กองทัพภาคที่ 3 กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ

1. หมู่บ้านยามชายแดน

องคมนตรี ติดตามผลการดำเนินงานและเยี่ยมชมความก้าวหน้า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ได้มอบสิ่งของพระราชทานแก่ราษฎร พร้อมกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีความห่วงใยต่อราษฎร พระราชทานสิ่งของ และการพัฒนา

วันที่ 26 ธันวาคม 2555 เวลา 10.30 น. องคมนตรี พลากร สุวรรณรัฐ เลขาธิการ กปร. สุวัฒน์ เทพอารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นฤมล ปาลวัฒน์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากท่าอากาศยาน กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ใช้เวลา 45 นาที ถึงโครงการหมู่บ้านยามชายแดนบ้านแม่ส่วยอู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อมอบของพระราชทาน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยองคมนตรีได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่า "การเดินทางมาครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ได้รับพระราชเสาวนีย์จาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้มาเยี่ยมเยียนพี่น้อง ที่เป็นสมาชิกของหมู่บ้านใน โครงการหมู่บ้านยามชายแดน ซึ่งได้ตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ บัดนี้ก็เป็นเวลาเกือบสิบปีมาแล้ว พวกเราเป็นพลเมืองที่มีความสำคัญของประเทศ เพราะว่าท่านมีภูมิลำเนาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ขอบชายแดน บางครั้งก็เรียกพี่น้องเป็นพลเมืองชายขอบ

...ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลกันก็ตาม แต่ว่าอยู่ตรงจุดที่มีความสำคัญ เมื่อฝ่ายทหารได้ร่วมเข้ามา จัดตั้งให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ ให้การสนับสนุนในการดำรงชีวิตของท่านแล้ว ท่านก็มีความเข้มแข็ง ท่านก็มีความเข้าใจ ถึงความสำคัญของท่านทั้งหลาย เมื่อทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเรามีความสำนึก ถ้าเรามีความเข้าใจ ถึงความสำคัญของพวกเรา ที่อยู่ในแต่ละชุมชนแล้ว ประเทศชาติจะมีความมั่นคงโดยส่วนรวม ซึ่งล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ทรงมีความห่วงใยพี่น้องพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเสมอ

...ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเรา ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร พระองค์ท่านจะทรงห่วงใยเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น ทุกปีในช่วงของฤดูหนาว ซึ่งบนยอดดอยเหล่านี้ จะมีอากาศหนาวเย็นกว่าพื้นที่ข้างล่าง ท่านทั้งหลายก็เป็นสมาชิกสังกัดอยู่ใน โครงการตามแนวพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ ฉะนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผม และคณะได้เดินทางมาเยี่ยมเยียน เพื่อให้กำลังใจแก่ท่าน แล้วนำความห่วงใยของทั้งสองพระองค์ มาให้ท่านได้รับทราบด้วย พร้อมทั้งนำสิ่งของพระราชทาน มาส่งมอบให้กับท่านถึงมือด้วย ตลอดจนโครงการที่พระราชทานเอาไว้

...พวกเราก็จะช่วยกันมาสอบถามเยี่ยมเยียนดูว่า โครงการไหนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด โครงการไหนที่ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่ ก็จะได้บอกกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสานต่อให้สำเร็จ ในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณ ทั้งฝ่ายราชการทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รับผิดชอบโครงการ คือ ฝ่ายทหารของกองทัพภาคที่ 3 ทั้งหน่วยต่างๆหลายหน่วยก็ช่วยกันดูแล ทางฝ่ายบ้านเมือง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ รวมทั้งฝ่ายพัฒนาทุกกระทรวงทบวงกรม ที่ได้เข้ามาร่วมดำเนินโครงการนี้ร่วม 10 ปีแล้ว ขอขอบคุณและให้กำลังใจ ให้พี่น้องทุกครอบครัว ได้มีกำลังใจในการที่จะดำรงชีวิต แล้วช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลความมั่นคงปลอดภัย ของประเทศชาติตรงจุดนี้ด้วย"

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านยามชายแดน บ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ และพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริกับ พลเอก นิพนธ์ ภารัญนิตย์ ซึ่งในขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 ณ เรือนประทับแรมปางตอง ใจความสำคัญว่า "ให้พิจารณาหาแนวทาง ในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้าน ในรูปแบบบ้านยามชายแดน ด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ให้เข้มแข็ง มีส่วนร่วมรักษาอธิปไตยของชาติอย่างมีระบบ ตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ กองทัพภาคที่ 3 ได้แต่งตั้งคณะทำงานฯ เพื่อสำรวจและคัดเลือกพื้นที่สำหรับจัดตั้งหมู่บ้าน คณะทำงานฯได้พิจารณาพื้นที่บริเวณแนวชายแดนด้านทิศตะวันตก ของอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเคยเป็นที่ตั้งบ้านแม่ส่วยอู และบ้านห้วยเดื่อ แต่เนื่องจากความไม่ชัดเจนของเส้นแบ่งเขตแดน ประกอบกับมีการสู้รบกัน ระหว่างกองกำลังกลุ่มคะยากับทหารพม่า และมีการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ราษฎรกลุ่มดังกล่าวละทิ้งบ้านเรือน อพยพเข้ามาอยู่พื้นที่เขตภายใน ปล่อยให้พื้นที่เป็นช่องว่าง ล่อแหลมต่อการเข้ามาของภัยคุกคามต่างๆ ดังนั้น คณะทำงานโครงการฯ จึงคัดเลือกพื้นที่เป็นที่จัดตั้งโครงการชื่อว่า "โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านแม่ส่วยอู ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน"

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ได้รับการฟื้นฟูมาเป็นอย่างดี อันจะเห็นได้จากปริมาณพื้นที่ป่า ที่ได้กลับคืนมาจากเดิม ก่อนดำเนินงานพื้นที่ 26,218 ไร่ เพิ่มเป็น 28,218 ไร่ นอกจากนั้นราษฎรในพื้นที่ ยังได้เข้ามาเป็นแรงงาน จากการจ้างงานด้านการพัฒนาป่า ทำให้มีรายได้เพิ่มจากเดิม 3,000 บาทต่อเดือน เป็น 4,500 บาทต่อเดือน นอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ราษฎรยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานของโครงการฯ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ได้อย่างดี

บ้านแม่ส่วยอู ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานภาพชุมชนร่วมโครงการฯ มีจำนวน 1 หมู่บ้าน 28 ครัวเรือน มีราษฎรจำนวน 123 คน เป็นชนเผ่าคะยา ชาย 53 คน หญิง 70 คน ได้รับสัญชาติไทย จำนวน 113 คน เป็นชาย 55 คน และเป็นหญิง 58 คน โดยผลการดำเนินงานในรอบหนึ่งปี ของชุดปฏิบัติการโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ พบปะผู้นำหมู่บ้าน ราษฎร และเยาวชน เพื่อประสานสอดคล้องแนวความคิด ให้ได้มาซึ่งความร่วมมือต่อทางราชการ เข้าร่วมประชุมประจำเดือน เกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า และปัญหายาเสพติด เพื่อให้ราษฎรมีความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา ที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีการตัดไม้ทำลายป่าและยาเสพติด

รวมถึงประชุมชี้แจงถึงปัญหาหมอกควัน ที่เกิดจากการเผาป่าเพื่อทำการเกษตร และเพื่อการหาของป่า โดยชี้แจงราษฎรไม่ให้ทำการเผาป่า ซึ่งราษฎรเข้าใจและให้ความร่วมมืออย่างดี อีกทั้งประชุมประจำเดือนร่วมกับราษฎร เรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร ความรู้เกี่ยวกับโทษพิษภัยของยาเสพติดทุกชนิด และคัดเลือกกรรมการหมู่บ้าน การรับสมัครกลุ่มสตรีในหมู่บ้านตามโครงการของรัฐบาล พร้อมร่วมกับสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 และราษฎร ลาดตระเวนพื้นที่ในโครงการฯ เพื่อป้องกันปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงร่วมมือกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ตั้งจุดตรวจบุคคล ยานพาหนะ บริเวณป้อมยามหน้าหมู่บ้าน เพื่อความปลอดภัยและป้องปราม การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง หรือค้าสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากนั้นได้ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าศิลปาชีพ ที่ราษฎรใช้เวลาว่างทอผ้า และจักสานเป็นประจำ ปัจจุบันมียอดสมาชิกศิลปาชีพ 55 คน ได้แก่ กลุ่มทอผ้า 28 คน กลุ่มจักสาน 11 คน และกลุ่มเครื่องเงิน 15 คน โดยแจกเส้นด้ายทอผ้าให้กับราษฎรกลุ่มทอผ้า ที่ได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิศิลปาชีพ สำนักพระราชวัง ใช้ในการท่อผ้าส่งไปยังกองศิลปาชีพ เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว อีกทางหนึ่งทำแปลงสาธิตแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตัวอย่างและขยายผลให้แก่ราษฎร คือการเลี้ยงสุกรในคอก การเลี้ยงไก่ในเล้า การเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก หรือการปลูกผักรอบบ่อปลา พร้อมกับสำรวจผลผลิตข้าวไร่ 28 ครัวเรือน ซึ่งมียอดรวมผลผลิตข้าวไร่ จำนวน 701 กระสอบ คิดเป็นจำนวน 2,103 ถัง

โดยหนึ่งในสมาชิกกลุ่มทอผ้า เนาวรัตน์ ปัญญาไพศาล อายุ 48 ปี เล่าว่า "ก็มีอาจารย์จากศิลปาชีพมาเสริมความรู้ จากความรู้ที่ชาวบ้านมีกันอยู่แล้ว ส่วนตัวไม่เคยทอผ้ามาก่อน แต่เมื่อก่อนแม่จะทอไว้ใช้กันเอง เมื่อก่อนก็ไม่ได้ให้ความสนใจ มาเริ่มสนใจทอผ้ามาก็ 3 ปีได้แล้ว เพราะส่งเสริมเป็นอาชีพเกิดรายได้ให้ครอบครัว ผ้าฝ้ายผืนหนึ่งทอสองวันก็เสร็จแล้วค่ะ มีความยาวประมาณ 3 เมตร แล้วเอาไปขายเมตรละ 250 บาท โดยทั้งหมดจัดส่งไปที่ศิลปาชีพ ตอนนี้ถ้าทอได้ทุกวัน...ก็ได้เยอะอยู่นะ เดือนที่แล้วไม่มีเวลาทอ แต่ที่เคยทำได้สูงต่อเดือนถึงสามสี่พัน ดีใจมากๆเลยที่พระราชินีมาส่งเสริมตรงนี้ ทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ตั้งใจจะทอผ้าด้วยกี่ทอมือให้สวยๆ ส่งให้กับทางศิลปาชีพตลอดไป"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า