โลกียชน

หนังสือคือแสงจันทร์

โลกียชน - จอห์น สไตน์เบ็ค เขียน - ประมูล อุณหธูป แปล

คุณค่าของหนังสือดีประการหนึ่งก็คือ มีเส้นทางนำพาผู้อ่านไปถึงแก่นแท้ชีวิต

หนังสือคือมนต์วิเศษ เวลาดำเนินไป ใจคนเปลี่ยน และหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน เมื่อกลับมาอ่านอีกครา สิ่งที่หัวใจได้รับ ยิ่งทบทวี ได้รับรสเพิ่มพูนลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นตามวันและเวลาผันผ่าน

"ใครคลายอารมณ์ได้ คนนั้นก็คลายทุกข์ได้"

โลกียชน หนังสือเล่มโปรด จอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนรางวัลโนเบล เขียน และนักแปลฝีมือฉกาจ ประมูล อุณหธูป เป็นผู้แปล สำนักพิมพ์ดวงตา

ฉันเชื่อว่าผู้ใดก็ตามหากได้อ่าน "โลกียชน" แล้วเป็นต้องหลงรักแดนนี่กับเพื่อนเกลอ พวกเขาเป็นกลุ่มคนยากไร้เสเพล มีข้อความเขียนไว้ก่อนจะถึงเนื้อเรื่องว่า

"ชีวิตของเขาผาสุกด้วยปรัชญาของเขาเอง แม้จะใช้ตะรางเป็นโรงแรมอยู่เนืองๆ และมักจะทำธรรมจริยาหายหกตกหล่นเสียบ่อยๆ โดยเฉพาะในกรณีเกี่ยวข้องกับ ไก่ เหล้า และเมียของเพื่อนกันก็ตาม แต่ก็ยังไว้ลายอัศวินตามแบบของเขาอยู่นั่นเอง - อัศวินที่ปราศจากโต๊ะกลม มีแต่กระท่อมสับปะรังเคหลังเดียวเป็นชายคาคุ้มหัวในโลกนี้ และจัดว่าเป็นมนุษย์กลุ่มที่พยายามเข้าถึงแก่นของความเป็นปุถุชนอย่างที่สุด"

พวกเขาไม่ใช่คนดี เป็นเสียยิ่งกว่าคนธรรมดา เผลอไม่ได้ต้องเป็นขโมยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซ้ำยังไม่ยี่หระต่อความชั่ว และพยายามหาเหตุผลที่ดู (ไม่) เข้าท่ามากล่อมตนเองเมื่อคิดจะทำชั่ว

กลุ่มคนยากไร้เสเพล มีสีสันพิเศษเหล่านี้แม้จะดูไร้ศีลธรรม ไม่น่าเชื่อถือ สกปรกซกมก พวกเขาทั้งหมดมีมิตรภาพแสนวิเศษ แดนนี่กับเพื่อนฝูงอาศัยอยู่ในละแวกที่เรียกว่า ตอร์ตียา แฟล็ท มอนเทอเร่ย์ เมืองเก่าแก่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย บนเนินเขาลูกหนึ่ง มีอ่าวสีครามอยู่เบื้องล่างและป่าสนทึบอยู่เบื้องหลัง ในตัวเมืองเป็นที่อาศัยของชาวอเมริกันอิตาเลี่ยน ส่วนบนภูเขาเป็นที่อาศัยของคนท้องถิ่นคือพวกพายซาโน พวกพายซาโนมีลักษณะดังนี้

"คนพายซาโนคืออะไร? พวกนี้เป็นชนเผ่าเลือดผสมสเปน อินเดียน เม็กซิกัน และจัดว่าเป็นฝรั่งพันธุ์หนึ่ง บรรพบุรุษของเขาตั้งรกรากอยู่ที่แคลิฟอร์เนียมาสักร้อยหรือสองร้อยปีได้แล้ว. เขาพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงพายซาโนและพูดสเปนก็ด้วยสำเนียงพายซาโน. เวลาเกิดปัยหาพาดพิงไปถึงเรื่องเชื้อชาติของเขา เขาก็จะอ้างอย่างเคืองๆว่าเขาเป็นเลือดสเปญแท้และจะถกแขนเสื้อให้ดูว่าผิวที่ท้องแขนของเขาใกล้ขาวเข้าไปเต็มที"

"ชนพวกนี้มีเคหะเป็นบ้านไม้เก่าๆตั้งอยู่บนลานหญ้ารก มีต้นสนจากป่ากระเส็นกระสายมาขึ้นอยู่รอบบ้าน พวกพายซาโนยังไร้มลทินจากระบบการค้าอยู่ ยังเป็นเสรีจากระบบการค้าอันยุ่งยากของธุรกิจแบบอเมริกันและในเมื่อไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไรให้ขโมยกันได้ จะเอาไปเป็นประโยชน์หรือเป็นหลักทรัพย์จำนำจำนองกันก็แสนเข็ญ ระบบการนั้นจึงมีโอกาสเข้าไปรุกรานชนพวกนี้ได้ไม่เป็นล่ำเป็นสันนัก"

จอห์น สไตน์เบ็ค เขียนถึงตัวละครผู้น่ารักน่าชังเหล่านี้ได้วิเศษสุด แดนนี่กับเพื่อนๆมี ปีลอง ปาโบล้ , จีซัส มาเรีย โจเบิ้ม และไพแร็ต แม้จะยากไร้ ผิดศีลธรรมพอๆกันแต่ทุกคนต่างก็มีบุคลิกเฉพาะตัวต่างกันไปคนละแบบ

"ไพแร็ต--เขาเป็นคนสูงใหญ่กำยำ หน้าตารกดำน่ากลัวด้วยหนวดเครา เวลาเผชิญหน้ากับบุคคลที่ไม่ใช่เด็ก นัยน์ตาของเขาจะฝ่อเหมือนแววตาอันซุกซอนของสัตว์ที่อยากจะออกวิ่งหนีหากว่ากล้าหันหลังให้นานพอ เพราะสีหน้าสีตาเช่นนี้แหละ พวกพายซาโนในมอนเทอเรย์จึงตระหนักว่าสมองของเขามิได้เจริญทันร่างกาย"

"ไม่มีอะไรทั้งที่ขุกเข็ญหรือว่าลวงหลอนที่ชีวิตของ จีซัส มาเรีย จะทนทานมิได้ หัวใจของเขาเปิดกว้างให้ใครๆที่รู้จักเลือกใช้ได้โดยไม่คิดมูลค่า เขาพกสติปัญญาเล่ห์กระเท่ห์ไว้พร้อมเสมอที่จะเผื่อแผ่ให้แก่ทุกคนที่มีอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่างนี้อย่างน้อยกว่า จีซัส มาเรีย"

พวกเขายากจนเสมอและก็รื่นรมย์ใจได้เสมอ ใช้ชีวิตตามใจเกินพอดี ห่างออกไปจากขอบแดนของศีลธรรมนิดๆหน่อยๆ เพื่อเลี้ยงปากท้องและสุขสราญในการดื่ม แดนนี่กับเหล่าเพื่อนก็ได้ทำให้เราเห็นว่า ในบางครั้งชีวิตก็ไม่เป็นเรื่องอันใดไกลไปว่า มีชีวิตอย่างใจชอบอยู่ไปวันหนึ่งๆ

หลังกลับจากสงคราม แดนนี่ทำตัวเกกมะเหรกเกเร จนถูกจับเข้าคุก ซึ่งเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอันใด เมื่อออกจากคุกได้รับมรดกเป็นบ้านโทรมๆสองหลัง "ความสุขติดบ้าน" เกาะกุมใจเขาอยู่บ้าง บ้านอีกหลังปีลองขอเช่า ปีลองชวนปาโบล้ให้มาอยู่ด้วย เพื่อเขาจะได้ปลดภาระเรื่องค่าเช่าบ้าน แต่จนแล้วจนเล่าพวกเขาก็ยังไม่เคยได้จ่ายค่าเช่าเลย บางครั้งตัดใจทำงาน ทว่าเมื่อได้เงินมาก็นำเงินไปซื้อไวน์ดื่ม แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุ ปีลอง ปาโบล้ และ จีซัส มาเรีย ดื่มไวน์ คุยกันออกรส และเมามาย เทียนไขที่จุดไว้ไหม้ลามทำให้เกิดไฟเผาบ้านจนราบเป็นหน้ากลอง พวกเขาดีใจที่ได้ปลดความรู้สึกผิดเรื่องการจ่ายค่าเช่าบ้าน แม้แต่แดนนี่ก็สบายใจ

"เขาปล่อยให้โทสจริตขนาดอ่อนๆ อันพึงเกิดขึ้นได้ตามธรรมเนียมในความเลินเล่อของเพื่อนๆเข้าครอบงำเสียจนสาใจ อาลัยอาวรณ์ในสมบัติทางโลกอยู่พักหนึ่ง ถึงมันจะมีคุณภาพเป็นอนิจจัง แต่ก็ช่วยให้ฐานะทางจิตใจมีราคาค่างวดขึ้นเป็นอันมาก เขาเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงความภูมิฐานในการมีบ้านให้เช่าซึ่งมามีอันต้องมลายไป ครั้นความวุ่นวายในใจเรื่องฐานะและโทสจริตอันสุภาพถึงขีดอิ่มตัวและสร่างเซาไปแล้ว เขาก็คืนเข้าสู่น้ำใสใจคออันแท้จริงของเขาต่อไปดังเดิม

"ถ้าหากไม่มีอันเป็นไป เราก็ต้องคอยโลภค่าเช่าอยู่เรื่อยไป" เขาคิด "ที่เพื่อนๆพากันจืดจางห่างเหินไปก็เพราะเหตุเป็นหนี้เงินเรานั่นเอง ต่อแต่นี้ไปเป็นอันหมดพันธะกันเสียที จะได้อยู่เย็นเป็นสุขกันต่อไป"

นี่เอง...คือความน่ารักของแดนนี่ ใจดีใจกว้างรักเพื่อนฝูง

"มีเพื่อนนี่ดีนา" แดนนี่ว่า "โลกนี้จะอ้างว้างสักปานใดถ้าคนเราขาดเพื่อน ก็ได้แต่นั่งเหงาไม่มีใครช่วยกินเหล้าแกร็ปป้ากันเท่านั้น"

ทุกคนนั่งน้ำตาคลอไปตามๆกันอยู่หน้าเตาผิง และความรักที่แต่ละคนมีต่อกันนั้นเพียบแปล้แทบจะทนทานไม่หวัดไหว

ปาโบล้ปาดน้ำตาด้วยหลังมือและกล่าวย้ำข้อสังเกตของปีลองขึ้นมาอีกวาระ "เราจะเป็นสุขอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ" เขาว่า

หลังจากได้มาอยู่ร่วมกันที่บ้านของแดนนี่ เพื่อนเกลอใช้ชีวิตแสนสุโข มิตรภาพคล้ายยิ่งแน่นแฟ้น หิวก็หาข้าวปลาใส่ท้อง ไม่มีก็ลักขโมยเป็นนิจศีล ผิดศีลธรรมและถ้าเป็นไปได้ก็จะเลือกเมาจนหัวราน้ำด้วยการร่ำไวน์อย่างแสนสุข ปิดการดื่มด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แล้วก็ผล็อยหลับ ตื่นอีกครั้งเมื่อตะวันสายโด่ง ใช้ชีวิตสุขสมเยี่ยงนี้เรื่อยๆมา

"คณะเพื่อนเกลอนอนระเกะระกะกันตามพื้นห้องและที่หลับที่นอนของแต่ละคนก็ล้วนแต่ผิดธรรมดาทั้งนั้น ปาโบล้เอาหนังแกะสามผืนเย็บต่อกันปูนอน จีซัส มาเรีย นอนด้วยวิธีเอาแขนสอดเข้าไปไว้ในแขนเสื้อคลุมเก่าๆ และสอดขาเข้าไว้ในแขนเสื้ออีกตัวหนึ่ง ปีลองมีพรมผืนใหญ่สำหรับม้วนห่อตัวเอง โจเบิ้มนั้นส่วนมากก็มักขดตัวเอาลุ่นๆเหมือนอย่างสุนัข และนอนทั้งเครื่องทรงเต็มยศ"

"เขาไม่ได้ตื่นนอนกันด้วยกิริยาการอันฉับไว หรือว่าผลีผลาม หรือว่ากระทำสิ่งใดต่อไปโดยพลัน เปล่าเลย พวกเขาตื่นจากนิทราอย่างแช่มช้าด้วยอาการของลูกโป่งที่หลุดลอยไปจากหลอดเป่า ครั้นแล้วก็เดินปลั้วเปลี้ยลงไปที่ซอกเขาด้วยอาการสะลึมสะลือ จากนั้นก็ค่อยๆ รวบรวมกายาขึ้นได้ทีละเล็กละน้อย สุดท้ายก็ไปตั้งหลักกันอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านซึ่งอุ่นแดด มีตัวแมลงมาบินทำวงรัศมีอยู่ตามศีรษะ ชีวิตชีวาโดยรอบค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้น--เป็นรูปเป็นร่างของวันวานกับวันพรุ่งผสมกัน"

"ทั้งนี้ก็เพราะว่าหากจะมีอะไรสักอย่างที่คนเหล่านี้รัก นั่นก็คือการเที่ยวเก็บตกข้าวของซึ่งยังใช้การได้ตามชายหาด เขาถือเป็นเรื่องสนุกน่าตื่นเต้นที่สุดในโลก--ตลอดคืนนั้นคณะเพื่อนเกลอทำงานกันตัวเป็นเกลียวอยู่ที่ชายหาด และรวบรวมของเรือแตกที่ลอยมาติดฝั่งได้กองเบ้อเร่อ มีเนยห้าปอนด์หนึ่งกระป๋อง เครื่องกระป๋องอื่นๆอีกหลายลัง ผ้าใบโชกน้ำผืนหนึ่ง เสื้อชูชีพสองตัว ถังน้ำจืดประจำเรือหนึ่งใบ และปืนกลหนึ่งกระบอก พอรุ่งสว่างพวกนั้นก็ช่วยกันคุมข้าวของกองโตนั้นไว้เป็นอันดี"

เช่นเดียวกับผู้อ่านซึ่งจะค่อยๆหลงใหลในตัวของแดนนี่กับเพื่อนๆ ในช่วงหลังของเรื่องพวกเขาได้ดูแลรักษาเงินของไพแร็ต ทั้งๆที่ตอนแรกถึงกับวางแผนจะลักขโมยเอามาใช้ และการอุทิศตนช่วยเหลือหญิงยากไร้ แม่ที่มีลูกวัยกินนอนแปดคน แม้การช่วยเหลือเธอคือการลักขโมยข้าวปลาอาหารมาจากสถานที่ต่างๆ และสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาทิ้งไว้คือ เธอตั้งครรภ์ลูกคนที่เก้า

"ทุกคนต่างภาคภูมิใจในเงินนั้น ภาคภูมิใจที่ตนไม่เคยยุ่งกับมันเลย พูดถึงการดูแลรักษาเงินของไพแร็ตแล้ว นับว่าได้ช่วยให้เกิดการนับถือตัวเองขึ้นอย่างแน่นแฟ้นทีเดียว ส่วนความพึงใจในการนี้นั้นจะได้มีแม้สักน้อยก็หาไม่"

"บ้านของเทเรสิน่าคับคั่งยิ่งขึ้นทุกที ในครัวมีอาหารกองสุมกันเป็นพะเนิน ที่ชานหลังคาบ้านเกลื่อนกลาดไปด้วยผักต่างๆ กลิ่นนานาชาติอย่างตามโรงบรรจุอาหารได้ซึมซาบไปทั้งตอร์ตี-ยา แฟล็ท คณะเพื่อนเกลอสาละวนอยู่กับการขโมยขโจรของเขากันอย่างไม่หายใจหายคอ และมักจะอยู่พูดคุยปรึกษาหารือกับเทเรสิน่าทีละนานๆ"

ชีวิตพวกเขายังดำเนินต่อไปเช่นเดิมๆ กระทั่งแดนนี่เกิดรู้สึกเบื่อหน่ายการติดบ้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาหนีออกไปใช้ชีวิตเสเพลสุดโต่ง ดื่มกินลักขโมย นอนกลางดินกินกลางทราย ขโมยไม่เว้นข้าวของในบ้านตนเอง เพื่อนเกลอพากันกลุ้มใจเป็นยิ่งยวด เมื่อแดนนี่กลับบ้านอีกครั้ง และมีชีวิตอย่างเศร้างหงอย ขาดความกระตือรือร้นในทุกที่ทาง เพื่อนเกลอได้ทำสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นอย่างหนึ่ง อันเป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนที่ตอร์ตียา แฟล็ท--ทุกคนทำงาน เพื่อหาเงินมาจัดงานเลี้ยงฉลอง หวังว่าแดนนี่จะมีชีวิตชีวาในการเสเพลอีกครั้ง

แต่ใครเล่าจะกำหนดโชคชะตาได้...

แม้ตอนจบออกจะหงอยๆ แต่โลกียชนก็ทำให้ซึ้งใจในแก่นเสี้ยวหนึ่งซึ่งเพลิดเพลิน รับประกันได้ว่า โลกียชน หนังสือโรแมนติคเสเพลผนวกอารมณ์ขันนี้ จะเป็นหนึ่งในใจผู้อ่าน แดนนี่กับเพื่อนเกลอจะครอบครองห้องใจและเป็นที่รักเสมอไม่คลายคลอน ก็เพราะ "ทำไมเราไม่เปล่งเสียงหัวเราะ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เล่า"