งามวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งผ้าไหม

ที่นี่...รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบผ้าทอมือของไทย ผ้าที่ทอขึ้นจาก "ฝ้าย" หรือ "ไหม" เมื่อนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าสวมใส่แล้วจะเย็นสบาย การดูแลรักษาก็สะดวกกว่าในสมัยก่อนมาก เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนจังหวัดกาฬสินธุ์ "ถิ่นน้ำดำ" สิ่งแรกที่คิดถึงคือ "ผ้าไหมแพรวา" ได้ชื่อว่าเป็น ราชินีแห่งผ้าไหม ค่ะ

สถานีวิทยุตรีนิตี้เรดิโอ FM 98.75 MHz จัดกิจกรรมนำผู้ฟังรายการวิทยุ ท่องเที่ยวสัมผัสมรดกวัฒนธรรมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง โปรแกรม "เยือนถิ่นไดโนเสาร์ ไหว้พระธาตุฯ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์" การเดินทางนำโดย อาจารย์ปรัชญา ธัญญาดี และทีมงานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ 3 วัน 2 คืน

กาฬสินธุ์ ภูมิประเทศ เป็นภูเขาตามแนวเทือกเขาภูพาน และเนินเขาสลับป่าโปร่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า เคยเป็นที่อยู่อาศัยของ เผ่าละว้า มีความเจริญด้านอารยะธรรมมายาวนานกว่า 1,600 ปี ต่อมา ท้าวโสมพะมิตร นำไพร่พลหลบภัยมาตั้งบ้านเรือนที่ริมน้ำปาว เรียกว่า บ้านแก่งสำโรง นำเครื่องบรรณาการถวายต่อรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์" ตั้งให้เป็น "พระยาชัยสุนทร" ครองเมืองฯ ราว พ.ศ.2336

นพรัตน์ กอกหวาน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น (ดูแลพื้นที่ 4 จังหวัด ขอนแก่น-ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์-มหาสารคาม) เล่าให้ฟังว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรมผ้าไหมแพรวา และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ ชื่อ "วิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม"

งานวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม เป็นการแสดงศักยภาพและส่งเสริมผ้าไหมแพรวา ให้ได้รับความนิยมในวงการแฟชั่นมากขึ้น เชิญนักออกแบบระดับมืออาชีพมาออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยผ้าไหมแพรวา มีกิจกรรม "ราตรีแพรวาการกุศล" ในรูปแบบ งานกาล่าดินเนอร์เทิดพระเกียรติฯ เป็นเวทีให้ผู้ที่ชื่นชอบและรักผ้าไหมแพรวา ได้มาพบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันวางรากฐานอนาคตให้กับผ้าไหมแพรวาให้เติบโตในระดับสากลได้อย่างมั่นคงต่อไป

กิจกรรมที่เป็นสีสันในงานคือ การแสดงแบบกิตติมศักดิ์ ชุดผู้บริหารประเทศ และชุดบุคคลสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ทุกท่านสวมใส่เสื้อผ้าที่ได้รับออกแบบและตัดเย็บโดยใช้ผ้าไหมแพรวาอันงดงามค่ะ

พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ให้เกียรติแสดงแบบกิตติมศักดิ์ในครั้งนี้ โดยชุดที่สวมใส่เป็น ซิ่นมัดหมี่ภูไท เสื้อเป็นเสื้อแขก ผ้าสไบแพรวา เป็นผ้า 11 ลาย ที่มีลายท้อง เป็นผ้าอนุรักษ์โบราณของ คุณแม่ทุ่ม โพทะนา ชาวบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง เครื่องจักสานที่ถือคือ "ขะม้อง" ตะกร้าไม้ไผ่ที่ย่อส่วนให้เล็กลง แล้วเพิ่มส่วนที่เป็นฝาปิด เพื่อใช้เป็นตะกร้าใส่บุหงา (ดอกไม้หอม) เพื่อถือไปทำบุญที่วัดในโอกาสต่างๆ

สื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ท่านผู้อำนวยการฯ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว เป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ สินค้าที่ระลึกผ้าไหมแพรวาบ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหลายกลุ่มตลาด

และเมื่อดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ททท. สนง. กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จะสวมใส่ผ้าไหมและผ้าไทยในการปฏิบัติงาน เพื่อเผยแพร่เอกลักษณ์ความสวยงามของผ้าไทยสู่สายตาชาวต่างประเทศ เป็นบุคลากรของ ททท. ผู้สวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เริ่มการทำงานมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเกียรติคุณ ผู้แต่งกายด้วยชุดผ้าไทย จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

แพร หมายถึง "ผ้า" วา คือ "ความยาวของผ้า 1 วา" คำว่า แพรวา จึงมีความหมายรวมกันว่า "ผ้าทอผืนที่มีความยาว 1 วา (1 ช่วงแขน)" ผ้าไหมแพรวา คือชื่อเฉพาะที่เรียกผ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับคลุมไหล่ หรือห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไท เป็นผ้าที่ทอด้วยมือ เอกลักษณ์ดั้งเดิม จะมีสีโทนแดงเป็นพื้น ความโดดเด่นและแตกต่างนี้ จึงทำให้ได้รับการขนานนามว่า "แพรวา ราชินีแห่งไหม"

ลักษณะเด่นของผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ประกอบด้วย ลวดลายต่างๆ ทรงเรขาคณิตเป็นจำนวนมากในผืนเดียวกัน ใช้เส้นไหมหลากสี สอดสลับกันในลวดลาย ประกอบด้วย ลายหลัก ลายคั่น และ ลายช่อปลายเชิง ผ้าแพรวาเป็นผ้าไหมลายมัดหมี่ ที่มีลายเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกลุ่มทอผ้าชาวผู้ไทบ้านโพน

แบ่งออกเป็น 2 ลาย คือ "ลายหลัก" และ "ลายแถบ" สีของผ้าแพรวามิได้มีเพียงสีแดงเท่านั้น แต่มีการให้สีสันต่างๆมากขึ้นตามความต้องการของตลาด ได้แก่ สีครีม สีชมพูอ่อน สีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว เป็นต้น สลับกันไป สไบจะมี "เชิงแพร" เพื่อเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น

ชาวผู้ไทที่ทอผ้าแพรวาส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ผ้าไหมแพรวามีลวดลายโดดเด่น ถักทอขึ้นจากความรักและความภูมิใจของชาวบ้านโพน เป็นศิลปะชิ้นเอก และภูมิปัญญาอย่างแท้จริง ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านบรรพบุรุษมาหลายยุคหลายสมัย

ก่อนนั้น "การทอผ้าไหมแพรวา" เป็นเพียง "วิถีชีวิตชาวผู้ไท" เท่านั้น กระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรในอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ (ข้อมูลจาก หอแสดงผ้าพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ทอดพระเนตร สตรีชาวภูไท บ้านโพน ห่มสไบด้วย "ผ้าแพรวาสีแดง" ขณะที่ผู้ชายก็ใช้แพรวาเป็นผ้าคาดเอว หรือพาดไหล่ มารับเสด็จ ความงดงามของแพรวาอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวภูไท แตกต่างไปจากกับผ้าทอของชาวอีสานกลุ่มอื่นมาก จึงมีพระราชดำรัสให้ชาวบ้านโพน ทอผ้าแพรวาขึ้นตามแบบเดิม และพระราชทานไหมไปให้ใช้ทออีกด้วย

เมื่อชาวบ้านโพนทอผ้าแพรวาเสร็จและนำขึ้นมาทูลเกล้าฯถวาย พระองค์ทรงใช้ผ้าแพรวาเป็นฉลองพระองค์ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเช่นนี้ จึงยังคงรักษาธรรมเนียมวัฒนธรรม และเครื่องแต่งกายของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ที่เห็นได้ชัดเจนจากเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายตามประเพณีนิยมของตนไว้นี้

จากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมประชาชนอยู่เป็นนิจ ทำให้พระองค์ได้พบ "...ความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวของคนไทย ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวนา ชาวไร่ ผู้ยากไร้ และการศึกษาน้อย กลับมาเป็นผู้จรรโลงรักษาศิลปะของบ้านเมืองเราไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม..."

"...คนไทยคนใดก็ตามที่ได้มีโอกาสฝึกหัดงานศิลปะ ล้วนแล้วแต่แสดงออกถึงฝีมืออันเลิศล้ำ ไม่เพียงแต่จะกรำงานในไร่นาผลิตเม็ดข้าว และอาหารต่างๆมาเลี้ยงชาติเท่านั้น มือที่กรำงานหนักนี้ยังสามารถประดิษฐ์ผลงานที่ละเอียดอ่อนได้หลายรูปแบบ เช่น เครื่องถมเงิน และแพรพรรณอันสวยงาม..."

ทรงคำนึงถึงการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ทรงเล็งเห็นว่าการสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชน เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ และสมควรจะต้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมไม่ให้สูญไป

พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รวบรวมลายผ้าโบราณไว้ตอนหนึ่งว่า

"...การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นศิลปะเก่าแก่ของโลกอย่างหนึ่ง แต่จะเก่าแก่เพียงใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานมายืนยันได้แน่นอน เพราะทั้งใยไหมและสีย้อม ล้วนเป็นของที่มาจากธรรมชาติ เมื่อนานเข้าก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เพียงแต่มีหลักฐานว่า มัดหมี่ในทวีปเอเชียมีหลายประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เขมร ลาว ไทย ในพม่าแถบเชียงตุง และในแคว้นสิบสองปันนา ก็มีบ้าง..."

การขุดค้นที่บ้านเชียง พบโครงกระดูกที่แสดงว่าคนเราได้ใช้ "ไหม" เป็นเครื่องแต่งกายมา 3-4 พันปีมาแล้ว มีหลักฐานปัจจุบันที่ทำให้ทราบว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คนไทยใช้ผ้าไหมมัดหมี่กันแล้ว คือมีจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเกาะแก้วสุทธาราม ที่จังหวัดเพชรบุรี แสดงผ้านุ่งลายมัดหมี่ ทั้งยังวาดภาพลายโคมห้า โคมเจ็ด และหมากจับ อันเป็นตัวอย่างลายผ้ามัดหมี่ที่เก่าแก่ที่สุดไว้ด้วย

"...มัดหมี่ของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป เฉพาะมัดหมี่ไทย เท่าที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ได้รวบรวมไว้ มีไม่น้อยกว่า 200 ลายแล้ว และอาจจะมีลายใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ..."

ทรงสนพระทัย และพระราชทานคำแนะนำเพื่อพัฒนาผ้าไหมแพรวาที่ชาวบ้านทออยู่ ให้สามารถใช้ตัดเสื้อได้ เป็นการอนุรักษ์ให้ผ้าไหมแพรวาได้รับการสืบสานต่อยอด พระองค์ทรงรับงานทอผ้าแพรวาของชาวผู้ไท อำเภอคำม่วง เข้าไว้ในโครงการศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณฯ ในการส่งเสริมให้ "ชาวบ้านโพน" รัก และดูแลสืบทอดภูมิปัญญานี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป

ทรงโปรดให้มีการพัฒนา "รูปแบบ" และ "สีสัน" ของผ้าไหมแพรวา ให้เป็นแบบที่ต้องการของตลาด จนทำให้ผ้าแพรวาเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ราชินีแห่งไหม"

การทอผ้าแพรวา เป็นงานศิลปหัตถกรรมประเภทสิ่งทอ ที่หาได้น้อยแห่งในประเทศไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนับสนุนจนเป็นที่แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บ้านโพน เป็นหมู่บ้านของชาวผู้ไท มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบชาวผู้ไท และเป็นแหล่งทอผ้าไหมแพรวา เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมที่แสดงออกให้เห็น ผ่านวิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านโพน สะท้อนถึงการพึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง ความรักสามัคคีของชาวบ้านที่ร่วมกันสร้างชุมชน สงบงาม และการกินอยู่อย่างพอเพียง

ภายในหมู่บ้านโพน มีศูนย์วัฒนธรรมผู้ไท จัดแสดงให้เห็นถึงวิถีความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของชาวผู้ไทบ้านโพน การจัดแสดงผ้าไหมที่มีลวดลายต่างๆ การสาธิตทอผ้าไหม และเรือนจำลองบ้านของชาวผู้ไท

ด้วยผืนดินที่อุดมสมบูรณ์แบบ ดินดำ-น้ำชุ่ม จึงทำให้มีสวนผลไม้หลากหลายชนิด และงานประจำปี เทศกาลพุทราหวาน สืบสานวัฒนธรรมผู้ไท ผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ของดีอำเภอคำม่วง เป็นช่วงเวลาที่มีพุทราออกผล ลูกโต หวานกรอบ ประกวดผ้าไหมแพรวา ประกวดพุทรา ธิดาแพรวา เทพีพุทรา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวผู้ไท และบริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์ของหมู่บ้าน เพื่อศึกษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวผู้ไท การแสดงพื้นบ้าน ดนตรีโปงลาง รับการบายศรีสู่ขวัญตามประเพณี เรียนรู้วิธีการทอผ้า การรำแบบผู้ไทบ้านโพน รับประทานอาหารพื้นเมืองแบบพาแลง และเลือกซื้อผ้าไหมแพรวาเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่พลาดคือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของโลกและการกำเนิดไดโนเสาร์ด้วยมัลติมีเดีย ใกล้ๆกันจะได้พบกับหลุมขุดค้นพบฟอสซิสไดโนเสาร์ ในบริเวณวัดป่าสักกะวัน จัดแสดงฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุด จำนวน 700 ชิ้น จากไดโนเสาร์ 7 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางไดโนเสาร์สะออน (ขอนแก่น-กาฬสินธุ์) ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เรื่องราวของเหล่าสัตว์ตัวใหญ่ที่สุดในโลก เคยอาศัยอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน รวมระยะทาง 250 กิโลเมตร จากภูเวียง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ถึง ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ และภูแฝก อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์

ททท. ขอนแก่น ได้จัดทำ "น้ำดื่มบรรจุขวด" ลวดลายไดโนเสาร์ 4 ตัว น่ารักน่าเอ็นดูและน่าเก็บสะสมไว้เป็นของที่ระลึกด้วย มิใช่เพียงเด็กๆที่ได้รับไปแล้วจะชื่นชอบชื่นใจ ผู้ใหญ่ก็อยากได้เช่นกัน คือ น้องโย่ง (ภูเวียงโกซอรัส สิรินทรเน่) ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ น้องเปรียว (กินรีไมนัส ขอนแก่นเอนซิน) ไดโนเสาร์หุ่นคล้ายนกกระจอกเทศผู้ปราดเปรียว น้องเข่ (สยามโมซอรัส สุธีธรนี) ไดโนเสาร์ปากจระเข้ คำว่า "แข่" เป็นภาษาอีสาน หมายถึงจระเข้ และ น้องดุ (สยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส) ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ เป็นบรรพบุรุษของ "ทีเร็กซ์" จอมโหดในภาพยนตร์ เรื่อง จูราสิคปาร์ค

มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่บรรพบุรุษสั่งสมมา ล้วนมีคุณค่าเกินกว่าจะบรรยาย ดังเช่นเส้นทางของ "ผ้าไหมแพรวา" และ "ไดโนเสาร์" ที่แม้แต่กาลเวลา ก็มิอาจทำให้สูญสิ้นสลายไป