เต้นรำมะเนา กับเรื่องเล่าชาวคะฉิ่น ที่เชียงดาว

ชีวิตกับการเดินทาง

เสียงกลอง ฆ้อง แตร ฉาบ ขลุ่ย และเสียงเพลงร้องประสานเสียงดังก้องเต็มลานหญ้า พร้อมกับสีสันการแต่งกายประจำเผ่าคะฉิ่นอันงดงาม อ่อนหวาน ทำให้บรรยากาศงานเต้นรำมะเนา บนลานหญ้ากลางชุมชนบ้านใหม่สามัคคีในวันนั้นดูครึกครื้น และทำให้หัวใจผู้คนที่มาร่วมงานนั้นรู้สึกตื่นเต้น ร่าเริง สดใส ไปตามๆกัน บ้านใหม่สามัคคี ตั้งอยู่ติดกับโครงการหลวงหนองเขียว ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรอยต่อพรมแดนไทย-พม่า บริเวณด่านกิ่วผาวอก และถือว่าเป็นชุมชนคะฉิ่นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านถาวรร้อยกว่าหลังคาเรือน นอกนั้นเราอาจพบคนคะฉิ่นอาศัยอยู่กระจัดกระจายร่วมกับชนพื้นเมืองอื่นๆ ในหลายๆพื้นที่ของเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ชนกลุ่มนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกัน คนลาหู่เรียกว่า 'ค้างฉ่อ' ส่วนคนไทยใหญ่เรียก 'ขาง' คนพม่าและคนไทย เรียกว่า 'คะฉิ่น' แต่ชาวคะฉิ่น กลับเรียกตนเองว่า 'จิงเผาะ' บางคนก็บอกว่าตนเองเป็นคน 'มาหรู่' บางคนบอกตัวเองว่าเป็น 'ระวาง' บางคนก็บอกว่าตนเองเป็น 'หลี่ซู' แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้พวกเขาได้ใช้ภาษาจิงเผาะเป็นภาษากลางในการสื่อสารกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์นี้

มีการสำรวจกันว่า ปัจจุบัน มีชนเผ่าคะฉิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย ประมาณ 15,000 คน แน่นอน หลายคนอาจมองว่า คะฉิ่นเป็นเพียงชนเผ่ากลุ่มเล็กๆ และอยู่กันเงียบๆ ไม่ค่อยมีบทบาทโดดเด่นอะไรในเมืองไทย แต่เมื่อพลิกดูประวัติศาสตร์แล้ว ถือว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้มีความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีกเผ่าชนหนึ่งเลยทีเดียว

ในประวัติศาสตร์ของคะฉิ่นนั้น บอกไว้ว่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่รวมกันในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อ 'มิตจินา' ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศพม่า ติดกับแม่น้ำอิระวดี มีอาณาเขตติดกับทิเบต จีน และอินเดีย ดินแดนแห่งนี้ แต่ก่อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปกครองของพม่าแต่อย่างใด และเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองพม่า คะฉิ่นก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในตอนนั้น แต่มาถูกบุกรุกโดยจีนอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งมีมีการลงนามในสัญญาชายแดนระหว่างพม่ากับจีน แต่ก็มาถูกรัฐบาลทหารพม่าพยายามเข้ามาควบคุม ครอบงำจนได้ จนนำไปสู่การตั้งกองทัพอิสรภาพกะฉิ่น (KIA) ขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลพม่าตั้งแต่ พ.ศ.2494 เป็นต้นมา จนกระทั่งใน พ.ศ. 2537 ได้ทำสัญญาหยุดยิง โดยขอตั้งเป็นเขตปกครองอิสระ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงยังคงมีการสู้รบกับรัฐบาลพม่ามาจนถึงทุกวันนี้ จึงไม่แปลกใจว่า ในงานเต้นรำมะเนาที่บ้านใหม่สามัคคี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จะมีพี่น้องชนชาติคะฉิ่นที่มาจากเมืองมิตจินา รวมทั้งชาวคะฉิ่นที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายๆ ประเทศ เช่น พม่า จีน ออสเตรเลีย เนปาล ฯลฯ พากันเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เมื่อพูดถึง พิธีการเต้นรำมะเนา นั้นถือว่าเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติคะฉิ่นที่สืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

มีการบอกเล่าไว้ว่า พิธีเต้นรำมะเนา ในอดีตนั้น เขาจะจัดขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่ นัต มะได (Madai) และจัน (Jan) ซึ่งเป็น "ผี" ที่มีอำนาจบันดาลให้สันติและความสุขความเจริญแด่มนุษย์ การเต้นมะเนาตามแบบความเชื่อดั้งเดิมของคะฉิ่น จะต้องคารวะนัตทั้งสองก่อนเสมอ โดยมีหมอผีเป็นผู้นำพิธีเซ่นไหว้ด้วยวัว ควาย หมู หรือไก่ ต่อมา ชาวคะฉิ่นได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ทำให้การรำมะเนาได้เปลี่ยนมาเป็นการสักการะพระผู้เป็นเจ้าแทนที่จะเป็นนัต แต่ในปัจจุบัน ที่เมืองมยิตจินา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ก็ยังคงมีการจัดพิธีการรำมะเนากันขึ้นทุกปี เพื่อแสดงถึงการรวมพลัง ความสามัคคีกัน ในขณะที่พิธีเต้นรำมะเนาในประเทศไทยนั้น ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2-5 ธันวาคม 2545 ที่บ้านใหม่สามัคคี เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็ได้มีการเต้นรำกันในทุกๆ สองปี

บนลานหญ้ากว้างกลางหมู่บ้านในวันนั้น จะมองเห็นเสามะเนาตั้งปักไว้สูงเด่นเรียงกันเป็นแนวนอน 10 เสาติดกันโดยแต่ละเสาก็จะมีลวดลายสีสันงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความหมาย มีทั้งรูปใบไม้ ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ เช่น นกเขา เสือ ปลา มังกร กบ ฯลฯ ว่ากันว่าล้วนซ่อนนัยะบ่งบอกถึงภาวะและคุณสมบัติที่แตกต่างของมนุษย์ นอกจากนั้น ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ภาพของตะวัน จันทร์ ดาว ซึ่งบ่งบอกถึงการดำรงชีวิตของสัตว์โลก จักรวาล และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผู้สร้าง และที่โดดเด่นก็คือ มีการสลักลวดลายแผ่นไม้เป็นรูปนกเงือกตัวใหญ่ทอดยาวระหว่างเสามะเนา พ่อเฒ่ากวะเจ่ กำ หรือพ่อเฒ่าซอ นั่งอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่อยู่ใกล้ลานกิจกรรมนั้น บอกเล่าให้ฟังว่า นกเงือก หมายถึงประธานแห่งนก หมายถึงความรัก ความสามัคคี สันติสุข และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสรรพสัตว์ในโลกใบนี้

งานเต้นรำมะเนา เริ่มต้นเมื่อเสียงกลองใหญ่ ฆ้อง แตร ฉาบ ขลุ่ย ดังกังวานขึ้น จากนั้น 'เนา ชอง' ผู้นำเต้นรำหัวแถวสวมชุดสีเหลือง สวมหมวกปักร้อยด้วยหางนกยูงและเขี้ยวหมูป่า เดินถือดาบ พาพี่น้องชาวกะฉิ่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ออกนำเต้นรำหมู่ไปรอบๆ เสามะเนากลางลานหญ้า ผู้ชายที่ร่วมเต้นมะเนา จะต้องถือมีดดาบไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือผ้าเช็ดหน้าสีขาว กวัดแกว่ง โบกไปมาตามจังหวะลีลาของการเต้นรำ

ว่ากันว่า ท่ารำมะเนา มีลีลาการรำคล้ายกับผีเสื้อบิน ซึ่งมีท่วงท่าลีลาสวยงามอ่อนช้อยพลิ้วไหวไปมา การเต้นรำมะเนานั้นจะมีการจัดขึ้นในทุกๆสองปี ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่รู้ข่าว ต่างพากันมาเที่ยวชมกันอย่างล้นหลาม บางคนถึงกับกระโดดเข้าร่วมเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เบิกบานใจ

แน่นอนว่า หากหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ ได้เข้ามาหนุนส่งเสริมกิจกรรมประเพณีนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ และยังเป็นการส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่าในพื้นที่เชียงดาว เชียงใหม่ได้กลับฟื้นคืนมาได้อีกครั้ง โดยเฉพาะงานเต้นรำมะหน่าวของชนเผ่ากะฉิ่น ที่บ้านใหม่สามัคคี นั้นถือว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ข้อมูลประกอบ : มนตรี กาทู และคณะ, หนังสือกะฉิ่น : เมื่อวานและวันนี้, ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิมพ์, พรสุข เกิดสว่าง บรรณาธิการ, กันยายน 2555