บนความพลิกผันของชีวิต ลิปปกร ปรียาภาบุลกิต เค้กดีไซเนอร์

นัดพบ

ทำเค้กให้สวยนั้นไม่ยาก แต่ถ้าต้องทำให้ทั้งสวยทั้งอร่อยเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า โอปอ - ลิปปกร ปรียาภาบุลกิต จึงเป็นเค้กดีไซเนอร์เพียงไม่กี่คนของเมืองไทยที่สามารถประดิดประดอย "เค้ก" กระทั่งกลายเป็นงานศิลปะที่ผู้ให้และผู้รับต่างประทับใจและจดจำกันและกันไปตลอดชีวิต "ในชีวิตของคนคนหนึ่งเขามีโอกาสได้รับเค้กของขวัญแนวมหัศจรรย์เช่นนี้เพียงครั้งเดียว เพราะโอปอจะไม่ทำซ้ำอีก คนเรามีชีวิตเพียง 2 หมื่นวัน ถ้าหากจะต้องปั้นเค้กแบบเดิมอีกนับพันก้อน ถือว่านั่นคือการสูญเสียโอกาสที่จะเติมเต็มสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต" ในสายตาลูกค้าโอปอจึงดูเป็นเค้กดีไซเนอร์ที่ค่อนข้างมีเงื่อนไข ปฏิเสธลูกค้าครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงดูเป็นเจ้าของร้านที่ไม่ต้องการสร้างกำไรให้กับธุรกิจ เพราะโอปอตระหนักอยู่เสมอว่า "การปั้นเค้ก" เป็นงานศิลปะที่ไม่ควรถูกบีบคั้นด้วยเงื่อนไขของเวลาและผลกำไรทางธุรกิจ มากไปกว่าความสวยงามของรูปลักษณ์และความเป็นเลิศของรสชาติ

ลิปปกรแปลว่าอะไรคะ

แปลว่า "มือที่สร้างศิลปะ" ครับ ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สอดคล้องกับงานที่โอปอชอบ เพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นงานประดิษฐ์ หมอดูเป็นคนตั้งให้ เพราะเป็นคนที่ชอบดูดวง แต่ไม่ได้เชื่อนะครับ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งการใช้ชีวิตของเรามันไร้ทิศทางเกินไป เดินไปทางไหนก็ได้ ครอบครัวก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เราจึงมีอิสระต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก บางครั้งมันจึงฟุ้งเกินไป ฟังๆไว้บ้างก็ดี เพราะชีวิตที่ผ่านมามันพลิกผันตลอด ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องครอบครัว

ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนโอปอเรียนสายวิทย์มาแต่ใจจริงอยากเป็นดีไซเนอร์ ออกแบบเสื้อผ้าเพราะยุคนั้นบูมมาก ตอนสอบเอ็นทรานซ์จึงเรื่องการออกแบบพัสตราภรณ์ที่ธรรมศาสตร์ ปรากฏว่าไม่ติดก็เลยเบนเข็มมาเรียนการท่องเที่ยวและการโรงแรมที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะมองไปที่อาชีพสจ๊วตไว้ด้วย เป็นคนที่ชอบงานบริการ ที่นี้พอชีวิตพลิกผันอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มใจแป้วเป็นธรรมดา เนื่องจากเป็นคนที่ยึดมั่นมาก อยากทำอะไรเราก็จะทำ

ชีวิตพลิกผันอย่างไรบ้าง

ยกตัวอย่างเช่นโอปอไม่ได้คิดว่าจะต้องมาเป็นช่างแต่งหน้า แต่จู่ๆวันหนึ่งเกิดไปเห็นรุ่นพี่เขาแต่งหน้าโดยมีเครื่องสำอางน้อยชิ้นมาก แต่เขาสามารถแต่งออกมาให้สวยได้ก็รู้สึกชอบ จึงกลับมาแอบใช้เครื่องสำอางของคุณแม่ลองแต่งดูบ้าง หลังจากนั้นก็มีอาชีพเป็นช่างแต่งหน้าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีคนดึงไปเรียน มีคนให้งานดีๆ ชีวิตโอปอจึงเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ความที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เราจึงมีโอกาส กอปรกับปีแรกทำเกรดเฉลี่ยไว้ดีมากคือ 4.00 ที่บ้านเลยไม่ว่าอะไรที่เราจะทำงานไปด้วย ความจริงแล้วที่บ้านก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง เพราะค่อนข้างมีฐานะพอสมควร

แต่ด้วยความที่เรามองเห็นอนาคตแล้วว่าอาชีพช่างแต่งหน้าเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน ถ้าตัวเราไม่ได้ไปเองก็จะไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ และนั่นหมายความว่ารายได้ก็จะหยุดไปโดยปริยาย เวลาการทำงานก็ไม่แน่นอน เคยประสบอุบัติเหตุเพราะหลับในจนรถยนต์เสียไปเลยหนึ่งคัน มันไม่คุ้มเลย

จึงมีความคิดว่าเราควรมีธุรกิจอะไรที่รองรับไว้ด้วยจะดีกว่า ตอนนั้นความที่มองแต่เรื่องความสวยความงาม จึงไปเรียนเพิ่มเติมทางด้านสปาที่ชีวาศรมอยู่ 1 ปี จนครบทุกหลักสูตรเพื่อให้รู้จริงเรื่องสปา แล้วก็กลับมาเปิดสปาเองเพราะค่อนข้างมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่โอปอไม่ได้ขอเงินพ่อนะ เพราะพ่อจะบอกเสมอว่าเงินพ่อไม่ใช่เงินปอ จะมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ ถ้าเงินนั้นไม่ได้หามาด้วยตัวเองก็ถือว่าไม่ใช่ของเรา จะทำอะไรต้องตอบคำถาม เหมือนกับเราไปกู้เงินธนาคาร ตอนนั้นฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ แต่แล้วก็ไปไม่รอดเพราะเราขาดประสบการณ์ จึงถ่ายโอนกิจการทั้งหมดให้เพื่อนดำเนินการต่อ ส่วนตัวเองก็ไปทำงานประจำกับเครือไมเนอร์อยู่พักหนึ่งก็ลาออก มาเปิดร้านอาหารก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก เพราะทั้งสปากับร้านอาหารล้วนต้องพึ่งพาแรงงานคน ซึ่งมักจะเกิดเรื่องนอกเหนือความคาดหมายขึ้นอยู่ตลอดเวลา และยากที่จะรับมือกับการทำธุรกิจทั้งสองประเภทนี้ โอปอจึงไม่ประสบความสำเร็จ กิจการไปได้ดีนะครับ แต่ด้วยความที่เราไม่อยากจะฝากชีวิตไว้กับพนักงานซึ่งบริหารจัดการยากมาก เราจึงคิดว่าถอยออกมาดีกว่า

หลังจากนั้นก็กลับเข้าไปเป็นครูสอนสปาที่ชีวาศรม แต่ด้วยความที่เราไม่คุ้นกับการเป็นลูกน้องซึ่งต้องไหลไปตามองค์กร ก็ลาออกมาด้วยระยะเวลาอันสั้น และตกลงที่จะไปช่วยเพื่อนคนจีนที่รู้จักกันตอนไปเรียนที่ชีวาศรม เพราะเขาต้องการเปิดสปาที่เมืองหนิงโป เป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจที่อยู่ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้มากนัก โอปอจะเป็นคนที่ค่อนข้างกดดันตัวเองมากๆ (เน้นเสียงสูง) เพราะจะตั้งเป้าอยู่ตลอดเวลาว่าอายุเท่านั้นเท่านี้ตัวเองต้องทำถึงจุดนั้นจุดนี้ ต้องไปทำงานเมืองนอก ครั้นพอเพื่อนมาชวนไปทำงานเมืองจีน จึงไม่ลังเลเลย จำได้ว่าบอกคุณพ่อก่อนไปหนึ่งวัน แต่ชีวิตก็พลิกผันอีก เพราะปรากฏว่าไปถึงที่โน่นได้สองวันคุณลุงโทร.ไปบอกว่าคุณพ่อเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายมาก เพราะก่อนจะไปท่านก็ยังไม่มีอาการ แต่ท่านป่วยเป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากสำหรับโอปอ ณ ตอนนั้น สุดท้ายก็ต้องกลับมาจัดการงานศพพ่อจนเสร็จสรรพก็กลับที่เมืองจีนอีกครั้ง เพราะเราไปตกลงกับเขาไว้แล้ว แต่การไปครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรก บอกได้เลยว่าเคว้งมาก เพราะไม่รู้จะทำเพื่อใคร ไม่มีใครรอคอยความสำเร็จของเรา เพราะคุณแม่เสียไปตั้งแต่เล็กๆ เราก็จะอยู่กับคุณพ่อกับพี่สาวมาตลอด อารมณ์เหมือนกับเราอยู่คนเดียว พอเราเทรนด์พนักงานให้เขาจนครบทุกขั้นตอนก็ขอกลับเมืองไทย คราวนี้ละครับเคว้งจริงๆ เลย เพราะงานต่างๆ เราก็ปฏิเสธเขาไปหมด เช่น ที่โอมานก็ปฏิเสธไป

แสดงว่าโอปอก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควรทางด้านสปา

เคยมีประมาณหนึ่งครับ (หัวเราะ) เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคนค่อนข้างประณีตละเอียดลออ บังเอิญอีกละครับว่า มีน้องคนหนึ่งเขากำลังจะไปเรียนการทำขนมปังที่ศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. ค่าเรียน 200 บาท ก็ไปลงเรียนกับเขา แต่ไม่ไปเรียนจนเขาต้องโทร.มาตาม วันแรกที่ไปเรียนก็ไปด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่ ไม่อยากทำขนมปัง เพราะเห็นที่บ้านทำขนมปังมาตั้งแต่เด็กๆ เราจึงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา คุณแม่ก็จะมีหน้าที่แต่งหน้าเค้กเป็นรูปดอกกุหลาบ จนรู้สึกเอียน

ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 2 เดือน ทำให้ความคิดเปลี่ยนเลย โอปอยอมรับเลยว่าสูตรเขาดีมาก ทำออกมาแล้วขนมปังอร่อยมาก จนตอนหลังๆ ใครถามว่าเรียนที่ไหนดี จะบอกเลยว่าถ้าไม่อยากลงทุนมากให้ไปเรียนที่ศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม. สร้างคนมาเยอะมาก จากคนที่ไม่สนใจกลายเป็นว่าต้องไปเรียนทุกวันขาดไม่ได้ จดทุกสิ่งอย่างที่อาจารย์สอน พอเรียนเรื่องขนมปังจบก็อยากลงเรียนอย่างอื่นด้วยแต่ปรากฏว่าเต็มหมด จนต้องแอบกระซิบให้อาจารย์มาสอนพิเศษให้ที่บ้าน ซื้ออุปกรณ์ครบทุกอย่าง ด้วยความที่มั่นใจตัวเองมากก็เลยลงมือทำเลย ก็เสียเป็นส่วนใหญ่

แล้วชีวิตมาเริ่มต้นการเป็น เค้ก ดีไซเนอร์ได้อย่างไร

ตอนที่ลาออกจากที่ชีวาศรมก็มีนักเรียนคนหนึ่งเขาจะไปเปิดสปาที่นครสวรรค์ เขาก็ชวนเราไปช่วยดูให้ ก็ตกลงไป หลังจากที่คุยกันเขาก็บอกว่าาอยากจะเปิดเป็นร้านขนมปังเล็กๆด้วย ก็สนับสนุนเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำเอง แต่ก็มานั่งทบทวนดูว่า ถ้าเราไปรับเขามาจะมีกำไรรึ จึงตัดสินใจที่จะทำเองแต่ทำเค้กเพียงอย่างเดียว

หลังจากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนทำขนมเค้กกับพี่เป็ดที่สวนดุสิต แต่เขาลาออกมาแล้ว เชื่อมั้ยว่ามันเป็นอะไรที่เป๊ะมากทั้งขั้นตอนและส่วนผสม พี่เป็ดสอนให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราผิดพลาดตรงไหน เรียนวันนั้นเหมือนตรัสรู้ได้ กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาทำทุกอย่างสำเร็จหมด นี่เป็นจุดที่พลิกผันครั้งสำคัญของชีวิตและเริ่มต้นการเป็นเค้ก ดีไซน์เนอร์

ต่อมาก็มีเพื่อนคนหนึ่งเรียนอยู่ที่เลอ กอร์ดอง เบลอ บอกว่าเขากำลังจะเปิดคอร์สสั้นๆ สำหรับคนที่จบหลักสูตรของเขาหรือผู้ที่มีประสบการณ์ โอปอก็ลองไปเรียนดูเกรงเหมือนกันว่าเขาจะไม่ให้เรียน ก็เลยส่งเค้กที่เคยทำไปให้เชฟดู ปรากฏว่าเชฟเขาก็ให้เรียน เราจึงกลายเป็นคนเดียวที่ไม่ได้จบหลักสูตรของเขา ไปเรียนวันแรกเด๋อมากใช้อุปกรณ์ไม่เป็นเลย ดีที่เรามีพื้นฐานค่อนข้างดี จบจากที่นี่มาก็ประหนึ่งตรัสรู้อีกคำรบหนึ่ง คราวนี้เปิดร้านด้วยความมั่นใจเดือนแรกขายได้สี่แสนบาทงงตัวเองมาก ใครจะเชื่อว่าร้านเค้กในนครสวรรค์จะขายได้มากเท่านี้ แล้วเราก็ไม่ใช่ร้านแรก แต่ร้านนี้เขาโดดเด่นเรื่องการออกแบบ ถามว่าอร่อยหรือไม่คงตอบไม่ได้ แต่ใช้คำว่าถูกจริตคนกินกว่าดูจะเหมาะสมกว่า เรื่องของการกินมันเป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคล และรสแรกของชีวิตที่ได้กินต่างหาก ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเวลาที่กินของคนอื่นจะหาข้อดี กินของเราจะหาจุดบกพร่องเสียมากกว่า

การที่โอปอเรียนมาจากหลายแห่งถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราสัมผัสกับวัตถุดิบทุกประเภทตั้งแต่ถูกสุดกระทั่งถึงแพงสุด

ใช่ครับ เวลาเราทำจึงสามารถดิ้นได้ บางคนจะยึดติดเรื่องยี่ห้อด้วย แต่สำหรับปอไม่ ถ้าอะไรจำเป็นที่จะต้องใช้เนยเทียมก็ต้องใช้ไป บางคนบอกว่าใช้ชนิดนี้แล้วจะเสียสุขภาพ แต่คนเราไม่สามารถกินอะไรที่มันซ้ำๆกันทุกวันได้อย่างต่อเนื่องได้หรอกครับ หรือต่อให้คุณกินเนยสดทุกวันแต่ถ้ามากเข้ามันก็มีโทษได้ อย่าไปโทษวัตถุดิบ แต่ควรมองที่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากกว่า เพราะฉะนั้นสูตรในการทำเค้กของโอปอ จึงเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมไม่ยึดติดกับวัตถุดิบ ปรับตามสภาพของผู้บริโภค อยู่ที่นครสวรรค์ได้ 2-3 เดือน เนื่องจากมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะขายดีเกินไป ต้องยอมรับว่าตอนนั้นเราไปแต่ตัว เราลงแรงเขาลงเงิน แต่กลับมาแล้วก็ยังต้องส่งเค้กให้เขาอยู่

วิธีการทำขนมเค้กของโอปอจะค่อนข้างแปลกคือเวลาเจอสูตรต่างๆ จะลองนำสูตรนั้นมาประเมินในหัวตัวเองก่อนว่าแต่ละสูตรเมื่อทำออกมาแล้วรสชาติจะเป็นอย่างไรเพราะมันพอจะเดาได้ โอปอจะรู้ได้ว่าอร่อยหรือไม่เพราะเราผ่านความผิดพลาดมาเยอะมาก พอถึงตรงจุดนี้เราก็อยากขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ลืมเล่าไปว่าแอบไปดูดวงมาอีกรอบหนึ่งหมอทักว่าเป็นดวงที่น่าโมโห เพราะดาวแต่ละดวงสุกสกาวมาก เขาก็ทักมาว่าอยากให้ไปเลือกเอาอย่างหนึ่งที่เราถนัดแล้วให้มุ่งมั่นทำสิ่งนั้นไปเลย ตอนนั้นก็แอบเลือกในใจไว้แล้วว่าน่าจะเป็นเรื่องของการทำขนม เพราะเราพิสูจน์แล้วว่าเราได้เงินแล้วก็มีคนยอมรับเยอะมาก หมอดูเขาก็แนะนำว่าจงเลือกทำขนมหรือเป็นฟู้ดส์สไตลิสเถอะเห็นทีจะรุ่ง แต่ต้องหัดชมคนอื่นบ้าง เมษาปีที่แล้วเลยไปเรียนการปั้นน้ำตาลมาด้วย เพราะถ้าซื้อจะแพงมาก

จนเมื่อประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งเขาอยากได้เค้กวันเกิดช่วยทำให้หน่อย ทีนี้ปัญหาอย่างหนึ่งของเค้กปอนด์คือมันจะเดินทางไม่ได้เพราะต้องแช่เย็น เราก็เลยคิดว่าคงต้องเปลี่ยนแล้วกระมังจะปฏิเสธเขาไปตลอดคงไม่ได้ เราคงจะต้องทำเค้กอะไรที่มันทนแดดทนฝนออกไปบ้าง เช่น ออกแนวบัตเตอร์ครีม ซึ่งก็อร่อยประมาณหนึ่งแต่ต้องสวยมาก ก็นึกย้อนไปถึงตอนเราไปเรียนปั้นน้ำตาล ก็ทำให้เขาเป็นคัพเค้กทั้งเซต ปั้นเป็นกุหลาบแล้วมีนกเล็กๆ อยู่ด้านบน แต่ สวยเราสวยเขามันคนละสวย เขากลับชอบจังเลย แล้วก็ถ่ายลงเฟซบุ๊คไป ปรากฏว่าบัดนั้นจนบัดนี้ก็เลยปั้นนกแบบนั้นมาตลอด เค้กนกปีกหักนั้นจึงเป็นจุดเริ่ม ตามด้วยเค้กรูปนกเพื่อไปฉลองครบรอบ 8 ปี นกแอร์ หลังจากนั้นก็ทำเวดดิ้งกูรู ณ บัดนั้นเป็นต้นมาก็ยาวมาเลย

เขาชอบในรสชาติหรือรูปแบบของเค้กคะ

น่าจะเป็นเรื่องการออกแบบนำมาก่อน แต่เรื่องรสชาติปอก็ไม่เคยทิ้งนะครับ แต่ส่วนใหญ่คนที่สั่งเค้กแนวนี้เขาจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรสชาติสักเท่าไหร่ จนบางครั้งก็อึดอัดเหมือนกันเมื่อถามว่าต้องการรสชาติแบบไหน อย่าโยนทุกสิ่งอย่างมาให้ดีไซเนอร์ทั้งหมด พอถ้าสวยแล้วไม่อร่อยเราก็จะถูกตำหนิอีก ด้วยความที่เป็นคนทำอะไรเต็มที่ลูกค้าก็จะไว้ใจ เค้กแต่ละก้อนที่โอปอทำออกไปคนรับเขาต้องจำคนให้ได้ไปตลอด เพราะเขาคงจะหาเค้กแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว นั่นคือคอนเซ็ปต์ของการทำเค้กของโอปอ จุดนี้จึงกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าคิดถึงเรา

แต่ความเต็มที่ของเราทำให้เราต้องมีเงื่อนไขหลายๆอย่าง เช่น ต้องมีระยะเวลาให้เราอย่างน้อย 15 วัน ถามว่าทำไมนานเพราะต้องคิดก่อนทำครับ ที่จริงแล้วใช้เวลาทำเพียง 1-2 วันเท่านั้น ยกเว้นการปั้นน้ำตาลซึ่งสามารถปั้นทิ้งไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้าคุณยิ่งให้เวลาเรามากเท่าไหร่เราก็ยิ่งจะมีเวลาประดิดประดอยมากขึ้นเท่านั้น ด้วยความที่เราเริ่มต้นจากงานละเอียดสุดท้ายเราก็ไม่อยากให้งานที่ทำออกไปมาฆ่าตัวเองตอนจบ โอปอจึงไม่อยากรับงานที่ต้องกดดันตัวเอง หลังๆจึงรับแต่เฉพาะงานหนังสือ บางครั้งไม่ได้สตางค์หรอกนะครับแต่ก็ยินดีทำให้

เวลาที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาเขาไม่ได้คิดว่าเป็นงานศิลปะ แต่เขาคิดว่ามันเป็นขนมจำเป็นต้องใช้เวลามากมายขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะลูกค้าไม่เข้าใจว่ามันเป็นงานดีไซน์ แล้วเราก็จะไม่ก๊อบปี้ใครด้วยเพราะมีบางรายถ่ายรูปมาให้แล้วบอกว่าต้องการแบบนี้เราจะไม่ทำให้ แม้กระทั่งงานของเราเองเรายังไม่ทำชิ้นที่ 2 เลย เพราะเราเป็นคนที่นึกอยู่ตอลอดเวลาว่าชีวิตมันสั้น เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทำอะไรที่ซ้ำๆ เราเน้นทำสิ่งใหม่ที่มีความสำคัญจะดีกว่า การทำเค้กแบบใหม่จะทำให้เราได้ประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นด้วย สมมติว่าชีวิตเราเหลืออีก 2 หมื่นวันเราทำเค้กได้อีก 2 หมื่นชิ้น แต่ถ้าเราจะต้องมาทำซ้ำแบบเดิมสักหนึ่งพันก้อนก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ เราต้องการงานและเงินก็จริงอยู่ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องการประสบการณ์ใหม่ในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นด้วย คนอื่นทำได้แต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เอาเป็นว่าเราเลือกที่จะทำให้ผู้รับจำคุณไปตลอดชีวิต เพราะคงไม่มีใครมาประดิดประดอยเค้กก้อนหนึ่งได้มากเท่าเราแล้ว สมมติจะไปมอบให้ปูนตรานกอินทรีเราก็ปั้นนกอินทรีให้เลยหนึ่งตัว ให้ปูนตราช้างเราก็ปั้นช้างให้ ถ้ามีคอนเซ็ปต์มาแล้วมีเวลาให้ด้วยรับรองได้เลยว่าสวยสมใจนึก

เวลาที่โอปอทำเค้กแต่ละก้อนเบื้องต้นมักนึกถึงอะไร

นึกถึงสิ่งที่กำลังจะทำอยู่ ณ เวลานั้น แต่ไม่ได้นึกถึงหน้าตาของเค้ก ถ้าเราต้องปั้นเป็นช้างทรงเราจะวาดมโนภาพว่าเรานั่งอยู่ในสนามรบหรือการจัดทัพ แล้วเราก็พยายามจะอินกับโมเมนต์นั้นให้มากที่สุด ล่าสุดทำซานตาคลอส เป็นเมืองหิมะถึงกับลงทุนเอาหนังมานั่งดูเลยนะ ถ้าจะทำดอกซากุระก็จะดูมิวสิควิดีโอญี่ปุ่นมาดูเลย เพราะเราต้องการแรงบันดาลใจทั้งเรื่องสีและรูปทรงของดอก องค์ประกอบโดยรวม จะมานั่งนึกอย่างเดียวก็ลำบาก เค้กก้อนหนึ่งถ้ามันมีงานเสมือนจริงอยู่มันจะสร้างเสน่ห์ให้งานชิ้นนั้นได้เลย ถึงบอกไงครับว่าชีวิตหนึ่งรับงานได้ไม่กี่ชิ้น เลือกทำในสิ่งที่เรามีความสุขดีกว่า แต่เป็นศิลปินมากไปก็ไม่ดีหรอก สู้หาความสุขให้กับชีวิตในแบบเรียบง่ายดีกว่า ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราทำอุตสาหกรรมเค้กไปแล้วเพราะเราต้องทำส่งที่นครสวรรค์ด้วย ทำให้สุดท้ายแล้วเราก็เริ่มที่จะไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ เพราะถ้าเราปั้นในสิ่งที่เราชอบเราก็จะมีความสุข แค่ได้ปั้นดอกไม้เราก็มีความสุขแล้ว แต่ไม่มีความสุขเลยถ้าจะต้องปั้นลูกฟุตบอลหรือรถยนต์ ไม่ได้ทะนงตนว่าเก่งที่สุดนะ แต่เราแค่รู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่เท่านั้นเอง

ลูกค้าที่มาสั่งเค้กส่วนใหญ่เขาคาดหวังอะไร

ไม่ทราบนะครับ แต่ถ้าเขาอยากได้งานที่ดีคุณก็จะต้องให้เวลาเรา บางครั้งก็อยากรู้เหมือนกันแต่ก็ไม่กล้าถามลูกค้า ถ้าคุณจะบอกว่าเค้กก้อนนี้สำคัญมากคุณก็ต้องให้เวลาเรา อย่าโยนความสำคัญนั้นมาให้เราด้วยเวลาเพียง 1-2 วัน เพราะเรารับผิดชอบไม่ไหวหรอก โดยเฉลี่ยแล้ว 1 ก้อน ลูกค้าต้องให้เวลาเราอย่างต่ำ 15 วัน เพราะเมื่อทำออกไปแล้วส่วนใดส่วนหนึ่งยังต้องดูเป็นเค้กอยู่ ทุกวันนี้สิ่งที่พยายามอยู่คือหาจุดลงตัวให้งานตัวเองอยู่ แต่ตอนนี้มองเห็นอย่างหนึ่งคือต้องการให้เค้กที่เราทำเป็นที่ประทับใจทั้งสองฝ่ายก็เลยทำใจว่าปีนี้คงทำได้ไม่กี่ชิ้น เพราะถ้าเขารับเงื่อนไขไม่ได้เราก็จะไม่ทำ

ปฏิเสธลูกค้าบ่อยๆ ไม่กลัวว่าจะไม่มีงานทำหรือคะ

ไม่กลัวครับ เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว หรือถ้าต้องทำก็ขอทำในสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากเรารู้ว่เราเริ่มทำตรงนี้เพราะอะไร เราชอบที่จะนำจินตนาการแปลงออกมาเป็นรูปธรรม ถ้าเราทำไม่ได้นั่นก็คือไม่ใช่งานของเรา หรือเราก็ไม่สมควรที่จะทำงานนั้นอีกต่อไป หรือทำไปเพื่ออะไร เพราะคนทำงานประเภทนี้ก็มีเป็นสิบ ราย ให้คนที่เขามาสั่งเรารู้สึกว่ามันมีคุณค่าจะดีกว่าซึ่งก็ขึ้นกับตัวเราเองด้วย เพราะโอปอไม่ได้มีงานอย่างเดียวแต่ยังต้องไปสอนแต่งหน้าอยู่ด้วย เพราะเคยมีประสบการณ์เรื่องการรับงานที่ซ้ำซ้อนกันแล้วงานออกมาไม่มีคุณภาพเลย แถมยิ่งจะเพิ่มความเครียดให้กับตัวเองด้วย เพราะเราก็เข้าใจตัวเองว่าออกจะเป็นศิลปินเสียขนาดนี้

ณ เวลานี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเค้ก ดีไซเนอร์เต็มตัว

รู้สึกอย่างนั้นครับ ด้วยความที่เราต้องคิดอย่างมากเราจึงไม่ค่อยรับงาน แม้กระทั่งเราออกแบบให้แล้ว แล้วลูกค้าไม่เอาเราก็ไม่ว่าเพราะไม่โอ.เค.กับราคา โอปอเคยปฏิเสธลูกค้าที่ไม่โอ.เค.เรื่องราคา แต่จะขอต่อรองลงด้วยการตัดโน่นตัดนี่ออกปอจะบอกไปตรงๆ เลยว่าไม่สะดวกทำให้ จะรู้สึกไม่ดีอย่างมากที่ไม่โอ.เค.เพราะต้องการจะตัดราคา

ราคาเค้กแต่ละก้อนตั้งอยู่บนพื้นฐานของเรื่องใดบ้าง

เวลาที่ต้องเสียไปกับของชิ้นนั้น โดยเฉลี่ยแล้วตกวันละ 5,000 บาท แต่เวลาในการทำจริงของเค้กแต่ละก้อนมันแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น กระบวนการคิดต่างหากที่ต้องใช้เวลา บอกได้เลยว่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างกังวลเรื่องเวลาพอสมควร เพราะชีวิตไม่มีอะไรไม่แน่นอน แต่ปอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันช้านะครับ เพราะถ้าเราเริ่มในตอนนั้นก็อาจจะยังไม่ดีเท่าตอนนี้ สมัยก่อนจะค่อนข้างเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ที่เรามีวันนี้ได้เพราะคนอื่นทั้งนั้นเลย ถ้าพี่เป็ดไม่ช่วยสอนให้ พี่ผึ้งไม่ชวนไปเรียนปั้นน้ำตาลก็คงจะไม่มีวันนี้ ยุคสมัยนี้จึงเป็นเรื่องของโอกาส

ระหว่างดีไซน์กับรสชาติโอปอให้ความสำคัญกับเรื่องใด

รสชาติครับ แต่คนไม่ค่อยรู้ จะยอมไม่ได้เลยถ้ามีคนมาพูดว่าสวยแต่ไม่อร่อย เค้กที่เราทำซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อบัตเตอร์เพราะเราต้องการเรื่องการรองรับน้ำหนักจึงต้องมีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ครีมที่ทาจึงต้องเป็นเนยแท้ห้ามเป็นเนยเทียม แต่โดยทั่วไปคนไทยชอบเนื้อชิฟฟอนฟูๆ เบามากกว่า แต่มันจะนำมาตกแต่งไม่ได้เพราะมันจะยุบตัวลงทันที เราจะใส่ใจคนกินมากกว่าวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นวัตถุดิบของเราจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา การทำเค้กก็จะคล้ายกับการทำกับข้าวคือไม่ได้มีสูตรตายตัว เราต้องสัมภาษณ์คนกินก่อน จะทำให้เรามองออกว่าจะใช้วัตถุดิบชนิดไหน เช่น การทำเค้กให้เจ้าชายจิกมีเราก็จะเลือกใช้วัตถุดิบในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่พอเราพ้นจากตรงนั้นเราก็กลับมาใช้วัตถุดิบแบบเดิม คนทำขนมไม่ควรยึดติดกับวัตถุดิบเพราะคนกินก็ร้อยพ่อพันแม่ ถ้าเราจะใช้ของแพงเราก็ต้องยอมรับต้นทุน

ชิ้นไหนชอบที่สุดคะ

ชอบและภูมิใจทุกชิ้นครับ

เค้กดีไซเนอร์เป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเมืองไทยอยู่มาก

มาก มากจนเกินยอมรับได้ เพราะสำหรับคนไทยเค้กก็คือเค้ก จะมาราคาแพงเกินเหตุคงไม่ใช่ ตรงนี้คือความลำบากมาก แต่ก็ไม่เป็นไรโอปอจะรอจนกว่าลูกค้าจะเข้าใจ บ้านเราคนทำเค้กเยอะมาก แต่เค้กดีไซเนอร์ยังอยู่ในวงจำกัด เพราะคนที่จะเป็นได้ต้องรู้จักวัตถุดิบทุกประเภท รู้จักนิสัยของลูกค้า เพราะวัตถุดิบบางอย่างยังต้องใช้ของเมืองนอกอยู่

แม้ชีวิตจะพลิกผันอยู่ตลอดเวลา แต่โอปอก็ยังมุ่งมั่นต่อการปั้นเค้กแบบต่างๆ ออกมาให้ลูกค้าอยู่เสมอ เพราะเขาได้เลือกแล้วว่าความสุขอยู่ที่การดีไซน์เค้กแบบสวยๆไปได้ตลอดชีวิต