ขนมไหว้มงคลเทศกาลตรุษจีน

โน้ตบุ๊ค

เทศกาลแห่งความสุขของไทยเพิ่งผ่านไปไม่นาน เทศกาลปีใหม่ของจีนกำลังก้าวเข้ามา ทำให้ "บันนี่" อดนึกถึงความสุขในวัยเด็กที่รอคอยซองแดง "อั่งเปา" หรือ "แต๊ะเอีย" จากผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่ว่าก่อนจะถึงวันไหว้นี่ซิ! "บันนี่" กับพี่ๆน้องๆก็ต้องเหนื่อยกันไม่น้อยด้วยการช่วยคุณแม่ทำขนมเทียน ทุกปีปีละหลายร้อยห่อส่งไปให้ป้าๆ น้าๆ ทุกบ้านเพื่อนำไปไหว้บรรพบุรุษ แล้วค่อยแจกจ่ายแก่ลูกหลานต่อไป ในขณะเดียวกัน ป้าอีกคนหนึ่งก็จะนึ่งขนมเข่งหลายร้อยเข่งมาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งกลายเป็นประเพณีของครอบครัวมาจนถึงทุกวันนี้

ตรุษจีนปีนี้ "บันนี่" ขอนำเรื่องราวของขนมไหว้ในเทศกาลตรุษจีนมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

ดังที่ทราบกันแล้วว่าประเพณีวันตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่จีน เป็นประเพณีที่สืบทอดจากปฏิทินตามจันทรคติของจีน คือขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 สำหรับวันไหว้จะทำในวันสิ้นปี เริ่มจาก "ไหว้เจ้าที่" ในช่วงเช้า ด้วยชุดซาแซ คือ หมู เป็ด ไก่ และขนมถ้วยฟู ผลไม้ อาทิ ส้มสีทอง องุ่น แอปเปิ้ล พร้อมกระดาษเงิน กระดาษทอง ต่อด้วยการ "ไหว้บรรพบุรุษ" ในช่วงสาย โดยมีเครื่องไหว้ประกอบด้วยชุดซาแซ อาคารคาว หวาน ที่มีความหมายมงคล อาทิ ไก่ หมายถึง ความสง่างาม เป็ด หมายถึง สิ่งที่บริสุทธิ์ หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ปลาและปลาหมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ กล้วย หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา แอปเปิ้ล หมายถึง ความสันติสุข สาลี่ หมายถึง โชคลาภ มาถึงองุ่น หมายถึง ความเพิ่มพูน และส้มสีทอง หมายถึง ความสวัสดีมหามงคล

ลองมาดูความสำคัญของมงคลของขนมไหว้กันบ้าง มีขนมเข่ง หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์ ขนมถ้วยฟูและขนมสาลี่ หมายถึง ความเพิ่มพูน ขนมไข่ หมายถึง เพื่อให้เจริญเติบโต และขนมเทียน หมายถึง ความสว่างรุ่งเรือง

ขนมเข่งนั้นเป็นขนมที่ชาวจีนใช้ในการไหว้ในประเพณีตรุษจีนมานาน โดยมีเกร็ดเล่าต่อกันมาว่า ก่อนถึงวันตรุษจีนประมาณ 7 วัน บรรดาเทพเจ้าจีนที่คอยปกปักรักษาและคุ้มครองผู้คนในโลกมนุษย์นั้น จะพากันขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อรายงานความดีความชั่วของมนุษย์ให้แก่เง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้เป็นเจ้าสวรรค์ได้ทราบ บรรดามนุษย์ผู้ทำความชั่วกลัวว่าตอนเองจะถูกสวรรค์ลงโทษเลยคิดทำขนมเข่งขึ้นมา แล้วนำไปตั้งไหว้บรรดาเทพเจ้าจีน ด้วยความเหนียวและแข็ง เมื่อเทพเจ้ากินแล้ว จึงทำให้ปากเหนียว พูดไม่ได้ ไม่ได้รายงานต่อเจ้าสวรรค์ ไม่ว่าจะมีที่มาที่ถูกต้องอย่างไรก็ตาม ขนมเข่งก็ยังคงเป็นขนมไฮไลท์ของตรุษจีนมาจนถึงปัจจุบันและก็กลายเป็นขนมมงคลอย่างหนึ่งไปแล้วเสียด้วย

ส่วนขนมเทียน ไม่ใช่ขนมของชาวจีนดั้งเดิม แต่ปรับปรุงมาจากชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งคล้ายขนมโมจิของญี่ปุ่นและเวียดนาม พอมาถึงประเทศไทย จึงดัดแปลงจากขนมใส่ไส้ของเราโดยเปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิเป็นแป้งข้าวเหนียว โดยใช้รูปลักษณ์เป็นกรวยที่มีลักษณะคล้ายเจดีย์ จึงเป็นขนมมงคลอีกชนิดหนึ่ง

ที่ "บันนี่" เคยเห็นและช่วยคุณแม่มาตั้งแต่เด็กนั้น มีการเตรียมการนานถึง 3-4 วัน เริ่มจากการตัดใบตองจากต้นกล้วยในสวนหลังบ้านมาเช็ดทำความสะอาด ผึ่งแดดให้นิ่ม แล้วนำมาเจียนป็นวงกลม 2 ขนาด เพื่อทำเป็นชั้นนอกและชั้นใน วันต่อมา คุณแม่เริ่มทำไส้ถั่ว ซึ่งเราเรียกว่า "ไส้เค็ม" แล้วจึงทำไส้มะพร้าว ที่บ้านเราเรียก "ไส้หวาน" แต่ลูกหลานส่วนใหญ่ชอบรับประทานไส้เค็มมากกว่า คุณแม่แช่ถั่วซีกค้างคืนให้พองตัวเต็มที่แล้วนำไปนึ่ง ทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำไปโขลกให้ละเอียด พักไว้ จากนั้น นำกระเทียม (เล็กน้อย) และพริกไทยไปโขลก ละลายน้ำตาลแล้วนำทั้งหมดไปผัดกับน้ำมัน พอหอมแล้วใส่ถั่วที่โขลกแล้วลงไป ชิมรส เติมน้ำตาลตามชอบ และโรยด้วยหอมเจียว

ขั้นตอนต่อมาที่ลูกหลานต่างต้องเวียนมาช่วยกันออกแรง คือ การโม่แป้งที่คุณแม่แช่ข้าวเหนียวนานประมาณ 5-6 ชั่วโมงจนนิ่ม แล้วนำมาโม่ จากนั้นกรอกน้ำแป้งใส่ถุงผ้าแล้วทับน้ำให้แห้ง แล้วจึงนำมานวดผสมกับน้ำตาล ต่อมาก็นำไส้มาปั้นให้เป็นลูกกลมๆ นำแป้งที่นวดไว้แล้วมาคลี่เป็นแผ่น ห่อไส้แล้วใส่ในใบตองที่ทาน้ำมันไว้โดยทำเป็นกรวยก่อน แล้วจึงห่อให้แน่น นำไปนึ่งจนสุก เคล็ดลับในการรับประทานขนมเทียนสูตรของคุณแม่ "บันนี่" ให้อร่อย คือต้องทิ้งไว้ค้างคืนหนึ่งคืน แป้งจะเหนียวอร่อยกำลังดี ก็เหน็ดเหนื่อยกันขนาดนี้ เจ้าที่และบรรพบุรุษที่มองเห็นคงอดไม่ได้ที่จะให้พรอันเป็นมงคลแก่พวกเราทุกปีนะคะ

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ค่ะ!