ห่มผ้าอังสะ พระประธาน 9วัด

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เมื่อวันจันทร์ที่ 3ธันวาคม 2555 เราตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อไปร่วมทำบุญถวายและห่มผ้าอังสะ พระประธานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา โครงการ "ถักร้อย สานศรัทธา ห่มอังสะ พระประธาน 9 องค์ 9 วัด เฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาคม 2555" นี้ คณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จัดขึ้น ผ้าห่มอังสะสีทองทั้ง 9 ผืนนี้ ชื่อ "สัตตบงกช" ในแต่ละผืนจะประกอบด้วยดอกบัว 9 ดอก ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในนัยยะที่ว่า "สายน้ำที่ไหล เปรียบเหมือนอุปสรรคที่ทำให้ดอกบัวไหวเอนไปตามน้ำ แต่ดอกบัวยังสามารถเบ่งบานอยู่ในสายน้ำได้ มีปลาที่แหวกว่ายไปมา แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์บนผืนไทย โดยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์" นักศึกษาฝ่ายออกแบบแฟชั่น และศิลปะสิ่งทอ 24 ชีวิต ได้ช่วยกันออกแบบและตัดเย็บ ปักเลื่อมเองทั้งหมด เทคนิคการปักผ้าตกแต่งด้วยลูกปัก โดยอยู่ในความดูแลของ อาจารย์ สุระจิตต์ แก่นพิมพ์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบแฟชั่นและศิลปะสิ่งทอ

จากการพูดคุยกับน้องๆ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาออกแบบแฟชั่นและศิลปะสิ่งทอ "กลอย"...ศิริมา อ่อนตา ประธานโครงการฯ เล่าว่า สำหรับลายการออกแบบผ้าอังสะทั้ง 9 ผืน ต้องการสะท้อนถึงศาสนาในปัจจุบัน ที่ยังเป็นรวมจิตใจของผู้คนมากมาย แม้จะมีเรื่องต่างๆที่เข้ามา แต่ศาสนายังยืดหยัดอยู่ได้เพราะว่าความศรัทธา ซึ่งขนาดของผ้าอังสะมีขนาดต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์พระประธาน ขนาดกว้าง 1 ฟุต ยาว 2.5 เมตร (เล็กสุด) จำนวน 3 ผืน ห่มพระประธานวัดหน้าพระเมรุราชิการาม วัดพนมยงค์ และวัดกุฎีลาย ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร จำนวน 3 ผืน ห่มพระประธานวัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร วัดเชิงท่า และวัดราชประดิษฐาน ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 4.5 เมตร จำนวน 2 ผืน ห่มพระประธานวัดศาลาปูนวรวิหาร วัดพรหมนิวาสวรวิหาร กว้าง 1 เมตร ยาว 5 เมตร จำนวน 1 ผืน ห่มพระประธานวัดธรรมมิกราช

"มายยี่"?ปวริศา ภูนุช เล่าถึงขั้นตอนในการจัดทำผ้าห่มอังสะว่า...อาจารย์พาไปสำรวจเส้นทาง และประสานงานเพื่อให้ได้รายชื่อทั้ง 9 วัด จากนั้นเดินทางไปพบเจ้าอาวาสทั้ง 9 วัด พร้อมถ่ายภาพเก็บรายละเอียด เพื่อนำมาออกแบบ และจัดทำอังสะ เมื่อได้รายละเอียดมาแล้ว ประชุมวางแผนทีมงานในการออกแบบ ออกแบบลวดลาย จากนั้นจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และขั้นตอนสุดท้าย คือการตัดเย็บผ้าอังสะ ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมทำกับคณะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"อิม" ...ราวิน รุ่งสว่าง บอกถึงการถวายผ้าอังสะ จะได้เสวยอานิสงส์ 8 ประการ คือเป็นผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทอง 1 ปราศจากธุลี 1 มีรัศมีผ่องใส 1 มีเดช 1 ตัวของเราละเอียดอ่อน 1 เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ มีผ้าสีขาวแสนผืน 1 สีเหลืองแสนผืน 1 สีแดงแสนผืน 1 ทรงอยู่เหนือศีรษะของเรา โดยผลของการถวายผ้า เราย่อมได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ้ายในที่ทุกแห่ง?อิมภูมิใจที่ได้ออกแบบและตัดเย็บลวดลายผ้าอังสะทั้ง 9 ผืนนี้ ถือเป็นการทำบุญ และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะชาวพุทธ และยังได้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวงของเรา

สำหรับประวัติย่อๆของวัดทั้ง9มีดังนี้ค่ะ วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร (วัดทะเลหญ้า) เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ริมคลองใกล้ๆกับเพนียดคลองช้าง พวกกรมพระคชบาลสร้างขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2419 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรการคล้องช้าง ที่พระนครศรีอยุธยา ทรงเห็นว่าเป็นวัดที่ชำรุดทรุดโทรม จึงทรงบริจาคเงินบูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารของวัดใหม่ทั้งหมด แล้วทรงถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดบรมวงศ์อิศรวราราม" พร้อมทั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินตัดลูกพัทธสีมา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร ถึง 8 ครั้ง ในปี 2444 หลังจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราชปรปักษ์ สิ้นพระชนมแล้ว 15 ปี ปรากฏว่า ผนังอุโบสถด้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้ทรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานความช่วยเหลือซ่อมแซม ส่วนเสนาสนะอื่นๆนั้น พระยาปริยัติวงศาจารย์ ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จึงมีรูปหล่อเคารพรัชกาลที่ 5ในวิหาร และมีพระตำหนักของพระองค์เป็นที่เก็บรูปภาพโบราณ และพระราชประวัติตั้งแต่ประสูติ จนถึงสวรรคต

"หลวงพ่อเพชร" พระพุทธรูปประธานปางสมาธิในพระอุโบสถ หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 1 เมตร สูงตลอดยอดพระรัศมี 1.60 เมตร ประดิษฐานอยู่เหนือแท่นหินอ่อนภายใต้เรือนแก้ว ภายในซุ้มศรีมหาโพธิ์ เมื่อ พ.ศ.2500 มีผู้เข้ามาโจรกรรมตัดเศียรพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร ต่อมา กรมศิลปากรได้หล่อเศียรขึ้นใหม่ในลักษณะเดิม

วัดหน้าพระเมรุราชิการาม ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว ด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยา ซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาทีหลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ปรากฏ และมีความงดงามมาก นาม "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" คาดว่าสร้างขึ้นในรัชกาลของ พระเจ้าปราสาททอง ในคติของพระพุทธเจ้าปางโปรดพญามหาชมพู ตามความในมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนกลาง ต่อลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศเมรุรายของวัดไชยวัฒนาราม ที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว่า พระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ก็คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

วัดศาลาปูนวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา ริมถนนสายประตูชัย-แยกป่าโมก ริมคูเมืองแม่น้ำลพบุรีเดิมทางทิศเหนือของเกาะเมือง มีฐานะเป็นอารามหลวง สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลที่สำคัญภายในวัดศาลาปูน คือพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา "หลวงพ่อแขนลาย" ซึ่งแขนด้านหนึ่งขององค์พระมีการลงอักขระยันต์ไว้อย่างชัดเจน เชื่อกันว่าเป็นรูปเคารพของพระบรมไตรโลกนาถ และพระศรีอารย์ เป็นที่เล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และการบนบานศาลกล่าวที่ประสบความสำเร็จในหลายๆเรื่อง เคยถูกขโมยหลายครั้ง แต่ไม่สามารถนำองค์พระออกไปได้ ภายในวัดยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย เช่น ภาพเขียนฝาผนังฝีมือช่างหลวงภายในพระอุโบสถหอไตรโบราณสมัยอยุธยา และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่รวบรวมธรรมมาสน์ตู้ลายรดน้ำ คัมภีร์พระไตรปิฎก และสิ่งของเครื่องใช้สมัยโบราณไว้อย่างสมบูรณ์

วัดเชิงท่า เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมืองริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำลพบุรี ใกล้กับคูไม้ร้อง ซึ่งเป็นอู่เก็บเรือพระที่นั่ง ที่ตั้งวัดนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับป้อมท้ายสนมและปากคลองท่อ ซึ่งเป็นท่าข้ามเรือของฝั่งเกาะเมืองมาขึ้นฝั่งที่วัดเชิงท่า ด้วยเหตุนี้จึงเรียกชื่อว่า วัดตีนท่าอีกด้วย ประวัติของวัดเชิงท่าปรากฏเพียงตำนานเล่าสืบๆกันมาว่า เศรษฐีผู้หนึ่งสร้างเรือนหอให้แก่บุตรสาวซึ่งหนีตามชายคนรักไปแล้วไม่ย้อนกลับ เศรษฐีผู้บิดาคอยบุตรสาวอยู่นานไม่เห็นกลับมา จึงได้ถวายเรือนหอนั้นให้แก่วัดที่ตนสร้างขึ้น จึงได้ชื่อว่า วัดคอยท่า

วัดพรหมนิวาสวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง อาศัยการบอกเล่ากันต่อๆมา ตามคำบอกเล่าของ สมเด็จพระธีราจารย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ได้บอกแก่เจ้าอาวาส (พระครูวิทิตพรหมสิริคุณ) ว่าเดิมวัดนี้มีชื่อว่า "วัดขุนยวน" เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิมเล่ากันสืบมาว่า ผู้ที่สร้างวัดมียศเป็นขุน ได้เป็นแม่ทัพยกทัพไปรบกับข้าศึกที่เมืองโยนก (นครเชียงใหม่) และมีชัยชนะกลับมา จึงได้สร้างวัดขึ้นเป็นอนุสรณ์ ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 3 ได้เริ่มมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น โดยการซ่อมแซมถาวรวัตถุในส่วนที่ทรุดโทรม ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการปฏิสังขรณ์อีก เนื่องจากเคยประทับอยู่ที่วัดนี้ครั้นเมื่อทรงผนวช ครั้นเวลาล่วงเลยมานาน บรรดาปูชนียวัตถุส่วนมากได้ชำรุด การปฏิสังขรณ์ให้คืนสู่สภาพเดิมกระทำได้ยาก และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและบูรณะค่อนข้างสูง ทางวัดจึงได้จัดทำโครงการบูรณะพระอารามหลวง เช่น บูรณะกำแพงแก้ว บูรณะหอสวดมนต์ เป็นต้น ในปี 2485 พระครูกุศลธรรมธาดา (สุดใจ เขมสีโล) เจ้าอาวาสได้ขอพระราชทานนามวัดใหม่ ชื่อว่า "วัดพรหมนิวาส" ซึ่งหมายถึงที่สถิตของพรหม

วัดพนมยงค์ ตั้งอยู่ริมครองเมือง เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ.2173-2198 เดิมบริเวณที่ตั้งวัดเป็นสวนของพระนมในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีนามว่า "โยง" หรือ "ยง" เมื่อพระนมโยงได้ถึงแก่อนิจกรรมลงแล้ว เจ้านายบางองค์ได้ระลึกถึงอุปการคุณ จึงได้สร้างวัดขึ้นที่สวนของพระนม เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่พระนม วัดที่สร้างขึ้นจึงได้มีนามว่า "วัดพระนมโยง" ต่อมาเรียกว่า "วัดพนมโยง" "วัดจอมมะยงค์" หรือ "วัดพนมยงค์" ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ในปี 2310 วัดนี้ได้ถูกทิ้งร้าง และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาตระกูลพนมยงค์ได้เป็นโยมอุปถัมภ์วัดนี้มาจนถึงในปัจจุบัน

วัดธรรมิกราช (วัดมุขราช) ตั้งอยู่ ถ.อู่ทอง ต.ท่าวาสุกรี ติดกับพระราชวังโบราณด้านทิศตะวันออก เป็นวัดหลวงเก่าแก่ที่สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า สร้างขึ้นโดย พระยาธรรมิกราช พระราชโอรสพระเจ้าสายน้ำผึ้ง แห่งกรุงอโยธยา โดยสร้างขึ้นในยุคเดียวกับวัดพนัญเชิง ความสำคัญของวัดธรรมิกราชนั้น เป็นวัดที่มีพระมหากษัตริย์เสด็จฯมาฟังธรรมกันประจำในวันพระ และเป็นสถานที่สอบเปรียญธรรมสำหรับพระสงฆ์ในสมัยโบราณ พระอุโบสถสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นประธาน

วัดกุฎีลาย สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2290 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เหตุที่ได้นามว่า "วัดกุฎีลาย" บางคนบอกว่า "กุฎีราย" เพราะว่าสมัยก่อนนั้น กุฎีสงฆ์ปลูกสร้างเรียงรายตามชายคลองวัดตูม ซึ่งก่อนนั้น คลองนี้ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา บางคนบอกว่า "กุฎีลาย" เพราะว่าสมัยก่อนนั้น มีกุฎีสงฆ์อยู่หลังหนึ่ง มีฝากุฎีเป็นลาย ซึ่งไม่เหมือนกับหลังอื่นๆ เดิมใช้ 'กุฎีราย' ต่อมาเรียกเพี้ยนกันไปเป็น 'กุฎีลาย'

วัดราชประดิษฐาน ตั้งอยู่ริมปากคลองประตูข้าวเปลือกฝั่งตะวันตก ภายในกำแพงพระนคร ชื่อ วัดราชประดิษฐาน มีความหมายว่า วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง ดังนั้น จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ผู้สร้างวัดนี้คงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วัดนี้ถูกกล่าวถึงพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง โดยเมื่อครั้งสมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จสวรรคต พระยอดฟ้าเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ในขณะที่มีพระชนมายุยังน้อย พระเฑียรราชาจึงอยู่ในฐานะที่อาจก่อความระแวงว่าจะแย่งชิงราชสมบัติได้ พระองค์จึงเสด็จออกผนวชที่วัดราชประดิษฐาน พระองค์ได้ลาผนวช และเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ หลังจากที่ขุนวรวงศาธิราช และท้าวศรีสุดาจันทร์ ถูกปลงพระชนม์

วัดราชประดิษฐาน ยังถูกกล่าวถึงเมื่อพระศรีศิลป์ พระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชาธิราช และท้าวศรีสุดาจันทร์ มีพระชันษาได้ประมาณ 14 พรรษา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงทรงให้ออกผนวชเป็นสามเณร ณ วัดราชประดิษฐาน แต่พระศรีศิลป์ก่อกบฏ ต้องปืนสิ้นพระชนม์เสียก่อน นอกจากนี้ วัดราชประดิษฐาน ยังใช้เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ในขณะที่พระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 วัดราชประดิษฐานถูกปล่อยร้างเรื่อยมา จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ขุนศรีสงคราม เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ.2460 และได้รับพระราชทานวิสุงคาม เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2497

หลังไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนแล้ว เชิญคุณผู้อ่านตามรอยศรัทธาสัญจร ร่วมอนุโมทนาบุญไปกราบพระประธาน9วัด ชมผ้าห่มอังสะผืนงาม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นสิริมงคลให้จิตใจแจ่มใส สุขภาพแข็งแรง ครอบครัวอบอุ่น ค้าขายร่ำรวย ๆ ๆ ๆ ค่ะ