ยลของดีวังหน้า ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ชมการแสดงโขนละครนอก ดนตรีสากลทั้งปี ที่โรงละครแห่งชาติ
รายงานพิเศษ

งานใหญ่สำคัญของกรมศิลปากร คือโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัตนโกสินทร์ (วังหน้า) เป็นการสืบทอดรูปแบบประเพณีการปกครองมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการตั้งตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล คือตำแหน่งอุปราช ขึ้นมาเพื่อช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมือง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนา เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช พระเจ้าน้องยาเธอ ขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี และโปรดฯให้สร้างพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้น พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์บริการการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร

โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มีพื้นที่ขอบเขตโครงการอยู่ในเขตพระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ฟากตะวันตกของสนามหลวง ปรากฏอาคารสิ่งก่อสร้างสำคัญ คือพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หมู่พระวิมาน พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) สถานที่ราชการมีบางแห่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ และสำนักการสังคีต ใช้ประโยชน์ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จะดำเนินการศึกษาในเขตพื้นที่วังทั้งหมด และดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาครอบคลุมพื้นที่ เฉพาะในส่วนที่อยู่ภายใต้สังกัดของกรมศิลปากร

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ภายหลังจาก สมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทิวงคต พระราชวังแห่งนี้ว่างลง จึงโปรดเกล้าฯให้มิวเซียมหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง มาตั้งแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เมื่อพ.ศ.2430

เมื่อพ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมด ให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร และได้จัดพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ให้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลาจารึกคัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่า หอพระสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯทรงเปิด เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากร เมื่อพ.ศ.2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร สังกัดกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อพ.ศ.2477

พ.ศ.2510 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เร่งสร้างอาคารสำหรับจัดแสดงเพิ่มเติมอีกสองหลังอยู่ทางด้านทิศเหนือ และทิศใต้ของหมู่พระวิมาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯทรงเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 25พฤษภาคม 2510 อาคารทั้งสองหลังนี้ตั้งชื่อคล้องจองกันว่า อาคารมหาสุรสิงหนาท ตามพระนามของ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้ก่อตั้งพระราชวังแห่งนี้

มัณฑนา ยุบล เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงานเป็นผู้นำประชาชนเข้าชมภายในตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกล่าวว่า ตำหนักแดงแห่งนี้สร้างขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เพื่อพระราชทานเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางพระองค์น้อยในพระองค์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรื้อพระตำหนักฝ่ายในภายในเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อเปลี่ยนเป็นตำหนักตึกทั้งหมด โปรดฯให้รื้อตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิม เพื่อเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โดยตำหนักแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นที่ประทับ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา ฯลฯ ปัจจุบันตำหนักส่วนนี้ได้ถูกรื้อไปปลูกเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี ส่วนที่สอง เป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

หลังจากได้ย้ายตำหนักแดงมาปลูกไว้บริเวณด้านหลังของหมู่พระวิมานแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปตำหนักแดงอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก ดังนั้น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อปฏิสังขรณ์ตำหนักให้คืนสู่สภาพดังเดิม หลังจากนั้น กรมศิลปากรได้ทำการย้ายตำหนักแดงจากที่ตั้งเดิมมาตั้งอยู่บริเวณหลังพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน ปัจจุบัน ตำหนักแดงเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครใช้จัดแสดงสิ่งของส่วนพระองค์ของ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชชนนี และสิ่งของเครื่องใช้ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมถึงพระแท่นบรรทมนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งทีมงานสมเด็จพระศรีสุริโยทัยเคยบันทึกภาพที่ห้องนี้หลายครั้งเนื่องจากถ่ายภาพไม่ติด ต้องจุดธูปขอพระราชทานมีพระบรมราชานุญาต จึงได้ภาพในเวลาต่อมา

ในช่วงงานเปิดบ้านศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่มีการจัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 150 ปีวันประสูติ และครบ 50 ปีบุคคลสำคัญของโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่แรกตั้งกระทรวง เมื่อพ.ศ.2435 ตลอดรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องไปถึงปีแรกๆของสมัย รัชกาลที่ 6 เพื่อแสดงถึงพระประวัติ การดำรงชีวิตไว้ในคุณธรรมและผลงานที่หลากหลาย และบำบัดทุกข์บำรุงสุขของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพในบทบาทที่เกี่ยวข้อง

ในสมัย รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ยกเลิกระเบียบการปกครองแบบจตุสดมภ์ (เวียง วัง คลัง นา) เปลี่ยนเป็นระบบกระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 จัดสรรอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละกระทรวงให้เป็นสัดส่วนขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในภาวะความเร่งด่วนของชาติ "ด้วยต่างประเทศกำลังตั้งท่าจะรุกเมืองไทยอยู่แล้ว ถ้าเราประมาทไม่จัดการปกครองบ้านเมืองให้เรียบร้อย ปล่อยให้หละหลวมอย่างเช่นเป็นอยู่ช้าไป เห็นจะมีภัยแก่บ้านเมือง บางทีอาจถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทยก็เป็นได้ ถ้าบ้านเมืองเสียอิสรภาพแล้ว กระทรวงธรรมการจะอยู่ได้หรือ การรักษาพระราชอาณาเขตด้วยการจัดการการปกครองหัวเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงเป็นการสำคัญกว่ามาก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รับสนองพระบรมราชโองการ และทรงริเริ่มการจัดการปกครองแบบใหม่เรียกว่า เทศาภิบาล"

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นงานใหญ่ และงานสำคัญอย่างยิ่งของบ้านเมือง ทรงเป็นกำลังสำคัญในการบริหารประเทศหลายด้าน ทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างสูง ผลงานด้านต่างๆของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงเป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนในทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงออกตรวจราชการตามผังเมืองอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดเวลาที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยต่างจากในอดีตที่เสนาบดีออกตรวจราชการหัวเมือง ในงานที่มีเหตุการณ์สำคัญ

"การเป็นผู้นำนั้นต้องให้รองเท้าขาดก่อนกางเกง คือต้องออกตรวจตราจนรองเท้าขาด ไม่ใช่นั่งเก้าอี้จนกางเกงขาด เพราะหลักโบราณก็มีอยู่ว่า จงคิด จงสั่ง จงตรวจ...."

ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสนุก เป็นหนุ่มสาวก็หลงสุข ค่ำเช้า กลางคืนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่กันนอ ตกแก่จึงรู้เค้า ว่าล้วนอนิจจัง...คือข้อคิดที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้ไว้เป็นปรัศนีย์

"เจ้าคุณอำนาจอยู่ที่ราษฎรเชื่อถือ ไม่ใช่อยู่ที่พระแสงราชศัสตรา จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเจ้าคุณทำให้ราษฎรเชื่อถือ ด้วยความศรัทธาแล้ว ไม่มีใครถอดเจ้าคุณได้แม้ในหลวง เพราะท่านก็ทรงปรารถนาให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขเช่นเดียวกัน" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นปีที่ครบ 150 ปีวันประสูติ และครบรอบ 50 ปี ที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ถวายพระเกียรติให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกคนแรกของเมืองไทย

สหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากรให้ข้อมูลสื่อมวลชนในการจัดแสดงประจำปี 2556 ดนตรี โขน ละคร กรมศิลปากรสืบวัฒนธรรมจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติทั้ง3แห่ง คือ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ โรงละครแห่งชาติ ภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงละครแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลรับผิดชอบของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีหน้าที่หลักในการอนุรักษ์พัฒนาส่งเสริมสร้างสรรค์และเผยแพร่งานด้านนาฏศิลป์ ดนตรีให้กว้างขวางสู่สายตาประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ จึงเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับบรรดามิตรประเทศอันเป็นรากฐานที่จะทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศกระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โรงละครแห่งชาติ เป็นสถานที่สำคัญซึ่งเกิดจากแนวพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ศิลปิน โขน ละคร ฟ้อนรำ และนักดนตรี จะต้องมีการแสดงออกซึ่งศิลปะให้เข้าถึงผู้ดูและผู้ฟัง ศิลปินจำเป็นต้องมีสถานที่แสดงหรือโรงมหรสพ โรงละครแห่งชาติเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2508 โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีไทย ซึ่งนับเป็นปฐมฤกษ์ของการดำเนินกิจการโรงละครแห่งชาติแต่นั้นมาจวบจนปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลากว่า 47 ปี ที่โรงละครแห่งชาติ ได้ทำหน้าที่สนองตามแนวพระราชดำริแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

การแสดงโขน-ละครตลอดทั้งปี 2556 การจัดการแสดง การบรรเลง ณ โรงละครแห่งชาติ มีหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย การแสดงโขน ละคร เรียกว่า การแสดงเข้ารอบ การบรรเลงดนตรีไทย เรียกว่า รายการดนตรีไทยไร้รส หรือการบรรเลงดนตรีสากล เรียกว่า รายการศิลปากรคอนเสิร์ต การแสดงโขน 2 ชุด และการแสดงละคร 2 เรื่อง เรื่องละ 3 เดือน จัดแสดงวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 1 และ 2 ของเดือน เวลา 14.00 น. ดังนี้

1. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญสมร จัดแสดงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม

2. ละครนอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนเพลงปี่พิศวาส และเพลงปี่พิฆาต จัดแสดงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน

3. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกอินทรชิต จัดแสดงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

4. ละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก จัดแสดงเดือนตุลาคม-เดือนธันวาคม

การแสดงดนตรีสากล จัดแสดงทุกวันเสาร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน การแสดงดนตรีไทย จัดแสดงทุกวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน

การแสดงวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร รูปแบบการแสดงของวงดุริยางค์สากล ในแต่ละเดือนจะสลับสับเปลี่ยนกันไป โดยที่บางเดือนจะบรรเลงบทเพลง Classic อาทิ เพลงประเภท Symphony Concerto หรือ Overture ที่เป็นมาตรฐานในแนว Serious Music เพื่อพัฒนาทักษะการบรรเลงของบุคลากรในกลุ่ม ตลอดจนให้ผู้ฟังได้รับฟัง รับชมการแสดงที่แปลกใหม่บ้าง บางเดือนจะเป็นเพลงประเภท Classic ที่เบาๆ ฟังง่ายๆ ที่คุ้นหู เช่น เพลงประเภท Light Music และ Popular Music หรือเพลงสมัยนิยม นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอบทเพลงประเภทเพลงไทยประสานเสียง ที่ได้นำทำนองเพลงไทยเดิมมาเรียบเรียงสำหรับการบรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากล และกลุ่มดุริยางค์สากลได้มีการประสานเพื่อเชิญผู้อำนวยเพลง และนักดนตรีรับเชิญที่มีชื่อเสียง เข้าร่วมการแสดงกับวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร

การแสดงดนตรีสากลวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร การแสดงรายการศิลปากรคอนเสิร์ต ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ตรงกับวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ จะมีการเชิญผู้อำนวยเพลงจากประเทศสิงคโปร์ ร่วมอำนวยเพลงกับวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร

การแสดงรายการศิลปากรคอนเสิร์ต ประจำเดือนมีนาคม 2556 ตรงกับวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม ศิลปากรคอนเสิร์ต ชุด "ฟังเพลงสบายคลายร้อน" อำนวยเพลงโดย สุวรรณ มโนษร รายการแสดงในครั้งนี้ เป็นการบรรเลงและขับร้องบทเพลงประเภทคลาสสิค ประกอบด้วยเพลงบรรเลง Finlandia , Symphony From the New World เพลงขับร้อง Serenade Schubert เพลงไทยประสานเสียงสำเนียงเหนือ เช่น ล่องแม่ปิง เพลงไทยสากล อาทิ มนต์รักฤดูร้อน ฯลฯ

การบรรเลง-ขับร้อง วงดุริยางค์ไทย วงดุริยางค์ไทยได้จัดการบรรเลง-ขับร้อง ในชื่อ "รายการดนตรีไทยไร้รส หรือซึ่งมีรูปแบบการบรรเลง-ขับร้องที่เน้นดนตรีเป็นหลัก โดยมีการแสดงเป็นส่วนประกอบ จัดสลับหมุนเวียนในรอบปี มีจำนวน 4 ชุด โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ได้แก่ ชุดหลากลีลานาฏ-ดนตรี ชุดขับขานวรรณคดี ชุดธรรมะบันเทิง และชุดดนตรีไทยพรรณนา การแสดงไตรมาสแรก ตรงกับวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม เวลา 17.00 น. เป็นการบรรเลง-ขับร้อง ชุดดนตรีไทยพรรณนา ออกแบบรายการโดย ปี๊บ คงลายทอง ดุริยางคศิลปินอาวุโส หัวหน้ากลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร รายการประกอบด้วย 1. โหมโรงแปดบท ออกสะบัดสะบิ้ง 2. การบรรเลง- ขับร้อง วงมโหรีโบราณ 3. การบรรเลง-ขับร้อง วงเครื่องสายผสมเปียโน เพลงโสมส่องแสง 4. เดี่ยวขลุ่ย เพลงพญาโศก โดย สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์ 5. การบรรเลง-ขับร้อง วงเครื่องสายปี่ชวา เพลงเทพนิมิต 3 ชั้น ออกเพลงชุดกราวนอกภาษา เป็นทางของพระยาประสานที่ได้ถ่ายทอดให้คุณหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูริยชีวิน)

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด และสำรองที่นั่งได้ที่ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0-2225-9097 0-2224-1342

ทั้งหมดนี้ คือสาระและบันเทิงที่กรมศิลปากรมอบให้กับคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่หลงใหล และต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งเพื่อภาคภูมิใจรากเหง้าความเป็นไทยอย่างแท้จริง ท่ามกลางวัฒนธรรมนานาชาติไร้พรมแดน...