2525 ที่หมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านหลายหลังคาเรือนยึด อาชีพรับจ้างลวดลาย ลงสีเครื่องเบญจรงค์ ตามความรู้ที่ตนเคยสะสมมา ที่นี่มีช่างฝีมือมากกว่า 30 คน ช่างฝีมือเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นญาติและเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง

กลุ่มชาวบ้านส่วนมากเป็นลูกจ้างของโรงงานเสถียรภาพ (โรงงานชามไก่) จึงทำให้มีความรู้และทักษะขั้นตอนการผลิต การเขียนเครื่องลายคราม ต่อมาเมื่อโรงงานปิดกิจการลง กลุ่มลูกจ้างต้องว่างงานและ มีการรวมกลุ่มกัน เพื่อทำการผลิตถ้วยชามลายคราม สร้างงาน ฟื้นฟูอาชีพให้กับชาวชุมชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ได้รับ รางวัลสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว เมื่อพ.ศ.2546 รางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2550 และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย จึงเป็นสิ่งที่รับประกันคุณภาพของเครื่องเบญจรงค์และหมู่บ้านแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี สมาชิกกลุ่มหมู่บ้านฯ ประกอบด้วย อุไรเบญจรงค์ (อุไร แตงเอี่ยม) แดงเบญจรงค์ (รัชนี ทองเพ็ญ) และ หนูเล็กเบญจรงค์ (ประภาศรี พงษ์เมธา) ฯลฯ

หมู่บ้านแห่งนี้มี บ้านพัก (โฮมสเตย์) แบ่งให้นักท่องเที่ยวเข้าพักและเรียนรู้การทำเบญจรงค์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางภูมิปัญญา พักอาศัยอู่กับชาวบ้านในชุมชนทำเบญจรงค์ที่สืบทอดกันมา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจะได้ชม ได้สัมผัสการทำเบญจรงค์อย่างเป็นกันเอง รวมทั้งกิจกรรมการเขียนลาย ลงสีเบญจรงค์เป็นของที่ระลึกที่แสนประทับใจ สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 0-3447-3408 08-1861-4626

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชม การสาธิตทำเครื่องเบญจรงค์ หรือเลือกพักโฮมสเตย์กับชาวบ้าน เพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และการศึกษาดูงานชาวบ้านดอนไก่ดีผู้ร่วมกันก่อตั้ง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลกับผู้มาเยือน มี มัคคุเทศก์ท้องถิ่น นำชมและอธิบายขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด

อุไร แตงเอี่ยม ประธานกลุ่มหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี เล่าให้ฟังว่า "หนึ่งชิ้นงาน บางทีใช้เวลานาน 3-4 วัน เพราะต้องใช้ความละเอียดอ่อนค่อนข้างมาก ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลานาน กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นช่างฝีมือที่สามารถจินตนาการ แต่งแต้มให้ผิวกระเบื้องสีขาวมีคุณค่า สวยงาม และกลายเป็น เครื่องเบญจรงค์"

อังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม กล่าวว่า หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี เป็นชุมชนเข้มแข็ง ผลิตสินค้าเครื่องเบญจรงค์ ที่สวยงามและมีคุณภาพ มีการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า เพื่อการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาด ในชื่องาน "สืบสาน...สีสัน...สายเส้น เบญจรงค์ดอนไก่ดี" ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ที่สองของเดือนมีนาคมในทุกๆปี

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเบญจรงค์ เซรามิก เครื่องลายคราม สินค้าชุมชน สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด สินค้าเกษตร-ปลอดภัย การจัดเจรจาการค้าและจับคู่ธุรกิจ การสาธิต/เขียนลายเบญจรงค์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเขียน ฯลฯ

สมุทรสาคร มีเนื้อที่ประมาณ 872 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองฯ อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว ตั้งอยู่บริเวณ ปากแม่น้ำท่าจีน ห่างจากทะเลเพียง 2 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ 36 กิโลเมตร มีบันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อคราวพระเจ้าเสือเสด็จประพาสทางชลมารค ต้นกำเนิดเรื่องราวของ พันท้ายนรสิงห์ ผู้จงรักภักดี

เดิมเรียกว่า ท่าจีน เพราะแต่เดิมเป็นตำบลใหญ่อยู่ติดอ่าวไทย มีชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนนำสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าค้าขายกันมาก จึงเรียกติดปากกลายเป็นตำบลท่าจีน ต่อมาในปี 2091 ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงโปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกหลายเมือง ด้วยมีพระราชประสงค์จะใช้เป็นที่ระดมพลสำหรับสู้รบกับพม่า บ้านท่าจีนจึงยกฐานะเป็น เมืองสาครบุรี เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่าน ป้องกันศัตรูที่จะมารุกรานทางทะเลตั้งแต่นั้นมา

จนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้เปลี่ยนชื่อเมืองสาครบุรี เป็น สมุทรสาคร ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครอง มีการจัดระบบราชการส่วนภูมิภาคเป็นมณฑล เทศาภิบาล และประกาศจัดตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่ตำบลท่าฉลอม เมื่อพ.ศ.2449

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการให้ทางราชการ เปลี่ยนคำว่า เมือง เป็นจังหวัด ทั่วทุกแห่ง เมืองสมุทรสาครจึงได้เปลี่ยนเป็น จังหวัดสมุทรสาคร มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนคำว่า "มหาชัย" ที่คนชอบเรียกกันนั้น เป็นชื่อของ คลองที่ขุดขึ้นเพื่อตัดความคดเคี้ยวของคลองโคกขาม อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ของพันท้ายนรสิงห์

คลองโคกขาม เป็นคลองที่มีความคดเคี้ยวมาก ลักษณะเป็นโค้งหักศอก กระแสน้ำเชี่ยวมากยากต่อการเดินเรือ ทำให้เมื่อครั้งที่พระเจ้าเสือ (สมเด็จพระสรรเพชรที่ 8) เสด็จประพาสต้นไปตามลำคลองโคกขามด้วย เรือพระที่นั่งเอกชัยได้เกิดอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้ ทำให้โขนเรือหัก พันท้ายนรสิงห์จึงถูกประหารชีวิต

บริเวณที่ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าเสือทรงโปรดให้ ขุดคลองลัดตัดทางคดเคี้ยวของคลองโคกขามให้ตรง โดยให้เจ้าพระยาราชสงครามเป็นแม่กองคุมไพร่พล จำนวน 3,000 คน ขุดคลองตัดจากคลองโคกขาม ตั้งแต่พ.ศ.2248 ตรงมาเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน ขนาดคลองกว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก เสร็จในปี 2252

ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อขุดเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า คลองสนามไชย ต่อมาเปลี่ยนเป็น คลองมหาชัย แต่บางทีชาวบ้านก็เรียกว่า คลองถ่าน และที่ปากคลองมหาชัยติดกับคลองโคกขามจะมีศาลพันท้ายนรสิงห์อีกศาลหนึ่ง

จังหวัดสมุทรสาคร มีกิจกรรมทางน้ำที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวคือ การล่องเรือ จากอุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ บริเวณคลองโคกขาม นั่งชมทิวทัศน์เป็นป่าชายเลนผ่านคลองชลประทาน คลองพิทยาลงกรณ์ ถึงบ้านปากคลองประมง ชมวิถีชีวิตชาวประมง ชมการเลี้ยงหอยแมลงภู่

การชมสวนผลไม้-ดอกไม้ ในเขตอำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว ชาวบ้านทำสวนทั้งผลไม้ สวนผัก สวนกล้วยไม้ สวนมะพร้าวใน อำเภอกระทุ่มแบน มีชื่อเสียงในการทำสวนมะพร้าวน้ำหอม ส้มโอ และสวนกล้วยไม้ และในอำเภอบ้านแพ้ว มีสวนองุ่น สวนฝรั่ง ตามทางหลวงหมายเลข 3097 และจะได้ชม การทำน้ำตาล จากมะพร้าว การทำขนมไทย เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน ฯลฯ อีกด้วย

กลุ่มคนเล็กๆ ในชุมชนเล็กๆ ที่รวมกลุ่มกันสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ด้วยหัตถศิลป์ถิ่นไทย