เสาหลักราชสกุล มหิดล

150 ปี ศรีสวรินทิรา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงตัดสินพระทัยที่จะศึกษาทางด้านการแพทย์ เนื่องจากครั้งหนึ่งเสด็จไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล และทรงสลดพระทัยกับภาพที่ทรงเห็นว่า การแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยยังอยู่ในสภาพล้าหลัง ทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทรงได้รับประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ จากโรงเรียนสาธารณสุข สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ทท์ ต่อมาทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฎ เกิดในครอบครัวสามัญชน ประกอบอาชีพช่างทอง เป็นบุตรีคนที่ 3 ของ พ่อชู และแม่คำ บ้านเดิมอยู่ที่ชุมชนหลังวัดอนงคาราม ย่านธนบุรี เมื่ออายุ 8 ปี ได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ (สมเด็จพระพี่นางเธอในเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์) นางสาวสังวาลได้เลือกเรียนในโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช โดยเป็นนักเรียนทุน ได้รับค่าใช้จ่ายเดือนละ 15 บาท เมื่อศึกษาได้ 3 ปี จึงเข้าทำงานในโรงพยาบาลเพียงปีเดียว ก็ได้รับเลือกให้รับทุนของ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

ที่สถานีรถไฟเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ นางสาวสังวาลย์ ได้พบกับราชนิกูลหนุ่มที่ทรงรอรับคณะนักเรียนไทยเป็นครั้งแรก เมื่อทรงพบนางสาวสังวาลย์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ก็ทรงประทับพระทัยในหญิงสาวทันที ต่อมาทั้งสองพระองค์ได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ณ วังสระปทุม หลังจากนั้น หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ได้ตามเสด็จไปประพาสเมืองต่างๆในยุโรป ก่อนกลับไปที่สหรัฐอเมริกา และเรียนต่อในหลักสูตรเตรียมพยาบาล ที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน

สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี กับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ นับว่าทรงเป็นพระมารดาและพระโอรสที่รักใคร่ใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง แม้พระโอรสจะเสด็จไปทรงศึกษาต่อในต่างประเทศ และต้องทรงไปใช้พระชนม์ชีพในต่างแดนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ทรงมีพระหัตถเลขาถึงกันตลอดเวลา ถ้อยความที่ทรงเขียนถึงกันบ่งบอกถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้ง ขณะที่พระโอรสจะทรงขอพระวินิจฉัยจากพระมารดาในเรื่องต่างๆ พระมารดาก็ทรงไว้วางพระทัยในการตัดสินพระทัยของพระโอรส โดยมิเคยทรงบังคับหรือฝืนพระทัย แม้แต่การเลือกพระชายา ซี่งไม่ทรงเห็นว่าความแตกต่างในด้านฐานันดรศักดิ์ จะมีความสำคัญเท่ากับความรักและความพอพระทัยของพระโอรส

กลับทรงปลาบปลื้มทุกครั้งที่ได้รับทราบจากโทรเลขที่พระโอรสส่งมาถึง เพื่อแจ้งให้ทราบว่าถึงพระประสูติกาลของพระนัดดาทุกพระองค์ นับจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระนัดดาพระองค์แรก ประสูติที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประสูติที่เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประสูติที่โรงพยาบาลเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

ภายหลังจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์ เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย พร้อม สมเด็จพระราชชนนี พระธิดา พระโอรส ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2471 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชหฤทัยที่เป็นสุขยิ่ง เป็นความเกษมสำราญที่หาได้ยากยิ่งสำหรับพระองค์ วังสระปทุมที่เคยเงียบเหงากลับมีชีวิตชีวาอีกวาระ

ความสุขอันแสนสั้นได้โบยบินจากไปสำหรับครอบครัวมหิดล เมื่อ สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงพระประชวรหลังจากเสด็จกลับจากการทรงงานแพทย์ที่เชียงใหม่ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2472 พระอาการทรุดหนัก ในวันที่ 24 กันยายน สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จมาทอดพระเนตรพระอาการด้วยพระพักตร์สงบ แม้จะตกพระทัย ทรงประทับอยู่ใกล้พระแท่น และทรงส่งเสด็จพระโอรสสู่สวรรคาลัยด้วยพระทัยอันโศกสลด

เมื่อ สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จสวรรคต สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงวางพระราชหฤทัยให้หน้าที่ในการอภิบาลพระนัดดาอยู่ภายใต้การดูแลของหม่อมสังวาลย์ แต่เพียงพระองค์เดียว

แต่ทรงมีความห่วงใยพระสุณิสาและพระนัดดาตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราช เป็นประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สถานการณ์บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เจ้านายเชื้อพระวงศ์พากันได้รับความลำบาก สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จึงโปรดเกล้าฯให้พระสุณิสาและพระนัดดาทุกพระองค์ เสด็จไปประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ระยะแรกครอบครัวมหิดลเข้าพักที่แฟลต เลขที่ 16 ถนนทิสโซต์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกลางเมือง แต่ยังเงียบสงบ แฟลตชุดนี้อยู่ชั้นล่าง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะทำเสียงรบกวนผู้อาศัยคนอื่น และยังมีเฉลียงยาวให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เป็นที่พักผ่อนในวันอากาศดี ต่อมาจึงย้ายไปอยู่ที่วิลล่าวัฒนา เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นครองราชย์ เป็นบ้านเช่ารายปี ตั้งอยู่ที่เมืองปุยยี ไม่ไกลจากเมืองโลซานน์ เป็นบ้าน 3 ชั้น มีใต้ถุน ซึ่งพระมารดาจัดให้พระโอรสใช้เป็นโรงช่างไม้ วิลล่าวัฒนายังมีสวนรอบๆ ปลูกต้นแอปเปิ้ล แพร์ และพีช

ระหว่างประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ พระองค์หญิงทรงทำหน้าที่แทนพระมารดา ให้พระอนุชาทั้งสองเขียนไปรษณียบัตรถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ

พ.ศ.2477 อันเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของราชสกุลมหิดล พระราชมารดาผู้อภิบาลพระราชธิดา และพระราชโอรสมาเพียงลำพังตั้งแต่พระราชสวามีเสด็จสวรรคต เมื่อทรงมีพระชนมายุ 29 พรรษา มิเคยคาดคิดว่าพระราชโอรสถึง 2 พระองค์จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงมีความกังวลพระทัยด้วยความเป็นห่วงพระนัดดา แต่เพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมือง จึงทรงมีส่วนในการตัดสินพระทัยยอมให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระราชนัดดาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นยุวกษัตริย์ ขณะมีพระชนมายุ 9 พรรษา

พระราชหัตถเลขาที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีถึง สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กราบบังคมทูลเล่าถึงการที่เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เข้าเฝ้าฯ เพื่ออัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 8 ถึงกับทรงชมพระสุณิสาว่า

"ฉลาดเป็นอัศจรรย์ ใจเย็น พูดโต้ตอบงดงามอย่างน่าพิศวงกับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ บุญของฉันมาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ที่เลิศ ไม่มีใครจะมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี้ปลื้มใจด้วย เศร้าใจด้วย จนน้ำตาไหล"