"ผลิตภัณฑ์น้ำพุร้อนฝาง" สร้างงานให้ชุมชน

เส้นทางสร้างอาชีพ
ช่างภาพ: 

เนื่องด้วยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความประสงค์ที่จะสร้างศูนย์ร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2550 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้ทูลเกล้าฯถวายเงินจำนวน 8 ล้านหยวน (ประมาณ 40 ล้านบาท) เพื่อใช้ในการสนับสนุนการดำเนินโครงการระยะที่ 1 ในปี 2552 และทูลเกล้าฯถวายเงิน จำนวน 10 ล้านหยวน (ประมาณ 50 ล้านบาท) เพื่อใช้ในการสนับสนุนการดำเนินโครงการระยะที่ 2 ในปี 2555 ในรูปแบบสิ่งของ สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรกล บุคลากร พันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตอื่นๆ  รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้พระราชทานพระราชานุมัติให้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินงาน โครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา-สาธารณรัฐประชาชนจีน บนที่ดินราชพัสดุ แปลงที่ ชม.363 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คิดเป็นพื้นที่โดยประมาณ 578 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่บางส่วนของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 เชียงใหม่ (สวพ.1) ทางโครงการได้ดำเนินงานโครงการและกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางด้านการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดและได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่นบริเวณโดยรอบโครงการ ในการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาอาชีพเสริมให้แก่กลุ่มชาวบ้านตำบลโป่งน้ำร้อนและเพื่อนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาวบ้าน เช่น ผลิตภัณฑ์จากไม้กวาด ผลิตภัณฑ์น้ำพุร้อนฝาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ  มาจำหน่ายภายในโครงการ

ประกอบกับในช่วงปลายเดือนกันยายน ปี2554 ประชาชนในอำเภอฝางประสบเหตุน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือน ที่บ้านเปียงกอก หมู่ 6 ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร พัดเอาโคลน หิน และไม้ซุง เข้าถล่มบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านจนได้รับความเสียหายหนักกว่าร้อยหลังคาเรือน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ซึ่งทำอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนส้มได้รับความเดือดร้อน หลังจากผ่านภาวะภัยพิบัตินั้นแล้ว ต่างหวังอยากมีรายได้เสริมเพื่อช่วยให้สภาพเศรษฐกิจในครอบครัวดีขึ้น จึงร้องขอไปยังสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อขอ "ดร.ไฉน น้อยแสง" รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานักศึกษา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี ผู้คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามด้วยสมุนไพรไทย อาทิ แชมพู เจลอาบน้ำ มาเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้กับชุมชน โดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกอยู่ในบริเวณพื้นที่ส่วนทำการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนา โครงการฝึกอบรมหลักสูตร "ผลิตภัณฑ์น้ำพุร้อนฝาง" จึงเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา-สาธารณรัฐประชาชนจีน ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณแอน-อนุตรา วรรณวิโรจน์ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นผู้ประสานงานพาเยี่ยมชมการทำงานและการอบรมในโครงการ

"ดร.ไฉน น้อยแสง" กล่าวถึงการอบรมการแปรรูปสมุนไพรในท้องถิ่นเพื่อสร้างอาชีพให้กับชุมชนว่า

"...การอบรมการแปรรูปพืชสมุนไพรในท้องถิ่นของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ชาวบ้านในภูมิลำเนาสามารถนำองค์ความรู้มาประกอบอาชีพ มีรายได้เสริมให้กับครัวเรือน ในการอบรมครั้งนี้ได้เตรียมสารสกัดจากพืชสมุนไพรเพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จะใช้กรรมวิธีการเตรียมตามองค์ความรู้การใช้พืชสมุนไพรแบบพื้นบ้าน เพื่อที่จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่วนกรรมวิธีการผลิตใช้วัสดุ อุปกรณ์ ที่อยู่ในชุมชน โดยเน้นการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ และชุมชนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมครั้งนี้ไปประกอบอาชีพได้จริง...

...พืชสมุนไพรที่คัดเลือกมาเตรียมผลิตภัณฑ์ทำเจลความสะอาดผิวกาย และโลชั่นบำรุงผิวกายครั้งนี้ได้แก่ ปัญจขันธ์ (เจี๋ยวกู่หลาน) และเห็ดหลินจือ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ ผดผื่นคัน ช่วยบำรุงผิว ส่วนผลิตภัณฑ์แชมพูสระผม แล ครีมนวดผมพืชสมุนไพรที่นำมาใช้ ได้แก่ เห็ดหลินจือ ขิง และ มะกรูด ซึ่งในน้ำมะกรูดมีคุณสมบัติช่วยให้หนังศีรษะเป็นกรดอ่อนๆ  ช่วยป้องกันรังแคได้นอกจากนี้ น้ำมันจากผิวมะกรูดจะช่วยบำรุงเส้นผมให้เส้นผมเป็นเงางาม และดกดำ เห็ดหลินจือ และขิง ช่วยควบคุมความมันบนหนังศีรษะปรับสภาพเส้นผม ให้ความชุ่มชื้น มีน้ำหนัก นุ่มสลวย เพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงที่รากผมได้ดี และจากการวิจัยพบว่าสามารถกระตุ้นการงอกของเส้นผม?

...สำหรับสมุนไพรของมูลนิธิชัยพัฒนาที่นำมาใช้ ได้แก่ เจี๋ยวกู่หลาน เพื่อทำผลิตภัณฑ์โลชั่น บำรุงผิว และเจลอาบน้ำเพื่อลดอาการผดผื่นคัน (ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Gynostemma pentaphyllum (Thunb.) หรือ ชาสตูล เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ เซียนเฉ่า) เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วทวีปเอเชีย ลักษณะของพืช เป็นไม้เถาล้มลุก ลำต้นเล็กเรียวยาว ลำต้นที่เลื้อยยางแตกกิ่งแขนงได้ บริเวณข้อของลำต้นที่ทอดนอนไปตามดินจะออกรากได้ ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามืออกสลับ ส่วนมากมีใบย่อย 5 ใบ ดอกเล็ก สีเหลืองปนเขียว ผลค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4- 7 มิลลิเมตร ส่วนที่ใช้เป็นยา คือต้นส่วนเหนือดิน และใบมีรสขม หรือขมอมหวาน แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดิน หรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง แพทย์แผนไทย ใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียด แก้อ่อนเพลีย แก้แผลอักเสบ ชาวบ้านนำมาจิ้มน้ำพริก...

...เจลอาบน้ำทำความสะอาดชำระเหงื่อไคล สิ่งสกปรกจากร่างกาย จำกัดกลิ่นอับไม่พึงประสงค์ ล้างออกจะรู้สึกลื่นๆ  ที่ผิวคล้ายล้างออกไม่หมด ไม่ต้องแปลกใจเนื่องจากเป็นคุณสมบัติของสมุนไพรที่ทำหน้าที่เคลือบผิว ล็อคความชุ่มชื่นให้กับผิว เมื่อเช็ดผิวแห้งแล้วสัมผัสที่ผิวจะรู้ผิวลื่นเรียบเนียนไม่แห้งกร้าน หรือเป็นขุย สำหรับการใช้สระผม ควรใช้ต่อเนื่อง 5-7 วัน เพื่อขจัดเคมีบนหนังศีรษะและเส้นผม ผมจะค่อยๆ ปรับสภาพมามีสุขภาพดีขึ้น หยุดร่วง ผมจะอยู่ทรงดี ศีรษะรู้สึกเบาสบาย ผมแข็งแรงสวยงามเป็นธรรมชาติ ไม่มีอันตรายเหมือนเคมี..."

ทีมงานผู้ช่วย ดร.ไฉน น้อยแสง ในโครงการฝึกอบรมนี้ เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญญบุรี ทั้ง3คน แต่ละคนล้วนมีจิตอาสาอยากช่วยพัฒนาอาชีพเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ พึ่งพาตัวเอง และเลี้ยงครอบครัวได้ ซายน์-ชลิตรา วงษ์นุ่ม สาวลพบุรี จบคณะแพทย์แผนไทยประยุกต์ บอกเราว่า

"...ส่วนใหญ่หนูเรียนเกี่ยวกับการรักษา การนวด การจ่ายยาสมุนไพร ที่ชอบเรียนด้านนี้เพราะเห็นว่าเป็นการรักษาที่ใช้ภูมิปัญญาไทย หนูเรียนเภสัชกรรมไทยมาก็จริง แต่การที่หนูมาช่วยอบรมให้ชาวบ้านทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ก็ช่วยให้หนูมีความรู้เพิ่มมากขึ้น รู้เรื่องสมุนไพรหลายด้านขึ้น อย่างเช่น ขมิ้น นอกจากจะรู้ว่าใช้รักษาอาการโรคท้องอืดได้แล้ว ยังรู้ว่าสามารถช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณได้ด้วย ทางสายงานที่หนูจบมา หนูต้องไปทำงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) แต่การที่หนูมาออกพื้นที่กับโครงการนี้ ทำให้หนูได้พบชาวบ้าน ได้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมไปกับเขา ก็ได้ทั้งความรู้ และได้ความรู้สึกดีๆ ที่ได้ทำงานร่วมกับพี่ๆ  น้าๆ  ป้าๆ  ค่ะ..."

ก้อง-วิภูภัทร์ บูรณะสุคนธ์ หนุ่มกรุงเทพฯ จบปริญญาตรีคณะแพทย์แผนไทยประยุกต์ บอกว่า...เลือกเรียนที่นี่เพราะที่บ้านชอบการรักษาทางด้านแพทย์แผนไทย เมื่อก้องเรียนเกี่ยวกับนวดไป เขาก็ชอบมาก เพราะได้รู้จักวิธีรักษาด้วยการนวด การใช้สมุนไพรไทย ไม่ต้องกินยาที่เป็นสารเคมีเยอะ อย่างผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายๆ ปัจจัย เราก็จะใช้ในเรื่องของการนวดประคบด้วยสมุนไพรต่างๆ  ทำให้ระบบเลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ยาอาจช่วยในส่วนของการคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็ง แล้วก็พูดคุยช่วยผ่อนคลายในเรื่องจิตใจเขาด้วย คือเราจะดูแลผู้ป่วยไปในองค์รวมเลย หรืออย่างผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเราก็แนะนำให้เขาดื่มชาผักเชียงดา ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ยาสมุนไพรบางตัวก็ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งยาแต่ละชนิดก็จะมีข้อกำหนดของเขาอยู่ ยาตำรับที่ขึ้นทะเบียนแล้วอย่างเช่น ยาเถาวัลย์เปรียงแคปซูลเป็นยาแก้ปวดท้องที่กินได้ เมื่อมีอาการ ไม่เกิดอาการแสลงต่อโรค...การมาร่วมโครงการนี้ทำให้เราได้ให้ความรู้กับเขา และได้รับความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณกลับมาด้วย..."

ป๋อมแป๋ม-มนสิชา ขวัญเอกพันธุ์ สาวโคราช ที่จบคณะวิทยาศาสตร์ ด้านสุขภาพความงามและสปาไทย จากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี ตั้งแต่ปี 2553 ด้วยใจรักด้านผลิตภัณฑ์ความสวยความงาม ป๋อมแป๋มจึงไปต่อยอดเรียนปริญญาโททางวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

"...หนูชอบการนำความรู้พื้นบ้าน พวกสมุนไพรไทยที่เรามีอยู่ มาประยุกต์ใช้แทนที่จะไปซื้อสารออกฤทธิ์ที่เขาสังเคราะห์มา เราก็ใช้ภูมิปัญญาไทยที่เราได้ร่ำเรียนมา สิ่งที่ได้คือจากการเรียน ทำให้เรารู้ว่าเราควรจะดูแลตัวเองอย่างไรให้สุขภาพดี ส่วนการทำงานทำให้เรารู้จักวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราอาจหาไม่ได้ในตำราเรียน ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น การทำผลิตภัณฑ์ในหลักสูตรมีอยู่แล้ว แต่เราเรียนแค่พื้นฐาน เมื่อลงพื้นที่จริง เรารู้จักสมุนไพรจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกหลายตัว การที่เราออกไปแต่ละท้องถิ่น วัตถุดิบที่ใช้ไม่เหมือนกัน เราต้องพัฒนาในสิ่งที่เขามีอยู่ ต้องคิดใหม่อยู่เรื่อยๆ  เพราะบางแห่งเราก็ได้เจอพืชสมุนไพรที่ยังไม่เคยทราบเลยว่าสามารถทำอะไรได้ อาจารย์ก็นำมาวิจัยหาประโยชน์กัน หนูก็ได้ความรู้จากงานวิจัยของอาจารย์ไปด้วย อย่างเช่นที่ปราจีนบุรี นำไม้ไผ่มาทำสบู่ อาจารย์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านมากค่ะ...

...ราชมงคลให้ความรู้กับเรามาแล้ว เราก็ได้นำความรู้นั้นมาช่วยชาวบ้าน หนูภูมิใจในตัวเองมากที่ได้มาช่วยงานในโครงการนี้ เพราะประชาชนในบางท้องถิ่นเขามีใจรักอยากจะทำ แต่เขาไม่มีความรู้ เขาก็พยายามจดจำ ชื่อสารบางตัวเป็นภาษาอังกฤษ จำยากมาก เขาก็จดเป็นภาษาไทย จนท่องได้ เรียกถูก เขาจดอย่างละเอียดทุกคำพูด แล้วก็จะบอกว่า 'อ๋อในแชมพูมีส่วนผสมอย่างนี้เอง สารนี้มีฤทธิ์อย่างนี้ ใช้มาตั้งนานแล้ว ไม่เคยรู้เลย ทำไม่ยากเลยนะ' เวลาเขาเข้าใจ เขาดีใจที่ทำได้ พวกเราที่มาช่วยเขาฝึกก็พลอยดีใจไปด้วยค่ะ ยิ่งถ้าในกลุ่มนั้นมีการบริหารจัดการที่ดี มีการรวมตัวกันได้ หลายหน่วยงานพร้อมที่จะให้การสนับสนุนให้เขาได้ทำงานต่อไปได้ จนกลายเป็นอาชีพของกลุ่มที่สร้างรายได้มั่นคงขึ้นมาค่ะ..."

เป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ ภายใต้ความเป็นอยู่ที่พอเพียง มาเป็นธงชัยในการทำงาน สมคำขวัญที่ว่า ราชมงคลสร้างคนสู่ (และสู้) งานจริงๆ ค่ะ