เมืองฟ้าอมร 2013

คิดเห็นประเด็นข่าว

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศทุ่มงบประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือราว 15,000 ล้านบาท พร้อมใช้อำนาจในตำแหน่งและหน้าที่ของตัวเองงัดข้อกับกลุ่มวุฒิสมาชิกในสภาคองเกรส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ลงนามแผนปฏิบัติการบริหาร 23 ข้อ ตามคำแนะนำของรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน สำหรับทบทวนกฎหมายการซื้อขายอาวุธปืนร้ายแรงในประเทศ หวังกวาดล้างความรุนแรงจากการใช้ปืนที่มีมานานเกือบ 20 ปีเป็นครั้งแรก หลังเกิดโศกนาฏกรรมที่โรงเรียนประถมศึกษาในเมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนคติกัต เมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย เป็นเหตุให้มีเด็กเสียชีวิต 20 ราย ผู้ใหญ่ 8 ราย และเหตุกราดยิงอีกหลายราย ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนมองว่า โอบามา กำลังรุกล้ำสิทธิผู้อื่น

ด้าน เดวัล แพทริก ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สมาชิกพรรคเดโมแครต เสนอร่างกฎหมายควบคุมปืนใหม่ จำกัดการซื้อขายอาวุธปืนและอาวุธร้ายแรงให้เข้มงวดขึ้น หลังรัฐนิวยอร์ก ประกาศเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ร่างกฎหมายของรัฐแมสซาชูเซ็ทท์ จะให้ผู้ซื้อตรวจประวัติย้อนหลัง รวมถึงอนุญาตให้ขายกับผู้ซื้อเดือนละ 1 กระบอก และลดการจำหน่ายอาวุธสงคราม ซึ่งปัจจุบันผู้ขายที่มีใบอนุญาตจะขอตรวจประวัติผู้ซื้อก่อน ขณะที่กลุ่มที่ขายกันเองอาศัยช่องโหว่นี้ ทำให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่พลเมืองเป็นเจ้าของปืนมากที่สุดในโลก

ศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เผยผลการศึกษาในหัวข้อ "มาเที่ยวแค่นี้ต้องพกปืนมาด้วยหรือ" ว่า ปัญหาอาวุธปืนเป็นเหตุของการเกิดอาชญากรรม การมีปืนเปรียบเสมือนการมีอำนาจ การปกป้องและการเป็นอันธพาลในเวลาเดียวกัน แต่ควรอยู่ในที่ตั้ง ไม่ควรพกออกมานอกบ้านจนเป็นการสร้างปัญหา จึงขอเสนอแนะการแก้ปัญหาด้วยการเน้นแก้ระบบหรือแก้กฎหมาย ให้การขออนุญาตมีความยุ่งยากหรือเพิ่มโทษ หนักเบาจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แม้อาจไม่ได้ช่วยให้ทุเลาเบาบางลง เพราะยังมีปืนนอกระบบ ปืนเถื่อน จำเป็นต้องแก้ที่วัฒนธรรมค่านิยมความคิดด้วยว่า วีรบุรุษกับฆาตกรมีเส้นแบ่งบางมากหากพกปืน

ปัญหาอาชญากรรมไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวที่ทุกเมืองหลวงและเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังรอคอยการแก้ไข ความเสื่อมโทรม ความแออัด วิกฤติจราจร ปัญหามลพิษ คุณภาพชีวิตของประชากร ภัยพิบัติทางธรรมชาติ คนเร่ร่อนจรจัดและความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ล้วนเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่ กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของไทย ที่จะมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ภายหลังการไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 มีนาคม ศกนี้

ผลการสำรวจความคิดเห็นของชาว กทม. ที่จัดทำโดยสวนดุสิตโพลล์ น่าจะสอดคล้องกับการตอบโจทย์ เช่น เมื่อถามถึงหลักเกณฑ์การเลือกผู้ว่าฯ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 39 เลือกคนตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ มีภาพลักษณ์ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 38 เลือกคนตั้งใจทำงาน ขยัน อดทน ทำงานเร็ว รับผิดชอบงาน ร้อยละ 24 เลือกคนที่ประวัติการทำงานดี มีประสบการณ์ รู้ปัญหาใน กทม. ถามว่าผู้สมัครควรจะหาเสียงอย่างไร คน กทม.จึงจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ พบว่าร้อยละ 47 อยากให้นำเสนอนโยบายถูกใจโดยเฉพาะการแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วมและแนวทางพัฒนากรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น เข้าถึงประชาชนและลงพื้นที่สม่ำเสมอ เป็นกันเอง ใกล้ชิดประชาชน ไม่ซื้อเสียง ไม่โจมตีผู้สมัครคนอื่น เคยมีผลงานโดดเด่น มีวิสัยทัศน์และมุมมองชัดเจน กว้างไกล มีขั้นตอนการทำงาน

นับตั้งแต่การย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี มาอยู่ที่กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ.2325 ประเทศไทยมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นครั้งแรกในปี 2518 โดยเอาแบบอย่างมาจากการเลือกตั้งผู้บริหารมหานครใหญ่ๆหลายแห่งในโลก เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงไปของบ้านเมือง แต่ก่อนหน้านั้นมีพัฒนาการที่น่าสนใจกับรูปแบบการบริหารราชการมหานครกรุงเทพ ให้เป็นสถิติสำหรับการรำลึกถึง อาทิ แต่เดิมมหานครกรุงเทพ แบ่งเป็นสองฝั่งตามการผ่านกลางของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งถือเป็นสายโลหิตสำคัญ คือฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรี ทำให้มีจังหวัดพระนครและธนบุรี เพิ่งมารวมเป็นจังหวัดเดียวกันในชื่อนครหลวงกรุงเทพธนบุรี สมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2514 หลังจากนั้นมีการปรับปรุงการปกครองใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2515 ปรับเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นเขตการปกครองพิเศษ มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บริหาร ปรับเปลี่ยนการปกครองจากตำบลและอำเภอเป็นแขวงและเขตตามลำดับ

กรุงเทพมหานครแบ่งเขตการปกครองเป็น 50 เขต ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นนิติบุคคลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ผลการสำรวจรสนิยมของชาว กทม. ที่ผ่านมาพบว่า คนกรุงชอบผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองมากกว่า โดยมีผู้ว่าฯที่สังกัดพรรคได้รับเลือก 5 ครั้ง 4 คน ขณะที่ผู้สมัครอิสระที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวได้รับเลือก 4 ครั้ง 4 คน ขณะที่ สมัคร สุนทรเวช ทำสถิติเป็นผู้ว่าฯคนแรก และคนเดียวที่ได้คะแนนเสียงเกินหนึ่งล้านเสียง และส่วนใหญ่ไม่มีผู้สมัครที่เคยเป็นผู้ว่าฯ แล้วประสบความสำเร็จเป็นผู้ว่าฯรอบสอง ยกเว้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง และ อภิรักษ์ โกษะโยธิน สะท้อนว่า คน กทม.เบื่อง่าย และต้องการความสดใหม่ของผู้สมัคร

หากมองการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจะเห็นความจริงที่มีผู้นำมาพูดให้เสียดแทงใจกันไปว่า พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งใหญ่ได้จัดตั้งรัฐบาลทุกครั้ง แต่เวทีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กลับต้องพ่ายแพ้ ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์หลายสมัย

ดังนั้น ศึกครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนอกจากจะต้องทุ่มสุดตัวแล้ว ยังเดินเกมด้วยสโลแกน "ไร้รอยต่อ" หวังให้ชาว กทม. ที่เคยเจ็บปวดกับ มหากาพย์ น้ำท่วม เมื่อปี 2554 เล็งเห็นว่า การมีหน่วยงานที่อยู่กันคนละขั้วมาบริหารภาวะวิกฤติ จะเป็นความอลหม่าน ล่าช้า ทั้งกั๊ก ทั้งเก๊ก จนผลเสียหายตกกับประชาชนคนไทย

ในขณะที่แชมป์เก่าอย่าง คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ อาศัยความเก๋าและเจนเวทีประกาศสร้างกรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งความปลอดภัยในระดับโลก ลดปัญหาอาชญากรรม รองรับความเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก 3 ปีซ้อน

ใครจะคิดว่า เมืองหลวงของประเทศไทยที่มีอายุก้าวสู่ปีที่ 231 จะเพิ่งประกาศคำขวัญประจำเมือง ซึ่งมีอยู่ว่า "กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย"

หากมองโลกแห่งความเป็นจริง ปัจจุบันประชากรไม่ต่ำกว่าสิบล้าน ต้องอาศัยแย่งลมหายใจกันบนพื้นที่ที่มีอยู่เท่าเดิมในกรุงเทพฯ จึงไม่มีวันที่เมืองดุจเทพสร้างแห่งนี้จะมีปัญหาลดน้อยลงไปกว่าที่มันเคยเป็น ไม่ว่าเราจะได้ผู้ว่าฯ กทม. ที่แสนวิเศษสักปานใด

ขณะที่มาเลเซีย มี ปุตราจายา รองรับความแออัดของกัวลาลัมเปอร์ พม่ามี เนปิดอว์ รองรับความอิ่มตัวของร่างกุ้งไปล่วงหน้าหลายปีแล้ว

เรื่องแบบนี้ เมืองไทยยังไม่มีอะไรเปลี่ยน แม้แต่จะคิด ก็อาจถูกมองเป็นตัวประหลาด