ถวายน้ำผึ้งป่าพระเจ้าอินทร์สาน วัดจองกลาง

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

จากการเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ข้างหนองจองคำ ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอนในยามค่ำคืน พวกเรามีโอกาสได้เห็นภาพงดงามของเจดีย์สีทองอร่ามประดับประดาด้วยไฟแพรวพราว ทอดองค์สะท้อนกะพริบพราวในเงาน้ำ ทำให้ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น เราต้องกลับมาเดินเล่นท่ามกลางสายหมอกเพื่อซึมซับความงดงามและเก็บภาพต่างๆภายในวัดยามรุ่งอรุณกันอีกครั้ง และที่สำคัญเช้านี้เราตั้งใจมาทำบุญถวายน้ำผึ้งป่าพระเจ้าอินทร์สาน ณ วัดจองกลางกันด้วยค่ะ

ทุกๆวัดที่พวกเราเคยเข้าไปกราบไหว้องค์พระปฏิมากร เราพบแต่พระพุทธรูปที่สร้างด้วยทองคำทองสัมฤทธิ์หรือปูนปั้น เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าชาวไทในรัฐฉานมีวิธีสร้างพระพุทธรูปด้วยการใช้หวายหรือไม้ไผ่มาสานขึ้นเป็นองค์ พระพุทธรูปสานองค์เก่าแก่ที่สุดเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ4 ศอก พบเมื่อ พ.ศ.1881 ที่วัดบ้านเมืองนุง ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.เมืองขะ จ.เชียงตุง รัฐฉาน อยู่เหนือเวียงเชียงตุง ขึ้นไปประมาณ 50 กม. ใกล้กับเขตสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน เนื่องจากไม่มีผู้ทราบประวัติ จึงเรียกกันว่า "พระเจ้าอินสาน" (พระเจ้าในภาษาไทใหญ่ และล้านนา แปลว่า พระพุทธรูป) หมายความว่า "พระพุทธรูปที่พระอินทร์มาสานไว้" และใช้เป็นชื่อเรียก พระพุทธรูปสานทุกองค์ ที่ค้นพบหรือสร้างขึ้นภายหลัง ความเชื่อตามโบราณว่า ผู้ใดได้สร้างพระนี้ด้วยตนเอง หรือร่วมกันสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชานั้น จะบังเกิดอานิสงส์มากมาย ช่างที่มาร่วมสานพระพุทธรูปสมาทานอุโบสถศีล ปฏิบัติบูชาพระรัตนตรัย ละชั่ว ประพฤติดี ทำใจให้บริสุทธิ์ สะอาดผ่องใส ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ก่อนเหลาและสานองค์พระพุทธรูปเจ้าตอกสาน ต้องสมาทานเบญจศีล เพื่อความเป็นสิริมงคลโดยทั่วกัน

เราเดินขึ้นไปภายในวิหารไม้โบราณ วัดจองกลาง พื้นกระดานขัดมันวาววับ ต้องค่อยๆจรดปลายเท้าเดินพยายามไม่ให้เกิดเสียงดังมากนัก องค์พระเจ้าอินทร์สาน(พระพุทธรูปที่สานจาก "ไม้ไผ่มุง" นำมาผ่าและเหลาทำเป็นตอกเส้นกลมๆ นำมาสานทีละเส้นๆ) หน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 2.5 เมตร ประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาเบื้องหน้า วัตถุประสงค์ของการจัดสร้างเพื่อเฉลิมฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุบนยอดพระเกศ เพื่อจรรโลงสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป ใช้เวลาในการสานสร้าง ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง โดยในวันที่ 3 มิถุนายน 2555 อัญเชิญพระเจ้าอินทร์สาน ประดิษฐานบนรถแห่รอบตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้สักการะ จากนั้นจึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญวัดจองกลาง ซึ่งวันรุ่งขึ้นก็ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนยอดพระเกศ และถวายข้าวมธุปายาสเบิกเนตรพระเจ้าอินทร์สาน โดยก่อนหน้านี้ได้จัดบรรยายพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยใหญ่ 4 คืน 5 วัน โดยไม่ขาดเสียง ตลอดจนมีพิธีสืบชะตาหลวงตามแบบพิธีล้านนาแก่บรรดาพุทธศาสนิกชน

สำหรับไม้ไผ่มุง ที่นำมาทำองค์พระนี้ เชื่อกันว่า มีลักษณะเหนียว และทนทานเป็นพิเศษ โดยไม้ไผ่มุงแตกจะมีกิ่งก้านสาขาเลื้อยขึ้นมุงไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณรอบๆ คล้ายหวาย ต้องตัดเดือนสามไทย หรือเดือนกุมภาพันธ์ เพราะว่าการตัดเดือนนี้จะไม่มีมอดมากินไม้ไผ่ หลังจากนั้นจึงนำน้ำส้มจากการเผาไม้ และนำน้ำจากการเผาไหม้มาชุบไม้มุง จึงนำมาจักสานได้ หลังจากที่เป็นองค์พระแล้ว บางแห่งจะทาด้วยน้ำยางรัก มีลักษณะเป็นสีดำ เพื่อเป็นการรักษาเนื้อไม้ให้อยู่ คงทน ถาวรยาวนานต่อไป

เรายกถาดน้ำผึ้งพร้อมดอกไม้สีสวยขึ้นจบกลางระหว่างคิ้วทั้งสอง ตั้งใจถวายเป็นพุทธบูชา ตามประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวรามัญ เชื่อกันว่ามีอานิสงส์มาก เพราะพระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยาโบราณในคราวจำเป็น พระสงฆ์ไม่สามารถจัดหามาเองได้ ชาวบ้านจึงจัดให้มีการตักบาตรน้ำผึ้งขึ้น ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้ามีพระปัจเจกโพธิรูปหนึ่งอาพาธ ประสงค์ที่จะได้น้ำผึ้งมาผสมโอสถ เพื่อบำบัดอาการอาพาธ

วันหนึ่งได้ไปบิณฑบาตในชนบทใกล้ชายป่า ขณะที่พระปัจเจกโพธิกำลังโปรดสัตว์อยู่นั้น ได้พบชายชาวบ้านป่า เกิดกุศลจิตขึ้นกับชายผู้นั้นหวังที่จะถวายทานแด่พระปัจเจกโพธิ แต่ด้วยตนเองยากจน ไม่มีอาหารอื่นใดจะถวายพระนอกจากน้ำผึ้งจำนวนหนึ่ง ด้วยจิตศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นและสูงส่งของชายผู้นั้น เมื่อรินน้ำผึ้งลงในบาตรของพระปัจเจกโพธิเกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ คือน้ำผึ้งเกิดเพิ่มพูนขึ้นจน เต็มบาตรและล้นบาตรในที่สุด ขณะนั้นมีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังทอผ้าเห็นน้ำผึ้งล้นบาตร ด้วยจิตศรัทธา ในพระปัจเจกโพธิ เกรงว่าน้ำผึ้งจะเปื้อนมือพระ จึงรีบนำผ้าที่ทอแล้วถวายแด่พระปัจเจกโพธิ เพื่อซับน้ำผึ้งที่ล้นนั้น ชายผู้นั้นอธิษฐานด้วยอานิสงส์แห่งการถวายน้ำผึ้งเป็นทาน ขอเป็นพลังปัจจัยให้ได้เกิด เป็นผู้มั่งคั่งเป็นผู้มีอำนาจ ส่วนหญิงที่ถวายผ้าได้อธิษฐานขอให้ได้เกิดเป็นผู้ที่มีความงามและมีโภคยทรัพย์ ต่อมาเมื่อทั้งสองมรณะแล้วได้อุบัติใหม่ในโลกมนุษย์ ชายผู้ถวายน้ำผึ้งได้บังเกิดเป็นพระราชาผู้มีความเข้มแข็ง และมั่งคั่ง ส่วนหญิงผู้ถวายผ้าได้บังเกิดเป็นธิดาของพระราชาอีกเมืองหนึ่ง มีความงามและความมั่งคั่งเช่นกัน

นอกจากนี้อานิสงส์ของการถวายน้ำผึ้งนี้มีตำนานที่เกี่ยวกับพระฉิมพลี (พระสิวลี) อีกทางหนึ่งว่า ในอดีตกาลครั้งที่มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระวิปัสสี" ครั้งนั้นพระสิวลีได้ถือกำเนิดเป็นชาวบ้านในชนบท วันหนึ่งได้ไปในเมืองระหว่างทางกลางป่านั้นได้พบรวงผึ้ง จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไปแล้วตัดกิ่งไม้ถือรวง ผึ้งเข้าไปในเมือง ขณะนั้นพระราชาและชาวเมืองกำลังแข่งกันทำบุญถวายทานแด่พระวิปัสสี สัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ โดยจัดสรรสิ่งของวัตถุทานอันประณีตถวาย ถวายแข่งกันถึง 6 ครั้ง ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ชาวเมืองจึงช่วยกันตรวจดูสิ่งของวัตถุทานที่ถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งบ้าง พร้อมทั้งให้คนไปดูที่ประตูเมืองว่าจะมีใครนำสิ่งของอันนอกเหนือจากที่มีอยู่มาขายบ้าง เพราะ เกรงว่าพระราชาจะซื้อสิ่งของเหล่านั้นแล้วนำมาถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า ฝ่ายตนก็จะแพ้ในการถวายทานในครั้งนี้

ขณะนั้นมีชาวบ้านที่ถือรวงผึ้งเดินเข้าประตูเมืองมา คนเฝ้าประตูเห็นเข้าจึงขอซื้อรวงผึ้งในราคาที่สูงมาก เพราะไม่มีใครนำรวงผึ้งมาถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าเลย ชายผู้เป็นเจ้าของรวงผึ้งสงสัยจึงถามขึ้น ชายผู้ขอซื้อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยตลอด ชายผู้เป็นเจ้าของรวงผึ้งไม่ยอมขายแต่ขอร่วมถวายทานแด่ พระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วย ชาวเมืองต่างก็ปลื้มปีติและยินดีกับเจ้าของรวงผึ้งนั้น จึงช่วยกันนำรวงผึ้งมาบีบคั้นน้ำผึ้งใส่ถาดทองคำใบใหญ่ผสมกับนมเนยคลุกเคล้ากันจนรสดี เสร็จแล้วจึงนำน้ำผึ้งผสมรสดีไปถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าและพระสงฆ์ทั้งหลายอย่างทั่วถึง ด้วยอานิสงส์ของการถวายทานด้วยน้ำผึ้ง เมื่อสิ้นอายุขัยของชายผู้เป็นเจ้าของรวงผึ้งแล้วได้บังเกิดในเทวโลกท่องเที่ยวเสวยสุขอยู่ช้านาน จึงจุติมาเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี และเมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์แล้วได้เกิดมาเป็นพระราชกุมารในราชวงศ์ศากยราช มีพระมารดาทรงพระนามว่า พระนางสุปปวาสา บันดาลโชคลาภให้แก่พระบิดาและพระมารดาเป็นอันมาก เมื่อประสูติแล้วจึงได้รับพระ นามว่า "สิวลีกุมาร" เมื่อเจริญวัยแล้วได้ออกผนวชในสำนักของพระสารีบุตร และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยปัจจัยลาภ

ในสมัยพุทธกาลขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ วัดป่าเลไลยก์ ขณะที่ออกเทศนาโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ปรากฏว่ามีสัตว์น้อยใหญ่นำผลไม้และน้ำผึ้งมาถวาย เพื่อให้พระองค์ได้เสวยประทังชีวิต มนุษย์จึงถือว่าน้ำผึ้งเป็นทิพย์โอสถที่สามารถนำมาบริโภคบำรุงชีวิตให้แข็งแรงและยืนยาวปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง วิหารใหญ่หลังนี้เป็นอาคารอเนกประสงค์ ใช้ประกอบพิธีทำบุญ รวมทั้งเป็นหอฉันและกุฏิของเจ้าอาวาสด้วย ลักษณะเด่นคือศิลปะการสร้างอาคารแบบหลังคาซ้อนชั้นที่เรียกว่า "จอง" นอกจากจะยกคอสอง แล้วยังยกจั่วซ้อนชั้นบนคอสองอีกทีหนึ่ง ที่ปลายขอบชายคาตกแต่งด้วยลายฉลุ หลังจากถวายน้ำผึ้งและกราบพระพุทธสิหิงค์จำลองแล้ว เราเข้าไปชมกระจกเขียนสีซึ่งติดอยู่บริเวณฝากั้นห้องเจ้าอาวาส เล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก ภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่า และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทใหญ่ จากนั้นเข้าไปชมในส่วนของการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เปิด 08.00-18.00 น. ทุกวัน มีไม้แกะสลักอายุกว่าร้อยปี แกะเป็นรูปคนและสัตว์ เรื่องพระเวสสันดรชาดก นำมาจากพม่าตั้งแต่ พ.ศ.2400มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ตัว และมีพระพุทธรูปหินอ่อนองค์เล็ก แกะด้วยฝีมือประณีตอ่อนช้อยงดงาม คัมภีร์โบราณ ถ้วยชาม และเครื่องใช้โบราณอีกหลายชิ้น

ลงจากวิหารใหญ่ วัดจองกลาง มากราบเจดีย์ประธานซึ่งเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ บนยอดประดับฉัตรสามชั้น มีกลุ่มเจดีย์สี่ทิศล้อมรอบ องค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูนทา สีขาว ส่วนลายปูนปั้นที่องค์เจดีย์ทาสีทอง ซึ่งเราเห็นองค์เจดีย์ประดับไฟเปล่งรัศมีสวยงามในยามค่ำคืนมาแล้วนั่นละค่ะ ถัดวิหารใหญ่มีวิหารเล็กหลังคาเรือนยอดทรงปราสาท ซ้อนชั้นห้าชั้นประดับยอดด้วยฉัตรทองสามชั้น หลังคามุงสังกะสี มีโลหะฉลุลาย ตกแต่งเรือนยอดและเชิงชาย งดงามจับตาและยังติดอยู่ในความทรงจำของเรามาจนบัดนี้

ข้างๆวัดจองกลางคือวัดจองคำ วัดแฝดที่ตั้งอยู่ในกำแพงเดียวกัน ถ้ายืนหันหลังให้หนองจองคำ วัดจองกลางอยู่ทางขวามือ วัดจองคำอยู่ด้านซ้ายมือ ในสมัยยุครุ่งเรืองของหัวเมืองสำคัญๆในพม่า เช่น ยะไข่ มัณฑะเลย์ พระภิกษุสงฆ์ในเขตภาคเหนือของไทย ต้องเดินทางไปยังที่หัวเมืองเหล่านี้เพื่อศึกษาธรรมะ วัดจองคำและวัดจองกลาง จึงเป็นศูนย์กลางของพระสงฆ์และสถานที่พักระหว่างทาง ทั้งสองวัดยังคงความงดงามทางศิลปะที่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์และเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีของชาวแม่ฮ่องสอน พื้นที่ด้านหน้าของวัดซึ่งเป็นสวนสาธารณะหนองจองคำยังเอื้อให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีต่างๆในรอบปี และจัดเป็นถนนคนเดินอีกด้วย

พระอารามหลวงวัดจองคำเป็นวัดแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน เนื่องจากเสาวัดประดับ ด้วยทองคำเปลว จึงได้ชื่อว่าวัดจองคำ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2340 ตามแบบอย่างศิลปะไทใหญ่ ศาสนสถานที่สำคัญ คือศาลาหลังคาทรงปราสาท 9 ชั้น และวิหารที่สร้างเมื่อ พ.ศ.2477 ฝีมือช่างชาวพม่ามีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ผสมฝรั่ง อาคารมีผังเป็นรูปตัวแอล ผนังก่ออิฐถือปูน ประตู หน้าต่างตอนบนโค้ง ประดับลวดลายแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก หลังคามุงสังกะสี เชิงชายมีลูกไม้ฉลุ แบบขนมปังขิง เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ที่สุดของแม่ฮ่องสอน (สร้างเมื่อ พ.ศ.2469) ขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร โดยช่างฝีมือชาวพม่าเช่นกัน นอกจากนี้ในวิหารยังมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งจำลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์อีกด้วย พระอุโบสถเป็นอาคารรูปทรงมณฑปรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 เมตร ยาว 12 แมตร หลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรูป พระเจดีย์ 5 ยอด ภายในเขียนภาพพุทธประวัติที่ฝาผนัง บานประตู หน้าต่าง ทำด้วยไม้แกะสลัก ในพระอุโบสถมีพระประธานทางวัดได้ทำพิธีเบิกพระเนตร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2523

ด้านหน้าวิหารวัดจองคำ เป็นเจดีย์ที่ชาวไทใหญ่เรียกว่า "กองมู" โดยช่างฝีมือชาวไทใหญ่รูปทรงจุฬามณี ความสูง 32 ศอก ฐานสี่เหลี่ยมมีมุข 4 ด้าน พร้อมสิงห์ด้านละหนึ่งตัว ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งด้านละหนึ่งองค์ เริ่มสร้างเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2456 สร้างแล้วเสร็จในเดือนมกราคม พ.ศ.2458 สร้างขึ้นโดยศรัทธาขุนเพียร (พ่อเลี้ยงจองนุ) พิรุญกิจและแม่จองเฮือนคหบดี ชาวแม่ฮ่องสอนและในองค์พระเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มานมัสการองค์พระเจดีย์

...แดดยามสายเริ่มแผดแสงแรงกล้าไล่ผืนหมอกที่ห่มคลุมทั้งเมืองให้เคลื่อนตัวออกไป เป็นสัญญาณบอกว่าการเดินทางกลับของเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม้มีโอกาสอยู่ในวัดวาอารามไม่นานนัก แต่บุญกุศลที่ทำด้วยจิตพิสุทธิ์ส่งต้นทานนี้ให้ผลิดอกออกผลงอกงามอยู่ภายใน ยังผลให้จิตใจแช่มชื่นเบิกบานอย่างยิ่งเชียวค่ะ...