ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ขอพรปี่เซียะ ที่วัดเกาะลอย

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

สวนสาธารณะเกาะลอยศรีราชา จังหวัดชลบุรี แห่งนี้ มีผู้คนมากมายมาเยือนในแต่ละวันค่ะ เป็นสถานที่พักผ่อนที่มีทิวทัศน์สวยงาม ชาวศรีราชามักใช้พื้นที่นี้จัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไหว้พระขอพรช่วงเทศกาลปีใหม่ตรุษจีน ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีกองข้าว และลอยกระทง ต้องถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี เนื่องจากมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ระยะทางก็ไม่ไกล ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เลือกหลายแห่ง เช่น ชายหาดบางแสน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เกาะสีชัง และพัทยาค่ะ

ยิ่งในช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสาย บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ "วัดเกาะลอยศรีมหาราชา" แต่เดิมชื่อ "วัดเกาะลอย" เป็นวัดเก่าแก่มาเป็นเวลานับร้อยกว่าปี ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งอำเภอศรีราชา ประมาณ 700 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ส่วนด้านล่างของวัดนั้น เทศบาลได้จัดสร้างพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ขนาดความสูง 4 เมตร เป็นองค์หยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แกะสลักโดยช่างฝีมือจากพระราชวังจีน ประดิษฐานอยู่ในศาลาลักษณะเป็นเก๋งมังกรจีน 8 เหลี่ยม 48 เสา มีหลังคาลดหลั่นกัน 3 ชั้น ขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 20 เมตร เพดานภายในเก๋งมังกรจีนได้รับการออกแบบเขียนภาพมังกรแบบไทย โดยจิตรกรระดับชาติ พร้อมด้วยสาวก 2 องค์ ขนาดความสูง องค์ละ 2 เมตร และมีกระถางธูป ขนาด 80 เซนติเมตร ไว้เพื่อการกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

นอกจากนี้ "วัดเกาะลอยศรีมหาราชา" ยังมีพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในวิหาร นาม "หลวงพ่อทันใจ" ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน ประทานให้วัดเมื่อ พ.ศ.2473 พุทธลักษณะเป็น พระพุทธรูปขัดสมาธิ ปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน หน้าตักกว้าง 2 ศอกกำ (1.10เมตร) มีรอยพระพุทธบาทจำลอง และจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบๆเกาะ ให้เราอินไปกับบรรยากาศของท้องทะเลเมืองศรีราชาอย่างเต็มอิ่ม เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากต่างเดินทางมากราบไหว้สักการะขอพรจากหลวงพ่อทันใจ องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว และองค์เทพเจ้ากวนอู เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว

ด้านหน้าศาลา 8 เหลี่ยมของเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว มีปี่เซียะ (ผีชิ่ว) นั่งเฝ้าอยู่คู่หนึ่ง หันหน้าออกนอกทะเล ผู้ดูแลศาลเล่าให้เราฟังว่า...ปี่เซียะ หมายถึงสัตว์รูปร่างคล้ายสิงโต หรือเสือที่มีปีก โดยลักษณะเด่น คือส่วนหัวคล้ายสัตว์ในตระกูลแมว ร่างกายกำยำ และมักจะยาวกว่าปกติ ส่วนหลังมีปีก บนหัวมักมีเขาเดียว หรือเขาคู่ บางชนิดก็ไม่มีเขา ที่ใต้คางมีเครา หรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายถุง ชาวจีนโบราณเล่ากันว่า ในต้นราชวงศ์ "ชิง" (ราชวงศ์แมนจู) ยุคเฉียนหลงฮ่องเต้ ครั้งยังเป็นราชทายาท เรียกว่าองค์ชายสี่ ขณะที่ตามองค์ฮ่องเต้เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ เกิดพลัดหลงกับขบวนของฮ่องเต้ ไปพบนักพรตท่านหนึ่ง ท่านได้นำปี่เซียะมาถวาย โดยกำชับว่าให้หมั่นดูแลทะนุถนอม ปี่เซียะจะคุ้มครองปกป้องภัย และส่งพลังให้ขึ้นสู่บัลลังก์ ซึ่งองค์ชายสี่ ก็ปฏิบัติตาม จนได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงพระราชทานยศตำแหน่งแก่ปี่เซียะว่าเทียนลู่ (บารมีแห่งสวรรค์) และอยู่คู่เฉียนหลงฮ่องเต้ ตลอดรัชสมัย 60 ปีที่ครองราชย์ ซึ่งนับว่าเป็นการขึ้นครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ชาวจีนจึงนับถือปีเซียะตั้งแต่นั้นมา

ปี่เซียะ เป็นมังกรตัวที่ 9 ลูกสุดท้อง ประจำยุค 8 (พ.ศ.2547- 2566) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ขึ้นอยู่กับสถานที่พบเห็น เช่น กวางสวรรค์ ถ้าอยู่บนโลกมนุษย์ คนแต้จิ๋วเรียกว่า ผีซิ่ว ถ้าอยู่บนสวรรค์ คนกวางตุ้ง เรียกว่า เพเย้า ส่วนชื่ออื่นคือ เถาปก ผูปอ ถ้าพบอยู่ในมหาสมุทร เรียกว่า พีแคน สัตว์ที่มีญาณวิเศษตามตำนานของจีนตนนี้มีรูปร่างของสัตว์ 5 ชนิด คือ สิงโต มังกร กวาง แมว นก ประกอบเข้าด้วยกัน ส่วนหัวคล้ายพญามังกร (หลง) ราชาแห่งสัตว์ที่ทรงอำนาจที่สุดในสวรรค์ กรงเล็บสี่เท้าสิงโต (ซือจื่อ) ราชาแห่งสัตว์บนพื้นพิภพ ทรงพลังปราบสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง และเป็นพาหนะของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี มีปีกดุจพญาอินทรี (อิง) ราชาแห่งสัตว์บนท้องฟ้า แข็งแกร่ง กล้าหาญ โผบินได้ทุกที่ มีเขาเป็นกวาง (ลู่) เป็นสัตว์มงคล หมายถึงยศถาบรรดาศักดิ์ ตัวแทนแห่งความยั่งยืน ร่ำรวยพร้อมชื่อเสียง และมีหางเหมือน แมว เป็นสัตว์ตาทิพย์ มองเห็นที่มืดและสิ่งชั่วร้ายได้ หางสามารถขจัดปัดสิ่งชั่วร้าย ขณะเดียวกันก็กวาดโชคลาภเข้าบ้านด้วย ไม่มีรูทวาร เป็นพาหนะของเทพ จะกินเฉพาะเงินและทองเป็นอาหารเท่านั้น ประหนึ่ง "ทรัพย์มีแต่เข้า ไม่มีออก" นิสัยใจคอนั้นจะห้าวหาญ เปิดเผย ตรงไปตรงมา จงรักภักดี มีความซื่อสัตย์ และยังมีอานุภาพในทางกำจัดสิ่งชั่วร้าย รวมทั้งป้องกันคุณไสย มนต์ดำ และผีร้ายต่างๆอีกด้วย คนจีนสมัยก่อนจึงมักเขียนภาพ หรือตั้งประติมากรรมรูปปี่เซี๊ยะไว้ตามประตูบ้าน วัด และสุสานทั่วไป รวมถึงบนหลังคาพระราชวัง หรือพระตำหนักต่าง ๆ

ปี่เซียะ เป็นเครื่องรางที่เก่าแก่ และเป็นที่รู้จักกันมาแล้วกว่า 5,000 ปี จึงเป็นวัตถุมงคลยอดนิยม ได้รับความเชื่อถือ ผู้ดูแลศาลบอกว่า การขอพรหรือบูชา ให้หมั่นลูบส่วนหัว ทำให้บารมีดี ปัญญาผ่องใส ลูบ ท้องจะเกิดความสมบูรณ์พูนสุข ลูบหลังทำให้มีโชควาสนา ลูบบั้นท้ายมีทรัพย์มาก นอกจากนี้ชาวจีนยังเชื่อว่า ปี่เซียะ เป็นสัตว์มงคลที่ช่วยปัดเป่าความโชคร้าย ใครเคยไปเที่ยวพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามในเมืองปักกิ่ง คงเคยเห็น ปี่เซียะ นั่งเรียงแถวเป็นตัวที่ 5 อยู่บนหลังคาของพระตำหนักไท่เหอ สำหรับขุนนางหรือคหบดีมีอันจะกิน มักนิยมตั้ง ปี่เซียะ ไว้หน้าประตูบ้าน ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนเป็นสิงห์โต เมื่ออิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาสู่ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ชิง

ในตำราสมัยฮั่นและถัง ต่างเขียนถึงปี่เซียะว่า เป็นสัตว์มงคลที่สามารถขจัดความชั่วร้าย ซึ่งพบมากในสถาปัตยกรรมสมัยฮั่น (ก่อน ค.ศ.206-220) เว่ย (ค.ศ.220-280) จนถึงราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ.420-589) และในปัจจุบันกลายเป็นตราสัญลักษณ์ของหนันจิง เมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ อย่างไรก็ตาม ในจดหมายเหตุสมัยฮั่นได้ระบุว่า ผีซิ่วเป็นรูปลักษณ์ของสัตว์มงคลที่ชาวจีนได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย ทั้งนี้เนื่องด้วยผีซิ่วเป็นเสียงเรียกทับศัพท์ของคำว่า "Parthia" ซึ่งเป็นชื่อของราชวงศ์หนึ่งในสมัยอาณาจักรเปอร์เซีย หมายถึงสัตว์มงคลชนิดหนึ่งที่มีปีก นอกจากนั้นในภาคที่ว่าด้วยดินแดนทางประจิมทิศ มีข้อความที่พูดถึงผีซิ่ว ระบุไว้ว่า ในแคว้นหลี แถบเขาอูเกอซานนั้น มีสัตว์ตระกูลนี้ปรากฏอยู่ แต่ลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อยนั่น คือหากมีเขาเดียว เรียกว่า " เทียนลู่ " หมายถึง กวางสวรรค์ หากมีสองเขาเรียกว่า "ปี่เซียะ" หรือ "ผีซิ่ว" โดยคำว่า "ปี่" หรือ "ผี" นั้น แปลว่า ปิด เร้นลับ หลบซ่อน คำว่า "ปี่เซียะ" หรือ "ซิ่ว" คืออาถรรพณ์ สิ่งไม่ดี คุณไสย ภูติปีศาจ คำว่า ปี่เซี๊ยะ หรือ ผี่ชิว จึงแปลได้ว่า ขจัดอาถรรพณ์ต่างๆ คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อจีนกลาง คือ ปี่เซียะ

ปี่เซียะ ตัวผู้ ก้าวขาซ้าย มีลักษณะตัวเล็ก และเพรียว เขาสั้น เพราะตัวผู้มีหน้าที่หาทรัพย์ จึงต้องมีลักษณะปราดเปรียวว่องไว จึงจะหาทรัพย์ได้มาก ปี่เซียะตัวเมีย ก้าวขาขวา มีลักษณะตัวอวบใหญ่ เพราะตัวเมียมีหน้าที่ให้กำเนิดบุตร และเฝ้าทรัพย์ จึงต้องมีรูปร่างที่ใหญ่ เขายาวน่าเกรงขามเพื่อพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่งอีกด้วย ในการบูชาปี่เซี๊ยะ จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ "บูชาแบบเดี่ยว" และ "บูชาเป็นคู่" ลักษณะของปี่เซียะที่บูชาเดี่ยว ตามตำราโบราณกล่าวว่า ปี่เซียะที่ถูกต้องตามลักษณะนั้น จะต้องมีลักษณะ 9 ประการ คือ 1. อ้าปาก (รับทรัพย์) 2. หางยาว (กวักโชคลาภ) 3. ยกหัว (ข่มศัตรู) 4. เท้าตะปบเงิน (รักษาทรัพย์) 5. ก้าวขา (ก้าวหน้า) 6. ลิ้นยาว (ตวัดโชคลาภเงินทอง) 7. องอาจ (น่าเกรงขาม) 8. ไม่มีรูทวาร (ทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก) 9. บั้นท้ายใหญ่ (เก็บทรัพย์ได้มาก)

ส่วนปี่เซี๊ยะที่บูชาเป็นคู่ จะมีลักษณะที่เป็นมงคลของปี่เซียะไว้ 12 ประการ คือ1. หน้าดุ เขี้ยวแหลม หมายถึง การป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆไม่ให้มาแผ้วพานต่อทรัพย์สินของผู้ที่มีไว้บูชา 2. ตัวคล้ายกวาง (ส่วนหลัง) หมายถึง ความแคล่วคล่อง ว่องไว เจริญรุ่งเรือง มีคุณธรรม3. เท้าเหมือนราชสีห์ ก้าวไปข้างหน้าอย่างองอาจ หมายถึง ความมีอำนาจ หนักแน่น มั่นคง 4. กำยำล่ำสัน หมายถึง ความมีสุขภาพแข็งแรง ทรงพลัง 5. ตามองฟ้า หมายถึง มองการณ์ไกล มุ่งมั่น ที่จะไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความกระตือรือร้นในการทำมาหากิน 6. ปีกสองข้าง หมายถึง ความสง่างาม มีเสน่ห์ โดดเด่นกว่าผู้อื่น 7. เขาลักษณะงอเป็นตาขอ หมายถึง ความน่าเกรงขาม 8. เคราสองข้าง หมายถึง อายุยืน 9. หูสองข้างกลมปลายเรียว หมายถึง ความหนักแน่นไม่หูเบา ไม่หวั่นไหวต่อการนินทาว่าร้าย 10. หางพวงเหมือนหางแมว หมายถึง ความอ่อนโยน มีเสน่ห์ สามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ 11. เอวคอด สะโพกใหญ่ หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความร่ำรวย 12. ยืนย่อตัวเล็กน้อย หมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่เย่อหยิ่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่พร้อมจะโลดแล่นไปข้างหน้า เพื่อที่จะทะยานสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

การนำเทพปี่เซียะไปบูชา วันแรกควรปฏิบัติดังนี้ ไหว้พระพุทธรูปในบ้าน บอกกล่าวว่าจะนำเทพปี่เซียะเข้ามาบูชา เพื่อเรียกโชคลาภ ดูแลทรัพย์สิน ไหว้พระภูมิเจ้าที่ หรือ ตี่จู๋เอี๊ย บอกกล่าวว่า จะนำเทพปี่เซียะเข้ามาบูชาเพื่อเรียกโชคลาภ ดูแลทรัพย์สิน จุดธูปกลางแจ้ง 7 ดอก บอกกล่าวเทพปี่เซียะ อัญเชิญให้มาอยู่ในเคหะสถานของเรา ช่วยเรียกโชคลาภ ทรัพย์สิน เงินทอง ขอให้มีอำนาจบารมี เป็นที่เคารพยำเกรง และมีเสน่ห์ เป็นที่เมตตา เอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่ ให้อำนวยความสะดวกราบรื่นในหน้าที่การงาน ครอบครัวมีความสมบูรณ์พูนสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ พ้นจากสิ่งไม่ดีทั้งปวง เมื่อนำเทพปี่เซียะตั้งในตำแหน่งที่เป็นมงคล และไหว้ด้วยส้ม 4 ผล กลางคืนผู้บูชาสวดมนต์ (บทที่สวดได้) หน้าพระพุทธรูป นั่งสมาธิ (ทำจิตให้สงบ) ทำติดต่อกัน 3 คืน หลังจากนั้นไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ และปล่อยสัตว์ บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถตามโรงพยาบาลตามแต่โอกาส อานิสงส์ของการบูชากล่าวโดยสรุปแล้วความเชื่อในการบูชาปี่เซียะ มีดังนี้1. ทรัพย์มีแต่เข้า ไม่มีออก 2. ขจัดอาถรรพณ์ กำจัดปีศาจ และป้องกันสิ่งชั่วร้าย 3. การค้าก้าวหน้า ธุรกิจร่ำรวย รายได้ดี 4. โชคดี มีโชคลาภ เงินทอง 5. สุขภาพร่างกายแข็งแรง 6. นำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียง 7. ครอบครัวมีแต่ความสุข 8. รุ่งเรืองในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการเสี่ยงโชค และค้าขาย...ว่ากันว่า ปี่เซียะ เป็นสัตว์มงคลที่ได้รับความเคารพเยี่ยงเทพองค์หนึ่งเช่นกัน และเป็นของเฉพาะบุคคล (ผู้บูชา) เท่านั้น ดังนั้น เมื่อบูชาแล้วห้ามยกให้ใครเป็นอันขาด