"บ้านวิเศษสิงหนาท"

บ้านเก่านอกกรุง

 

แรงสั่นสะเทือนจากการขุดเจาะถนนเพื่อทำรถไฟลอยฟ้าที่หน้าบ้าน ต่อเนื่องยาวนานมาแรมเดือนแล้ว ทุกค่ำคืนที่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกเหมือนบ้านถูกเขย่าจนไหวสะท้านไปทั้งเรือน ถ้าบ้านหลังนี้พูดได้คงถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันอยู่ที่นี่อย่างเงียบสงบ มาอย่างยาวนาน นานมากหลายชั่วอายุคนแล้วแต่ความเปลี่ยนแปลงที่ย่างกรายมาครั้งนี้จะทำให้ฉันอ่อนแอลงอีกมากไหม ฉันจะยืนหยัดอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่

ก่อนจะเล่าเรื่อง "บ้านวิเศษสิงหนาท" ต้องย้อนไป เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เจ้าของบ้านหลังนี้ อาศัยอยู่ในบ้านริมทางรถไฟ ใกล้สะพานพระราม ๖ ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาสัก ๑๐๐ เมตร มีคลองเล็กๆเชื่อมจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านคู่ขนานไปกับทางรถไฟสายใต้เรียกว่ามีทั้งคลองและทางรถไฟผ่านหน้าบ้าน บ้านหลังนี้เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงเหมือนบ้าน ๒ ชั้น แต่ชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูงไว้ทำงาน และเก็บผลไม้จากสวนรอบๆบ้านและจากสวนแปลงอื่นที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก หน้าบ้านมีศาลาเล็กๆมีต้นชมพู่แก้มแหม่มออกลูกเล็กๆสีแดงอยู่เต็มต้นศาลานี้ใช้สำหรับรับแขกคนกันเองที่มาเยือน ตัวบ้านจริงๆอยู่บนชั้นสอง มีชานกว้าง วางกระถางไม้ดัดโดยรอบ หากเป็นแขกคนสำคัญก็จะรับแขกบนชั้นสอง ซึ่งมีห้องหับสำหรับสมาชิกในครอบครัวอยู่ด้วย

ความเปลี่ยนแปลงอย่างนึกไม่ถึงได้เกิดขึ้นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายพันธมิตรมาทิ้งระเบิดที่สะพานพระราม ๖ ลูกแล้วลูกเล่า ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า น้องชายเห็นลูกระเบิดที่ร้อยเป็นพวงราวกับสร้อยไข่มุก พาดบนสะพานพระราม ๖ สะพานจึงขาด แต่กว่าสะพานจะขาดระเบิดก็กวาดบ้านช่องชาวบ้านราบไปเป็นส่วนใหญ่ มีแต่ "หลวงพ่อเหลือ" วัดสร้อยทองที่รอดมาได้

บ้านหลังนี้ก็ไม่พ้นจากระเบิดเช่นกันแต่โชคดีที่ลูกระเบิดหล่นมาปักที่ชานเรือนแต่ไม่ระเบิด กระนั้นเจ้าของบ้านและสมาชิกที่ต้องวิ่งลงหลุมหลบภัยอยู่บ่อยๆ ก็คงขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว ใครจะทนอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์เช่นนั้นอีกต่อไปได้ นั่นคือที่มาของการย้ายบ้านมาอยู่ในที่ใหม่แต่ยังรักษาที่ดินเชิงสะพานพระราม ๖ ไว้ที่ใหม่นี้ห่างจากที่เดิมราว ๑-๒ กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาราว ๑ กิโลเมตร บนถนนประชาราษฎร์ ๒ เขตบางซื่อ ในปัจจุบัน

บนที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๓ไร่ ที่ยาวไปตลอดถนนประชาราษฎร์ สาย ๒ นั้น ถนนขนาด ๒ ช่องทาง มีไหล่ถนนเรียงรายด้วยต้นหางนกยูงเป็นระยะๆ ในหน้าร้อนมันจะออกดอกแดงสะพรั่งไปตลอดถนน นานๆจะมีรถผ่านมาสักคัน ข้างถนนมีคลองเล็กๆที่ชาวบ้านพายเรือมาขายของบ้าง อาหารการกินเล็กๆน้อยๆบ้าง น้ำในคลองใสจนชาวบ้านตักไปใส่ตุ่มแกว่งสารส้มเอาไว้ใช้ได้ นอกเหนือจากน้ำฝนที่ใส่ตุ่มไว้ใช้ตลอดปี และก่อนที่น้ำประปาจะมาถึงย่านนี้ บางบ้านก็มาอาบน้ำกันริมคลองนี้เอง ผู้ใหญ่เล่าว่า ในยุคแรกๆตลอดเขตบางซื่อมีบ้านหลังใหญ่ๆอยู่ ๘ หลังเท่านั้นรวมทั้งหลังนี้ด้วย

คนย่านบางโพ รู้ว่านี่คือบ้านของ คุณหญิงวิเศษสิงหนาท (เก๋ง จุลานนท์) ต่อไปดิฉันขออนุญาตเรียกท่านว่าคุณหญิงเก๋ง ท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว ปกครองบ้าน บุตร ๒ คน ธิดา ๑ คน และบริวารตามลำพัง เพราะ พันเอก พระยาวิเศษสิงหนาท (ยิ่ง จุลานนท์) ถึงแก่อนิจกรรมไปนานแล้ว พันโท พโยม จุลานนท์ บุตรชายคนโตของท่านยังเป็นนักเรียนนายร้อยจ.ป.ร.หนุ่มรูปงาม รับราชการทหารตามรอยบรรพบุรุษและเป็นเสนาธิการทหารชั้นแนวหน้า ต่อมาเป็น ส.ส.เพชรบุรี และมีบทบาทอย่างมากทางการเมืองในเวลาต่อมา

คุณหญิงเก๋งแม้จะต้องครองตัวอยู่ตามลำพังโดยปราศจากสามีก็ได้ใช้ความวิริยอุตสาหะ ฉลาด และเข้มแข็งในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และทำสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน มะม่วง ชมพู่ ฯลฯ จนสามารถสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้ เป็นที่เลื่องลือของคนในย่านนี้ (ว.วินิจฉัยกุลได้นำท่านไปเป็นต้นแบบบางส่วนของตัวละครเอก "แม่เกด" ในเรื่องราตรีประดับดาว )

คุณหญิงเก๋งถึงแก่อนิจกรรมไปราว ๗-๘ ปีแล้ว เมื่อดิฉันเกิดมีนายแพทย์แผนปัจจุบันและภรรยาที่เป็นพยาบาลผดุงครรภ์มาทำคลอดให้ถึงบ้าน ดิฉันอยู่ในบ้านหลังนี้มาจนอายุ ๘-๙ ขวบ นานพอที่จะจดจำรายละเอียดต่างๆได้

ยังจำได้ว่าระหว่างถนนกับหน้าบ้านนั้นมีสะพานไม้ขนาดใหญ่ พอที่รถยนต์ในบ้านจะแล่นเข้ามาได้ และมีบานประตูไม้สักขนาดใหญ่ประมาณ ๓ เมตร ปิดกั้นบริเวณคอสะพาน เหมือนเป็นประตูรั้ว แต่ตลอดแนวสวนขนานกับคลองเป็นรั้วลวดหนาม มีต้นไม้ยืนต้นปลูกอยู่เป็นระยะๆ ใช้เป็นแนวเขตที่ดินด้วย ถ้าเราเดินตามรถที่แล่นเข้ามาในบ้านไปจอดหน้าตัวบ้านระยะทางสัก ๓๐ เมตร ที่ดินทางขวามือเนื้อที่ประมาณ ๑.๕ ไร่ ยกเป็นคันสูงระดับถนน มีต้นทุเรียนงามๆแผ่พุ่มกว้างอยู่เป็นระยะๆ มีร่องน้ำใสๆกว้างเมตรเศษๆ แทรกระหว่างคันดิน เพื่อหล่อเลี้ยงทุเรียนทุกต้น ดินแถวนี้เป็นดินริมแม่น้ำจึงอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับแถวบางกรวย ที่เป็นแหล่งทุเรียนชั้นเลิศ จะปลูกผลไม้ชนิดใดก็ปลูกง่าย ชนิดที่เรียกว่าโยนเม็ดผลไม้อะไรลงไป ต้นไม้นั้นก็งอกและเติบโตเร็ว ให้ผลดกงามและรสชาติดี

ในวัยซุกซน เด็กอย่างดิฉันชอบเดินสำรวจไปเรื่อยๆ น้ำในคูเล็กๆสีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ แสงแดดส่องผ่านผิวน้ำใสลงไปเห็นปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆใสๆ ว่ายเกาะกลุ่มอยู่ที่ผิวน้ำ พอเอาก้อนดินโยนลงไป ฝูงปลาก็จะดำน้ำหายไปอย่างรวดเร็ว สักเดี๋ยวเดียวก็ว่ายกลับมาเกาะกลุ่มที่ผิวน้ำเหมือนเดิม เราก็จะแกล้งมันอีก แต่มันก็ไม่ว่ายหนีไปไหน จนเราเบื่อไปเอง นอกจากน้ำในคูจะหล่อเลี้ยงต้นไม้ใหญ่แล้ว ยังมีปลาหลายชนิดที่กินเป็นอาหารได้เอามาปล่อยไว้ให้มันโตตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาก็จะมีการจับปลาขายกันแบบยกคูเสียทีหนึ่ง

ส่วนฝั่งซ้ายมือจะเป็นคันดินเตี้ยๆ แห้งๆ ไม่มีน้ำหล่ออยู่ แต่มีต้นกล้วยมากมายนับ ๑๐๐ ต้น ต้นกล้วยเป็นต้นไม้อเนกประสงค์ที่คนไทยใช้ได้ทุกส่วน นอกจากนั้นก็มีมะม่วง ขนุน ชมพู่ อ้อย มะพร้าว ฯลฯสารพัดชนิดที่ใช้รับประทานกันในบ้าน ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน อีกทั้งพืชที่ใช้ประกอบอาหาร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มีหมด แม้จะมีสมาชิกอยู่กันนับสิบคนก็ไม่สิ้นเปลืองเงินทองมากมายสำหรับอาหารการกินเลย

หน้าบ้านมีลานกว้างปูด้วยแผ่นกระเบื้องหนาสี่เหลี่ยมจัตุรัสติดต่อกัน มีต้นหญ้าแซมตามร่องกระเบื้อง ใกล้ๆนั้นมีต้นขนุนต้นใหญ่ แต่ถูกตัดยอดจึงไม่สูงมาก มีกล้วยไม้ช้างกระผูกอยู่ ยามที่มันออกดอกจะหอมมาก พวกเราเด็กๆชั้นหลานราว ๖-๗ คน ก็จะมาเล่นกันในตอนเย็นๆ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้บรรยากาศสดใสไปทั่ว เรามักจะเล่นมอญซ่อนผ้า กระโดดเชือก หรือไม่ก็เล่นไอ้เข้ไอ้โขง วิ่งไล่จับกันในสวนกล้วยที่มีใบตองแห้งปูเป็นชั้นๆจน กลายเป็นพื้นที่ที่น่าวิ่งเล่นที่สุด แต่ถ้าเบื่อจากวิ่งเล่น ก็มานั่งล้อมวงเล่นหม้อข้าวหม้อแกงโดยเก็บใบไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ หรือเศษพืชผักที่เหลือจากที่ผู้ใหญ่ทำครัวมาเล่นกัน ส่วนของเล่นเด็กที่ต้องหาซื้อมา ก็มีกันคนละอย่างสองอย่างไม่มากนัก สำหรับเด็กผู้หญิงก็มักจะเป็นตุ๊กตา เพราะสมัยนั้นจะไม่นิยมตามใจเด็กและของเล่นที่เป็นธรรมชาติไม่มีอันตราย ยังมีอยู่มากมายรอบๆบ้าน

ตัวบ้านเป็นเรือนทรงปั้นหยา ๒ ชั้น หลังคากระเบื้องว่าว หันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือ มีห้องมุขอยู่ด้านหน้า ฝาผนังเป็นไม้สัก โครงสร้างหลักทั้งหมดทำด้วยไม้อย่างดี คงทน แข็งแรงและมีผิวไม้ที่สวยงาม ห้องมุขมีหน้าต่างอยู่โดยรอบเป็นบานเกล็ดกระทุ้งได้ เวลาแดดแรงก็จะเปิดบานเกล็ดเพื่อให้ร่มเงาแต่ไม่ปิดทางลม แดดจึงไม่ส่องเข้ามาในห้องโดยตรง ทำให้เย็นสบาย ผู้ใหญ่เล่าว่าในห้องรับแขกนี้มีเก้าอี้ชุดหลุยส์ตั้งอยู่ ผนังห้องด้านที่ตรงข้ามกับทางเข้าห้องรับแขกมีประตูเชื่อมกับทางเดินในบ้าน ที่ต่อไปยังห้องโถงและห้องต่างๆ อีก ๓-๔ ห้องเชื่อมไปถึงบันไดขึ้นชั้นสองซึ่งก็มีระเบียงเตี้ยๆระดับเอว อยู่ข้างบันไดและมีบันไดเล็กๆ ๓ ขั้น ที่สามารถขึ้นลงบ้านได้อีกทางหนึ่ง ไม่ต้องเดินผ่านห้องรับแขกทุกครั้งไป

ระเบียงเตี้ยๆนี้มีส่วนที่ต่อยื่นออกไปเพื่อวางกระถางบอนไซ ๓- ๔ กระถาง จำได้ว่าเป็นกระถางลายคราม ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงไม่ถึงคืบ ส่วนยาวและกว้างประมาณ ๑๕/ ๑๐ นิ้ว ไม่เล็กจนเกินไป ตอนเด็กๆเวลาเดินไปที่ระเบียงนี้จะเห็นชาฮกเกี้ยนที่เป็นไม้บอนไซ ต้นชาทุกกระถางแผ่พุ่มงาม ลำต้นใหญ่แข็งแรงเหมือนต้นไม้ขนาดจิ๋ว ใบเล็กๆเขียวเป็นมัน มีดอกสีขาวเล็กๆและมีลูกเหมือนผลส้มขนาดเท่าหัวเข็มหมุด เอื้อมไปเด็ดมาใส่ปากก็สัมผัสได้ถึงความชุ่มฉ่ำน้อยๆ แต่วันดีคืนร้ายก็พบว่า ต้นชาเหล่านี้นอนตะแคงอยู่ เพราะหัวขโมยลอบเข้ามาดึงอย่างถอนรากถอนโคน ส่วนกระถางลายครามหายไป ยังจำความรู้สึกใจหายเมื่อเห็นได้

ตรงบันไดทางขึ้นชั้นสอง มองไปทางขวามือเห็นผนังห้องที่มีอาวุธโบราณประดับอยู่ เช่น ดาบ ง้าว หมวกยอดที่ลงยันต์ นับสิบชิ้นประดับอยู่ ดูน่าเกรงขามมาก ถ้าไม่ใช่ของ พ.อ.พระยาวิเศษสิหนาท (ยิ่ง) ก็คงเป็นของ พันโท หลวงรัดรณยุทธ (เล็ก) บิดาของท่านซึ่งเป็นครูทหารในรัชกาลที่ ๔ในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อขึ้นบันไดไปชั้นสองซ้ายมือคือห้องที่ตรงกับห้องมุข ขวามือจะเป็นห้องนอน อีก ๓ ห้องและห้องพระขนาดเล็กๆห้องหนึ่ง ห้องนอน ๓ ห้องนี้มีห้องหนึ่งที่วางหีบศพของท่านเจ้าของบ้าน พอจำความได้ก็เห็นภาพนี้ เหมือนห้องทั่วไปที่เปิดหน้าต่างทางทิศตะวันออก ในยามเช้าจะมีแดดอ่อนๆส่องผ่านเข้ามาดูสว่าง มีโต๊ะหมู่บูชาขนาดเล็กวางอยู่หน้าแท่นที่ตั้งหีบศพที่ทำจากไม้สัก และตั้งอยู่นานถึง ๑๖ ปี ถ้าเป็นสมัยนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่สมัยนั้น ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐ กว่าๆ การที่มีญาติผู้ใหญ่ที่มีฐานะเสียชีวิตในบ้าน ส่วนใหญ่เขาก็ตั้งศพสวดอภิธรรมที่บ้าน เพราะสามารถจัดงานได้สะดวกและสมเกียรติอย่างที่เจ้าภาพต้องการ แต่สาเหตุที่ตั้งศพไว้นานมากก็เพื่อรอ พันโท พโยม จุลานนท์ บุตรชายคนโตที่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ กลับมาคารวะมารดาเป็นครั้งสุดท้าย และจัดงานศพให้เป็นที่เรียบร้อย

ผู้ใหญ่เล่าว่าแม่ลูกคู่นี้รักกันมากเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จำได้ว่าทุกคนในบ้านเห็นหีบศพคุณหญิงเก๋งที่ตั้งอยู่ในบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่มีท่าทีหวาดกลัว เพราะความรัก เคารพ และผูกพันต่อท่านผู้วายชนม์ ทุกวันจะมีคนเก่าแก่ขึ้นไปทำความสะอาดในห้องนี้ กวาดถูแบบที่คุกเข่าถูพื้นตามแผ่นไม้ทีละแผ่นสองแผ่น ไม่มีการใช้ไม้ถูพื้นด้ามยาวอย่างในปัจจุบัน ในสมัยเด็กๆ ทุกคนก็ต้องถูกฝึกให้คลานเข่าถูบ้าน เพื่อความสะอาดอย่างแท้จริง จนพื้นบ้านเป็นเงางาม นั่งนอนกับพื้นบ้านได้สนิทใจทีเดียว

พันโท พโยม จุลานนท์ เป็นบุตรชายที่เรียกได้ว่าเป็นลูกคู่ทุกข์คู่ยากของแม่ เป็นนายทหารที่สอบเสนาธิการได้อันดับที่ ๑ จึงถูกดึงเข้าไปสู่ศูนย์กลางอำนาจในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อมาท่านเป็นส.ส.เพชรบุรี เคยมีผู้มีอำนาจคิดจะจับกุมในวันปิดประชุมสภามาครั้งหนึ่งแต่รอดมาได้ ด้วยความขัดแย้งกับผู้ทรงอำนาจบางคนในยุคนั้น จนถูกสะกดรอย ถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่มาที่บ้านหลังนี้ บอกว่าจะมาอารักขา แต่พันโท พโยมรู้ดีว่าไม่ใช่การมาอารักขาตามปกติ เพราะสมัยนั้นมีข่าวยิงทิ้งผู้ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่หลายคน จึงให้น้องสาวไปเชิญเจ้าหน้าที่ผู้นั้นให้นั่งรอในห้องรับแขก ส่วนตัว พันโท พโยมล่องหนหายตัวไป เป็นข่าวครึกโครมในสมัยนั้น

ต่อมาราว พ.ศ.๒๕๑๐ บริเวณย่านบางโพก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น บ้านหลังเล็กหลังน้อยที่ปลูกอยู่เป็นระยะๆตลอดถนนเริ่มถูกรื้อถอนไป กลายเป็นอาคารพาณิชย์ ๒-๓ ชั้นขึ้นมาแทน เจ้าของที่ดินแปลงนี้จึงได้ให้เช่าทำกิจการปั๊มน้ำมันและยังคงเช่าต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ ส่วนตัวบ้านได้ถูกรื้อถอนอย่างประณีตเพื่อให้บอบช้ำน้อยที่สุด มาปลูกห่างจากที่เดิมประมาณ ๑๐๐ เมตร โดยคงรูปแบบเดิมทุกอย่างเพียงแต่ลดขนาดลงเท่าที่จำเป็นเพื่อปลูกลงในที่ดินแปลงที่เล็กกว่า และยังอยู่ที่นี่มาจนทุกวันนี้

เวลาที่ล่วงเลยมาอีกร่วม ๕๐ ปี ในปัจจุบันมีผนังบางส่วนที่เนื้อไม้เริ่มเปื่อยยุ่ย หลังคากระเบื้องว่าวแตกทำให้น้ำรั่วลงมาที่พื้นห้อง เจ้าของบ้านปรึกษาวิศวกรว่าจะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องสมัยใหม่ที่หน้าตาคล้ายกระเบื้องว่าวได้ไหมเพื่อคงความรู้สึกเดิมให้มากที่สุด แต่น่าเสียดายที่วิศวกรบอกว่า กระเบื้องสมัยใหม่มีน้ำหนักมาก สำหรับบ้านเก่าควรให้มีน้ำหนักเบาที่สุด จึงต้องเปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอนที่หาสีถูกใจไม่ได้ นอกจากสีแดงอิฐ และผนังบ้านไม้ก็หมดยางเสียแล้ว ตอกตะปูไม่เข้า ตะปูจะกระเด็นออกมาหมด เสาไม้หน้า ๖ นิ้ว ต้นหนึ่งแตกเป็นร่องลึกที่กลางเสา เหมือนจะแยกออกเป็นสองซีก ต้องให้ช่างไม้หานอตยาว ๑๐ นิ้วมาเจาะจนทะลุแล้วใส่นอตยึดไว้ ๓-๔ อัน เหมือนยึดกระดูกที่แตกให้ติดกัน บานประตูไม้สักสูงกว่า ๒ เมตร ลูกบิดเป็นกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มบนกรอบเหล็กสี่เหลี่ยม เหมือนที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์พระตำหนัก ชาลีมงคงอาสน์ (รัชกาลที่ ๖) หน้าต่างประตูมีขนาดใหญ่ มีเอกลักษณ์ของยุคสมัยชัดเจน

ภายในบ้านนั้น เจ้าของจำเป็นต้องติดกระจกโดยรอบเพราะสิ่งแวดล้อมที่หนาแน่นขึ้น อากาศไม่โปร่ง ลมไม่พัดผ่านเย็นสบายเหมือนเมื่อก่อน แม้จะปลูกต้นไม้ข้างๆบ้านก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก มีอาคารจอดรถของห้างสรรพสินค้ามาสร้างห่างออกไปเพียง ๓-๔ เมตร ฝุ่นละอองมาจากทุกทิศทุกทาง มอ
เตอร์ไซค์ซิ่ง ส่งเสียงแหลมจากถนนในยามดึกดื่น สารพัดปัญหาเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญคือเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ได้สบายขึ้น จำเป็นต้องติดเครื่องปรับอากาศ จึงต้องปรับผนังบ้างเท่าที่จะปรับกันไปได้ แต่ก็ต้องถือว่าบ้านหลังนี้ยังแข็งแรงมาก

บ้านหลังนี้มีชีวิตยืนยาวมาร่วม ๑๐๐ ปี มีสมาชิก ๔ ชั่วอายุคนที่อาศัยอยู่และดูแลรักษาต่อเนื่องกันมา และจะยังคงอยู่ตลอดไป สมาชิกในตระกูลจุลานนท์ รับใช้ราชการทหารมามากกว่า ๕ ชั่วคน รวมทั้งในปัจจุบัน บ้านหลังนี้ได้เป็นที่อยู่ที่กิน หล่อเลี้ยงชีวิตของเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่มาหลายชั่วคนและเป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานที่จะต้องดูแลรักษากัน...ตลอดไป

 

ผู้ให้ข้อมูล

- รองศาสตราจารย์อัมพร ทีขะระ หลานสาวคนโตของ คุณหญิงวิเศษสิงหนาท เก๋ง จุลานนท์ ซึ่งมีโอกาสได้เห็น คุณย่าขณะยังมีชีวิตอยู่

- อาจารย์เพทาย จุลานนท์ หลานสาวจากเพชรบุรี ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๙๕ -พ.ศ.๒๕๑๐

- อาจารย์พวงแก้ว ลภิรัตนกุล หลานยายของ คุณหญิงวิเศษสิงหนาท (เก๋ง จุลานนท์) อยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ จนถึงปัจจุบัน เป็นเจ้าของ ผู้ดูแลรักษาบ้านหลังนี้ ในปัจจุบัน

*พันโท หลวงรัดรณยุทธ (เล็ก) บิดา พันเอก พระยาวิเศษสิงหนาท เคยถูกส่งตัวไปเรียนวิชาทหารกับกองทัพอังกฤษที่ประจำอยู่ในอินเดีย กลับมาจึงได้เป็นครูฝึกทหารที่วังหน้าของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่มาของนามสกุลพระราชทานในล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ ว่า "จุลานนท์" จุล แปลว่า เล็ก ทรงวิทย์ ดลประสิทธิ์ เขียนไว้ว่า "สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงศึกษาวิชาการทหารกับหลวงรัตรนยุทธ (เล็ก)" หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน (ในประเทศ) พฤ. ๒๑ มิ.ย.๒๒ หน้า ๓.

 

(ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๕๖)