หมอชีวกโกมารภัจจ์ บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ

โน้ตบุ๊ค

"วันครู" ในประเทศไทย ผ่านไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม เนื่องจาก "บันนี่" เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของครูที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู จึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของครูเป็นพิเศษ แต่ที่ "บันนี่" จะนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ เป็นเรื่องของ "บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ" ผู้เคยเป็นแพทย์ประจำพระองค์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล นั่นคือ หมอชีวกโกมารภัจจ์

หมอชีวก (อ่านว่า ชี-วะ-กะ) เป็นบุตรของนางสาลวดี หญิงโสเภณีในเมืองราชคฤห์ เมื่อนางสาลวดีตั้งครรภ์โดยบังเอิญ จึงให้สาวใช้นำลูกชายใส่กระด้งไปทิ้งไว้ที่กองขยะ วันหนึ่งพระอภัยราชกุมาร พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จผ่านมาทางนั้น เห็นฝูงนกการุมล้อมเด็กทารก จึงรับสั่งให้นายสารถีไปดูว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อสารถีทูลว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงรับสั่งให้นำกลับไปวังด้วย แล้วตั้งชื่อให้ว่า "ชีวก" มาจากคำว่า "ชีวิต" คือรอดชีวิตมาได้ เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ได้พระราชทานนามเพิ่มเติมว่า "โกมารภัจจ์" หมายถึงบุตรบุญธรรมของพระราชกุมาร และทรงชุบเลี้ยงดูดุจโอรสแท้ๆ

เมื่อเติบโตเข้าวัยเรียน ชีวกทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงต้องการศึกษาหาวิชาความรู้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต อาชีพที่เขาชอบ คือหมอรักษาโรค จึงได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้าจนถึงเมืองตักศิลา แล้วให้พ่อค้าที่เขาอาศัยมาด้วยนั้นช่วยพาไปฝากกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ คือพระฤๅษีโรคาพฤกษตริญญา ชีวกถวายตัวเป็นศิษย์รับใช้ ทำงานทุกอย่างในสำนักเพื่อแลกกับวิชาความรู้ เพราะไม่มีทรัพย์สินใดๆเป็นค่าเรียน เขาสำเร็จหลักสูตรใน 7 ปี ในขณะที่คนอื่นศึกษาถึง 16 ปี เมื่อจบแล้ว ยังมีความสงสัยว่าความรู้อาจยังไม่สมบูรณ์ จึงเข้าไปปรึกษาอาจารย์ อาจารย์ได้สั่งให้ชีวกถือเสียมเดิมไปรอบเมืองตักศิลาในระยะทาง 1 โยชน์ ตรวจดูว่าสิ่งใดไม่ใช่ตัวยา จงขุดสิ่งนั้นมา เขาใช้เวลาหลายวันเข้าไปในป่ารอบเมืองตักศิลา แล้วกลับมามือเปล่า กราบเรียนอาจารย์ว่า มิได้เห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นยาสักอย่างหนึ่ง อาจารย์ตอบว่า "พ่อชีวก เจ้าศึกษาสำเร็จแล้ว เท่านี้ก็พอจะครองชีพได้แล้ว" พร้อมให้เสบียงเดินทางเล็กน้อยเพื่อเดินทางกลับยังกรุงราชคฤห์ ระหว่างทางเสบียงได้หมดลงที่เมืองสาเกต เขาจึงจำต้องหาเสบียงเพิ่มเติม

ในเวลานั้น เขาได้ยินผู้คนกล่าวถึงภรรยาเศรษฐีที่เมืองสาเกตเป็นโรคปวดศีรษะมานานถึง 7 ปี โดยไม่มีหมอคนใดรักษาหาย เขาจึงอาสาเข้าไปรักษาโดยไม่เรียกร้องค่ารักษาใดๆ ต่อเมื่อหายแล้วจะประสงค์ให้สิ่งใดก็แล้วแต่ เมื่อตรวจดูอาการแล้วหมอชีวกได้ใช้เนยใสผสมกับยานัตถุ์เข้าทางจมูก ทำให้คนไข้อาเจียนออกมาทางปาก แล้วก็หายเป็นปกติ เศรษฐีเมืองสาเกตจึงให้รางวัลมา 16,000 กหาปาณะ

เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงราชคฤห์ หมอชีวกได้เข้าเฝ้าพระบิดาทูลขออภัย และเล่าเรื่องการศึกษาแพทย์ และถวายเงินที่ได้รับระหว่างทาง แต่พระบิดาคืนมาทั้งหมด หลังจากนั้นได้รับรักษาโรคต่างๆจนมีชื่อเสียง พระเจ้าพิมพิสารจึงให้หมอชีวกเข้าเฝ้าเพื่อถวายการรักษาโรคริดสีดวงทวารจนหายสนิท ได้พระราชทานรางวัลมากมาย พร้อมสวนมะม่วง "อัมพวัน" และทรงแต่งตั้งให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นแพทย์ประจำพระองค์ และยังมอบหน้าที่ให้แพทย์ประจำองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้เคยถวายการรักษาให้พระบรมศาสดาครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ถวายพระโอสถเพื่อระบายสิ่งหมักหมมในพระวรกาย ครั้งที่ 2 คราวที่พระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์พระบรมศาสดา แต่หินกลิ้งไปผิดทาง จึงมีเพียงสะเก็ดก้อนเล็กๆ กระเด็นมากระทบพระบาทจนทำให้พระโลหิตห้อขึ้น นอกจากนั้นเขายังมีความสามารถในการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ รักษาโรคปวดศีรษะมายาวนานถึง 10 ปี ผ่าตัดโรคฝีในลำไส้ให้ลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี และรักษาอาการประชวรด้วยโรควัณโรคปอด ให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี เมื่อยามว่างเว้นจากการรักษาคนไข้ เขาปรารถนาจะเข้าเฝ้าใกล้ชิดพระบรมศาสดา และฟังธรรม แต่วัดเวฬุวันก็ห่างไกลนัก จึงได้น้อมถวายสวนมะม่วงที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานนั้น สร้างวัดถวายพระพุทธศาสนา โดยสร้างพระคันธกุฎี ที่ประทับส่วนพระพุทธองค์ พร้อมด้วยกุฎสงฆ์ ศาลาฟังธรรม บ่อน้ำ และกำแพงขอบเขตวัด พร้อมบริบูรณ์แล้วกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์สาวกเสด็จเข้าประทับยังพระอารามใหม่ ถวายอาหารบิณฑบาต หลั่งน้ำทักษิโณทกบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา และกล่าวอุทิศถวายให้เป็นศาสนสถานจำพรรษาของภิกษุสงฆ์ที่มาจากทิศทั้งสี่ มีนามว่า "ชีวกัมพวัน"

หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไปนับอเนกประการ เป็นอุบาสกที่บรรลุอริยผลโสดาขัตติผล ต่อมาพระพุทธองค์ทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย ผู้มีความเลื่อมใสมั่น ไม่หวั่นไหว