ล่องแก่งแม่เรวา นอนสบตายูงรำแพน

ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

เที่ยวหัวใจใหม่...เมืองไทยยั่งยืน แนวทางการท่องเที่ยวของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ใช่จะได้บันเทิงเริงรมย์ หรือหาทานแต่เมนูอร่อยปาก แล้วก็เข้าที่พักนอนหลับสบาย แต่ทว่าปริ่มเปี่ยมไปด้วยสาระมากมาย เฉกเช่นเดียวกับ "บันทึกการเดินทาง" "ท่องเที่ยวทั่วไทย" หรือกระทั่ง "บันทึกวัฒนธรรม" ต่างแฝงเรื่องราวน่ารู้หลากหลาย อย่างในครั้งนี้ เป็นการ "ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ" ซึ่งก็มีข้อมูลที่น่าศึกษาไม่น้อยเลย

ณ เช้าวันหนึ่ง กลางเมืองกรุง เสียงตามสายโทรศัพท์บอกผมว่า ไปถ่ายรูปนกยูงด้วยกันมั้ย ต้นสายที่โทร.มาเชิญชวน คือ พี่บอย-อุภัย สาระศาลิน หัวหน้างานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลยนึกย้อนถึงความล้มเหลวที่ผ่านมา ทั้งการแอบส่องเก้ง กวาง เนื้อทราย หรืออยู่บนหอดูสัตว์อย่างกระทิง ช้าง วัวแดง ก็เห็นแต่รอยย่ำเท้าตามผืนดิน แล้วการยลนกยูงในคราวนี้ละ จะประสบอย่างครั้งก่อนรึเปล่า!!!

แต่พี่บอยได้ให้คำมั่นอย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆก็ปลงใจตั้งแต่แรกชวนแล้ว เพียงขอแสร้งเกริ่นเล่นๆไปว่า หากนกยูงเล่นตัวไม่ออกมา พี่คงต้องแต่งเป็นนกกิงกะหร่า มาให้ผมถ่ายรูปแทนเป็นแน่ ดังนั้น ระหว่างทางสู่ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 (แม่เรวา) จังหวัดนครสวรรค์ พี่บอยเลยนำภาพถ่ายในมือถือ มาสร้างความเชื่อมั่นให้กับเรา ต่อเมื่อได้เห็นภาพกันจะๆอย่างนั้นเข้า แสงแห่งความหวังก็ไสวสว่างขึ้น

ขณะที่แสงตะวันในยามเย็น มีทีท่าจะลาลับตรงเหลี่ยมเขา ผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เริ่มร่มครึ้มสงัดวังเวงชอบกล ระหว่างปะทะสังสรรค์อย่างออกรสชาติ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งในอุทยานฯ บอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ พอถามถึงเหตุผลกลใดขึ้นมา ต่างยอมทำตามคำบอกแต่โดยดี ก็จะอะไรเสียอีกละครับ เจียนใกล้เวลาที่เรารอคอยแล้ว

ความเงียบทำให้รู้สึกปลอดภัย มากกว่าเสียงอึกทึกครึกโครม สัญชาติญาณสัตว์ป่าก็เป็นเช่นนั้น แม้กระทั่งฝูงนกยูงตามป่าใหญ่ ที่ดึงดูดให้เรามาที่นี่ราวกับแม่เหล็ก ก็ชื่นชอบระบบนิเวศตามธรรมชาติ มีแต่เสียงต้นไม้ใบหญ้าเสียดสี หรือกระแสเสียงสายน้ำไหลริน แต่ถึงกระนั้น แต่ละย่างก้าวการเดิน ยังต้องระแวดระวังตัวรอบด้าน ต่อเมื่อจ่าฝูงหรือตัวนำในกลุ่ม สัมผัสความปลอดภัยพ้นอันตราย สมาชิกในกลุ่มถึงขบวนตาม

ระยะไกลในป่าเต็งรังรกชัฏ มีเงาขมุกขมัวกำลังเคลื่อนตัว กระทั่งเข้าระยะใกล้เราทุกที เห็นสีเขียวประกายแววเหลืองน้ำเงิน ตามลำตัวที่ยาวราวเมตรกว่า และยังมีสีทองแดงทางด้านข้าง ดูเป็นลายเกล็ดแพรวพราวทั้งตัว ขนคลุมโคนหางยื่นยาวออกมาก มีสีเขียวและจุดดวงตากลมๆ ที่ขลิบไปด้วยสีฟ้าและสีน้ำเงิน เมื่อรวมหางและลำตัวยาวถึง 3 เมตร ยังมีหงอนที่บริเวณหัวเป็นพู่สูง และแผ่นหนังสีฟ้าสลับสีเหลืองชัดเจน

ส่วนตรงอกและคอสีจะออกฟ้าๆ ขนปีกกลางสีดำทั้งด้านในและนอก และนั่นเป็นลักษณะของนกยูงตัวผู้ ที่มักจะคอยเดินนำหน้าเป็นผู้นำทาง ส่วนที่เดินตามหลังระยะไม่ห่างกันนัก เป็นนกยูงตัวเมีย ยาวประมาณร่วมเมตร น้ำหนักไม่ต่างกันประมาณ 2-5 กิโลกรัม ช่วงปีกกางกว้างได้ 1.2 เมตร ลักษณะทั่วไปจึงคล้ายนกยูงตัวผู้ แต่ขนสีเขียวเหลือบน้อยกว่าหน่อย แล้วมีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วไป ที่สำคัญขนโคนหางไม่ยาวเท่า

การปรากฏตัวของฝูงนกยูงนั้น ราวกับได้ชมการแสดงละครย่อยๆ ที่มีพี่บอยที่ค่อยๆเขยิบตัวเข้าไปใกล้ เสมือนไปเป็นผู้กำกับการแสดง โดยมีเราสื่อมวลชนเป็นผู้ชมที่ดี เพราะไม่ว่าจะขยับกายเคลื่อนตัวไปจุดใด เราจะไม่ทำซุ่มเสียงให้ไปรบกวน กระทั่งมาถึงไฮไลท์ในการโชว์ โดยเจ้านกยูงวัยหนุ่มประจำฝูง แสดงท่วงท่าการรำแพนหาง กางปีกสองข้างพยุงตัวชูคอขึ้น ย่างก้าวเดินพร้อมหมุนรอบๆตัวเมีย เพื่อเกี้ยวพาราสีก่อนผสมพันธุ์

ขนคลุมโคนหางนกยูงตัวผู้นั้น จะเจริญเต็มที่ในเดือนตุลาคม แล้วผลัดขนทิ้งในเดือนกุมภาพันธ์ ตามธรรมดาการรำแพนหาง ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที หากตัวเมียพร้อมให้ผสมพันธุ์ จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นไปร่วมรัก แต่การรำแพนหางครั้งนี้นานทีเดียว ทว่าก็ไม่มีวี่แววตัวเมียใดสมยอม การโชว์อย่างสวยงามตระการตา จึงจบลงอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ซึ่งฤดูกาลผสมพันธุ์ของนกยูงนั้น อยู่ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

ต่อเมื่อฝูงนกยูงทั้งหมดสิบตัว บินไปเกาะนอนอยู่บนยอดต้นยางสูง ช่วงหัวค่ำเราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ประจักษ์ บัวแก้ว ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 (แม่เรวา) จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเพิ่มเติมสาระที่น่าสนใจว่า ผืนป่าละแวกนี้มีนกยูง 2 กลุ่มครับ โดยนกยูงแบ่งออก 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือนกยูงไทย (Green Peafow) และนกยูงอินเดีย มีความแตกต่างที่สังเกตกันง่ายๆ คือตรงหงอนบริเวณหัวของนกยูงนั่นเอง นกยูงอินเดีย หงอนจะเป็นรูปใบพัด แล้วตามลำตัวจะออกเป็นสีฟ้าๆ ขณะที่นกยูงไทยลำตัวเป็นสีเขียวๆ ที่เราเห็นอยู่ตามกรงที่เลี้ยงกัน ส่วนใหญ่เป็นนกยูงอินเดีย ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

นกยูงไทยหาได้ยากมากแล้ว โดยเป็นนกจำพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ตัวผู้อาจยาวได้ถึง 3 เมตรเมื่อรวมหาง ขนาดของลำตัวจะใกล้เคียงกัน มักอยู่รวมตัวกันเป็นฝูง 4-5 ตัว โดยมีนกยูงตัวผู้คอยคุมอยู่หนึ่งตัว แม้ยามที่ลูกนกยูงตัวผู้เติบโตเต็มวัย จะถูกกีดกันให้ออกไปจากฝูง นกยูงชอบทำรวงรังบนพื้นดิน ตามที่โล่งๆ หรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้าหรือใบไม้แห้งรองรับ วางไข่ครั้งละ 3-6 ฟอง เริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้าย จะใช้เวลาฟักทั้งสิ้น 26-28 วัน ลูกนกยูงแรกเกิดมีขนอุยคลุมทั่วตัว ยืนและเดินตามแม่หาอาหารทันทีที่ขนแห้ง โดยจะตามแม่หากินไม่น้อยกว่า 6 เดือน จากนั้นจึงออกไปหากินเองตามลำพัง

"เมื่อก่อนภายในผืนป่าตะวันตก มีนกยูงดั้งเดิมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ลำห้วยที่นกยูงมักอาศัยอยู่นั้น เป็นลำห้วยที่ต้องมีหาดทราย เพราะถึงช่วงเวลาในการผสมพันธุ์ จะใช้หาดทรายเป็นที่เกี้ยวพาราสีกัน ช่วงหนึ่งจำนวนนกยูงได้ลดลง จะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ ต่อมาปีที่มีการเฉลิมฉลองในหลวงครองราชย์ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับองค์กรและมวลชน มีโครงการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง ที่อุทยานฯมีการปล่อยเนื้อทราย ละมั่ง ไก่ฟ้า และนกยูง โดยนกยูงที่เราปล่อยกับนกยูงป่า ได้จับกลุ่มรวมตัวอยู่ด้วยกัน แล้วก่อเกิดลูกหลานเยอะขึ้น" ผู้ช่วยวัย 32 กล่าวสรุปทิ้งท้าย

เวลาประมาณสามสี่ทุ่มน่าจะได้ เราต่างแยกย้ายตัวเข้าห้องนอน โดยไม่ลืมนัดแนะเจอกันตอนตีห้า เพื่อไปชมพระอาทิตย์ที่มออีหืด นอกจากได้เห็นแสงแรกแห่งวัน ยังได้ชื่นชมผืนป่าตามหุบเขาโอบล้อม โดยมีตรงกลางเป็นแม่น้ำแม่วงศ์ ระหว่างนั่งรอชมแสงตะวันฉาย เราได้จิบบกาแฟร้อนโต้กับลมเย็นๆ คนหนึ่งในกลุ่มนักข่าวเอ่ยขึ้นว่า หากไม่ได้รถขับขึ้นมาที่เขาแห่งนี้ มีหวังได้เดินหอบหืดตามๆกัน ซึ่งก็คงเป็นที่มาของชื่อเขาแน่ๆ

กลับมาที่ทำการอุทยานฯอีกครั้ง แว่วยินเสียงโต้งโหงงๆๆๆของนกยูงตัวผู้ ที่ร้องประกาศบอกอาณาเขตหวงห้าม พอสิ้นเสียงร้องก็บินร่อนเข้าป่าไป ซึ่งนกยูงไทยบินเก่งกว่านกยูงอินเดีย แต่เราไม่ได้มาฟังแต่เสียงนกร้องเท่านั้น เราจะเข้าร่วมงานในโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ "คาราวานผืนป่าตะวันตก" ที่ได้สอดคล้องกับกลยุทธ์ ในการสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางมาท่องเที่ยว โดยมีหลักการและเหตุผลสำคัญที่ว่า ในผืนป่าทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดนครสวรรค์ มีเส้นทางรอยต่อเชื่อมโยงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรตามธรรมชาติต่างๆ

นอกจากนั้นทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานี ยังมีชุมชนชาวลาวครั่ง-ลาวเวียง ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอย่างหนาแน่น แล้วเนื่องจากชุมชนดังกล่าวในอดีต ได้อพยพถิ่นฐานมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ทำการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี อันเก่าแก่มาอย่างยาวนาน จึงเกิดกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย ตามแนวผืนป่าตะวันตก อาทิ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เส้นทาง ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ที่นิยมเดินทางเป็นกลุ่มรถ กลุ่มครอบครัว และกลุ่มสื่อมวลชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุทัยธานี จึงได้ร่วมมือกับทางจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี สมาพันธ์สมาคมเครือข่ายท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สคท.) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 (แม่เรวา) และศูนย์ประสานงานสื่อ เพื่อการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คาราวานตามผืนป่าตะวันตกขึ้นมา

โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ สมดี คชายั่งยืน กล่าวในพิธีเปิดโครงการว่า ตามแผนพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ 4 ปี 2557-2560 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ได้บรรจุกิจกรรมท่องเที่ยวล่องแก่งแม่เรวา ในปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ยังเป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญๆ พร้อมมีการของบประมาณมาทำโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ในนามจังหวัดนครสวรรค์ ขอต้อนรับทางคณะและสื่อมวลชน ที่เห็นความสำคัญของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 (แม่เรวา) มาทำกิจกรรมโป่งเทียม พายเรือล่องแก่ง พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนบ้านแม่เรวา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์อย่างดี

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมการล่องแก่งที่ห่างหายไปเป็นเวลาหลายปี ซึ่งสร้างความสนุกสนาน หรือความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่แพ้การปั่นจักรยานชมนก หรือการพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุทัยธานี โทร.0-5561-6228-9 และ 0-5651-4928 หรือติดต่อ ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 (แม่เรวา) โทร.0-5576-6027 และ 0-5576-6436 ได้เลยครับ