ท่องไพรเขาใหญ่ยลสมุนไพรไทย

โลกสวยด้วยพรรณไม้

1...แม้ฤดูกาลชื้นเย็นผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ยังฝากความชุ่มฉ่ำไว้กับผืนดิน ต่อเมื่อดินร่วนซุยโอบอุ้มความชื้นไว้ แมกไม้ใหญ่น้อยจึงเร่งโผล่เรือนยอด ตั้งลำต้นขึ้นลดหลั่นเป็นผืนป่าทึบ ใช่ว่าจะเป็นที่พักพิงแต่ฝูงสัตว์ป่า ยังเป็นแหล่งที่รวมสมุนไพรมากด้วยสรรพคุณ ที่มีความจำเป็นต่อวงการแพทย์แผนไทย ซึ่งหมอยาพื้นบ้านต่างรู้คุณค่าว่า มีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กับชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษย์

เขาใหญ่...มีผืนแผ่นป่าตามธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ที่ชอบความท้าทายในการเดินป่า เข้ามาเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกาย พร้อมสัมผัสความงดงามตามธรรมชาติ ทั้งได้เรียนรู้สรรพคุณคุณค่าแท้จริง โดยสาระเรื่องราวน่ารู้ต่างๆนั้น อยู่ตามสอฟากฝั่งทางเดินแคบๆ ซึ่งต้องมีทักษะการเพ่งพินิจพิจารณา แต่ทว่าไม่มีใครจะรอบรู้ได้ดีเท่ากับ หมอพื้นบ้าน และนายพราน

คนไทยต่างร่ำรวยด้วยภูมิปัญญา รู้จักใช้ประโยชน์ทางด้านชีวภาพ ซึ่งหมอยานำสรรพคุณพิเศษเฉพาะตัว มาปรุงเป็นตำรับยารักษาโรคภัย ทั้งได้มีกุศโลบายอันชาญฉลาด ให้ปลูกสมุนไพรไว้รอบเรือนชาน สำหรับประกอบอาหารการกิน อย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระทั่งเรียกชื่อตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เพื่อให้การส่งต่อความรู้ไม่ผิดเพี้ยน น่าใจหายที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่ ต่างรู้จักและเข้าใจสมุนไพรน้อยลง

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร มีความศรัทธาต่อหมอยาพื้นบ้าน ทำงานด้านสมุนไพรมากกว่า 20 ปี ตั้งปณิธานส่งต่อภูมิปัญญาสู่ผู้คน อย่างมิได้แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จากสาระที่ได้จากหมอยาทั้งหลาย โดยมีความปรารถนาดีอย่างยิ่ง ให้คนได้รู้จักสมุนไพรใกล้ตัว นำมาใช้ดูแลสุขภาพตัวเอง พร้อมศรัทธาและเชื่อมั่นภูมิปัญญาไทย ในกาลนี้ได้นำคณะสื่อมวลชน เข้าป่าเขาใหญ่ศึกษาธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชพรรณไม้ที่เป็นสมุนไพร พร้อมนายพรานมากความรู้ พรานวิง-ประวิง กลิ่นไกล สมทบในขบวนเดินป่าด้วย

จุดหมายอยู่ในพื้นที่ติดต่อสี่จังหวัด ทางด้านขวามือเป็นจังหวัดนครนายก หันมาทางซ้ายมือก็เป็นจังหวัดปราจีนบุรี เฉียงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจังหวัดสระบุรี และเหลียวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเมืองโคราชจังหวัดนครราชสีมา แต่เส้นทางฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี จะเป็นเส้นทางขึ้นที่สะดวกที่สุด ที่มุ่งนำไปสู่ป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น แต่ก่อนจะเริ่มไปท่องไพรในวันรุ่งขึ้น เราขอตั้งหลักนอนเอาแรงสักคืนก่อน

"เราโชคดีมาก...ที่อยู่กับความร่ำรวยหรือความสวยงามตรงนี้ เราควรเห็นในคุณค่าและให้ความสำคัญ อย่าไปเห็นต้นสนทรงสวยๆต่างประเทศ แล้วก็ชื่นชมในความแปลกตา หรือรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่พบเห็น ต่อเมื่อมาเห็นต้นไม้ในป่าบ้านเรา กลับมองด้วยอาการเมินเฉย หรือมองผ่านเลยด้วยความชินตา เราต้องภาคภูมิใจกับสิ่งที่มีในบ้านเรา ซึ่งมีความหลากหลายชนิดของป่า ความหลากหลายชนิดของต้นไม้ โดยมีต้นไม้ใหญ่ทรวดทรงสวยๆ แล้วยังเป็นบริเวณที่มีสมุนไพรหลายอย่าง จึงเป็นเส้นทางชวนให้ศึกษาหาความรู้" ภญ.ดร.สุภาภรณ์ หรือ พี่ต้อม ที่เราเอ่ยด้วยความนับถือ กล่าวไว้ในระหว่างทานมื้อค่ำ

จากนั้นคุยถึงวิถีอาหารการกินอีก ว่า "วิถีดั้งเดิมของคนในสมัยโบราณ ที่ไม่ได้มีภาชนะไว้ใช้กันมากมาย แต่มีวิถีความเป็นอยู่อิงกับธรรมชาติ แล้วนำมาใช้ประโยชน์อย่างมิให้สูญเสีย อย่างเช่น 'ไผ่' นอกจากเอามาสร้างบ้านเรือนอาศัย นำมาทำอาหารบริโภคได้หลากเมนู หรือใช้สรรพคุณในการรักษาสุขภาพ ยังนำมาทำเป็นเครื่องใช้ไม้สอย จึงทำให้ได้รับสารพิษต่างๆที่น้อยกว่า อย่างที่เห็นปลาในกระบอกไม้ไผ่ นำตะไคร้ใส่ในตัวปลาดับกลิ่นคาว แล้วคลุกเกลือก่อนใส่ในกระบอกไม้ไผ่ และนำไปเผาเหมือนกับข้าวหลาม

ฉะนั้นจะอยู่ที่การเผานานเพียงใด ที่จะไม่ทำให้แห้งหรือแฉะเกินไป ผลที่ได้ก็คือจะมีน้ำกำลังดี มีสีสันน่าทาน มีกลิ่นหอมของเครื่องปรุง ผสานกับกรุ่นกลิ่นของไม้ไผ่ การปิ้งย่างไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ จะต้องรู้จังหวะของเปลวไฟ ในการให้ความร้อนแผ่สู่เนื้อปลา ซึ่งนี่ถือเป็นการปิ้งย่างชั้นครูจริงๆ ที่สำคัญยังได้น้ำพริกภรรยาพรานวิง ซึ่งตามปกติจะทำให้ตอนเข้าป่า ส่วนผสมก็มีไม่กี่อย่าง คือ หอม กระเทียม มะขามเปียก พริก กุ้งแห้ง แล้วปรุงรสให้กลมกล่อมตามชอบ เพียงเท่านี้เอง...อาหารทุกเมนูจะเอร็ดอร่อยขึ้นได้"

ค่ำมืดในบ้านพักหลังใหญ่ชั้นเดียว กับบรรยากาศรายรอบตัวที่เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟในห้องส่องนำสายตา ทำให้เห็นท้องฟ้าพราวด้วยเดือนดาว มีเบื้องหน้าเป็นแผงเงาดำของแมกไม้ ถัดมาแว่วจิ้งหรีดร่ำร้องตามสนามหญ้า หันคว้าน้ำกระเจี๊ยบร้อนๆจิบไปพลาง เพื่อเป็นการเพิ่มความอุ่นให้กับร่างกาย ในระหว่างที่กำลังชื่นมื่นกับธรรมชาติค่ำคืน เมื่อดื่มจนหมดแก้วถึงเดินไปเข้านอน แล้วก็หลับสนิทรวดเดียวจนกระทั่งถึงเช้า แต่ยังไม่ทันทานอาหารมื้อสำคัญ เราเร่งขึ้นรถเพื่อเดินทางไปที่ ผาเดียวดาย กันก่อน

เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ผาเดียวดาย เป็นทางยกระดับลักษณะวงรอบ โดยมีจุดเริ่มต้นและจุดที่สิ้นสุด อยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน มีระยะทางราว 446 เมตร ใช้เวลาในการเดินศึกษาธรรมชาติประมาณ 35 นาที ซึ่งจะได้เห็นและรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของระบบนิเวศป่าดงดิบเขา สังคมพืชป่าพรุที่สูง พืชพรรณไม้เมืองหนาว พืชผู้ที่สร้างผืนป่า และความซับซ้อนธรรมชาติ นอกจากนั้นจะพบกับวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่หน้าผาด้วย

บริเวณแถวๆผาเดียวดายแห่งนี้ จะพบกับสังคมป่าสองประเภทด้วยกัน คือป่าดงดิบเขาระดับต่ำและป่าพรุ โดยป่าดิบเขาที่ผาเดียวดาย เกิดในที่มีอากาศเย็นบนเขาสูง จากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป เป็นป่าที่ประกอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ มีเรือนยอดชั้นบนสุดสูงถึง 30 เมตร ผสมรวมกับพรรณไม้สกุลอื่นๆ โดยอยู่อาศัยกันอย่างเบียดเสียดหนาแน่น เช่น พญาไม้ ขุนไม้ สนสามพันปี มะขามป้อมดง ไทรยักษ์ ทะโล้

ตามลำต้นต่ำลงมาพืชเรือนยอด เป็นพืชอิงอาศัยที่มีปริมาณไม่ค่อยมาก ด้วยผืนป่ามีซากพืชทับถมไม่มากนัก สำหรับผืนป่าพรุเป็นสังคมของพืช ที่ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงตลอดเวลา จะพบได้ในบริเวณร่องลำธาร หรือตามแหล่งที่มีน้ำขังตัว ก็มีต้นไม้เด่นๆอย่างพวกเสม็ดแดง เตยหนาม โดยปกติตามผืนป่าพรุบนเขาสูง จะพบเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ซากพืชซากสัตว์ทับถมตัว แล้วสลายกลายเป็นฮิวมัสโปร่งซุย ส่งผลต่อการอุ้มน้ำของดินได้นานวัน ซึ่งจำเป็นต่อการงอกของเมล็ดพืช

สักครู่เอ่ยชื่อทะโล้...ต้นทะโล้ขนาดใหญ่ ก็มายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าพอดี ทะโล้ หรือมันตาน มีจุดเด่นอยู่ที่มีดอกจำนวนมาก เริ่มตกเกลื่อนพื้นเดือนกุมภาพันธ์ ยาวไปจนถึงเดือนเมษายน มีดอกสีขาวหรือสีขาวนวล โชยกลิ่นหอมไปทั่วทั้งป่า ที่มาจากกลีบดอกกลมๆ 5 กลีบ มักหลบอยู่ในหมู่ไม้เรือนยอด ไม่ถูกลมพายุแรงพัดผ่าน ดอกทะโล้แห้งมีรสขมเล็กน้อย นำไปต้มน้ำร้อนเป็นเครื่องดื่ม หรือให้ผู้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ๆ เพื่อทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ซึ่งสมุนไพรต้นทะโล้ชนิดนี้ ไม่มีความจำเป็นสำหรับผมแน่ๆ

ถัดมาไม่ห่างกันจากต้นทะโล้ เป็นไม้พุ่มเถาขนาดย่อม หนุมานประสานกาย มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร เจริญเติบโตตามป่าดิบเขา อย่างเช่นผืนป่าในป่าเดียวดาย จะงอกงามได้ดีตามซอกหิน โดยส่วนใบใช้ประโยชน์ทางยารักษาโรค แก้อาการหอบหืด ไข้หวัด คัดจมูก วิงเวียนศีรษะ ภูมิแพ้ต่างๆ หรือนำใบสดตำพอกแผลสด ช่วยห้ามเลือด สมานแผล และแก้อักเสบ บวม กระทั่งตำผสมสุราหรือต้มกับน้ำ นำมาดื่มแก้อาการเจ็บคอ โดยมีสารที่ให้คุณประโยชน์ อย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่มีชื่อเรียกว่า กรดโอเลอิก

แล้วที่เห็นไหวเอนเรี่ยตามพื้น เฟิร์นตีนตุ๊กแก มีใบขนาดเล็กจิ๋วเป็นแผ่นบาง บริเวณตรงฐานใบที่เรียกว่า ติ่งหูใบ มีลักษณะคล้ายกับตีนตุ๊กแก มักเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นดิน และอิงอาศัยอยู่กับพืชอื่นๆ สามารถอุ้มน้ำฝนไว้ได้นาน ทำให้พื้นที่ป่าและเปลือกต้นไม้ใหญ่ มีความชุ่มชื้นได้ตลอดทั้งปี รากฝอยเป็นส่วนที่แลกอากาศ แตกออกจากเหง้ามากมาย ทำให้เฟิร์นตีนตุ๊กแกจมอยู่ในน้ำได้นาน แล้วมองไปข้างหน้าเป็น ไผ่เลื้อย พืชตระกูลหญ้าที่ลำต้นสูง มีช่วงอายุยืนยาว จะตายหลังจากออกดอกและผลิตเมล็ด

มัวแต่ประณีตกับการถ่ายภาพ พอเงยหน้าขึ้นมองหาเพื่อน เอ้า!!! เราอยู่ท้ายขบวนไปซะงั้น พอเดินเข้ากลุ่มผองเพื่อนได้แล้ว ก็เห็นมุงดูเฟิร์นตีนตุ๊กแกอีกแล้ว แต่เพื่อนคนหนึ่งหันมาบอกว่า หมอยาพื้นบ้านเค้าเรียกกันว่า หญ้ามุ้งเขียด ทำให้แห้งด้วยการผิงเหนือเตาถ่าน เพื่อจะได้เก็บไว้ใช้ได้นานๆ จากนั้นก็ลากผมไปดู แก้มขาว ทีแรกก็นึกไปถึงแก้มสาวๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นต้นไม้เสียนี่ ที่มีใบสีขาวและมีดอกสีเหลืองๆ หมอพื้นบ้านเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หมอกต่างใบ นำไปทำยาแก้ตกขาวของผู้หญิง

แล้วยังมี ต้นเอนอ้า รากทำยาบำรุงร่างกายให้กับผู้หญิง ส่วนดอกสีม่วงเกสรสีเหลือง เอาไปใช้ห้ามเลือดได้ดี มาถึง เฟิร์นนาคราช สังเกตตรงเถามีเกล็ดคล้ายเกล็ดงู ใช้เถาฝนกับน้ำมะนาวแก้พิษงู ส่วนที่ภาษาไทยใหญ่เรียกว่า ขมวัวฮัก ใบอ่อนกินได้มีกลิ่นหอมๆ ซึ่งก็คล้ายกับ เร่วกระดอน ที่ดอกและผลอ่อนจิ้มน้ำพริกกิน ให้สรรพคุณขับลม แก้ไอ แก้ฟันผุ และเมล็ดอมชุ่มคอ ก่อนทรุดนั่งแถวหน้าผาเดียวดาย ก็เหลือบเห็น ต้นไทร อยู่ข้างหน้าผา กำลังออกช่อผลสีส้มสีแดงน่ากิน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของนกและลิง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า