สวัสดีปีมะเส็ง ณ เจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเราในแต่ละวันนั้นเปรียบเสมือนสายลมพัดผ่านไป มีทั้งสายลมโชยเย็นชื่นใจ สายลมแรงร้ายเหมือนพายุ บางครั้งก็หอบกลิ่นดอกไม้หอมฟุ้งมาให้ บางวันก็มีแต่ฝุ่นธุลี แต่ไม่ว่าจะเป็นสายลมแรงหรืออ่อน หอมกลิ่นบุหงาลดาวัลย์หรือเหม็นขยะอาจม ล้วนต้องพัดมาเพื่อผ่านเลยไปทั้งนั้น ตลอดชีวิตหลายพันหลายหมื่นวันของคนแต่ละคนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย สำคัญแต่เพียงว่าเมื่อวันเดือนปีเปลี่ยนผ่าน...เรามีเรื่องราวสักกี่เรื่องที่สร้างประโยชน์เพื่อคนอื่น และสร้างความดีงามอิ่มเอิบได้ในใจเรา

ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า นอกจากจะสนุกรื่นเริงกับงานเลี้ยงสังสรรค์แล้ว เรามาสร้างเรื่องดีๆให้เกิดปีติอิ่มเอิบใจกันเถิดค่ะ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่เข้าวัดถือศีล สวดมนต์ข้ามปี และทำบุญตักบาตรในเช้าวันปีใหม่กัน สำหรับปี 2556นี้เป็นปีมะเส็ง ตามความเชื่อของชาวล้านนา กล่าวว่าคนเกิดปีมะเส็ง (ปีงูเล็ก) ธาตุน้ำ มีพระธาตุประจำปีเกิดเป็นพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ พุทธคยา ประเทศอินเดีย (พุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุดหนึ่งในสี่แห่ง เนื่องจากเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ถ้าใครไม่มีโอกาสได้ไปไกลถึงประเทศอินเดีย วัดในประเทศไทยหลายแห่งมีเจดีย์ที่จำลองรูปทรงมาจากเจดีย์พุทธคยา อย่างเช่น วัดที่พุดน้ำบุษย์จะพาคุณผู้อ่านไปชมในฉบับนี้ท่านเจ้าอาวาสก็สร้างเจดีย์พุทธคยาจำลองขึ้นมาได้อย่างดงาม นั่นคือวัดวังก์วิเวการาม อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ของหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล) ที่ชาวมอญ อำเภอสังขละบุรีขนามนามท่านว่า "เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำสามประสบ" ผู้สยบทัพมอญ กะเหรี่ยง พม่า ทำให้เกิดความสงบสุขแก่ผู้คนในบริเวณเมือง
สังขละ ถิ่นที่อยู่ของประชาชนหลายเชื้อชาติที่สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุข มีความสงบ มีธรรมะเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีพิธีกรรมทางศาสนา การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งพร้อมใจกันแต่งกายแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญ และจัดเตรียมสำรับอาหารทูนบนศีรษะไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

หลวงพ่ออุตตมะเป็นพระนักพัฒนาสังคมในทุกๆด้าน ท่านเป็นประธานในการหาทุนทรัพย์สร้างวัดต่างๆที่มาขอความอนุเคราะห์จากท่าน สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม สนับสนุนการศึกษาแก่พระภิกษุ และสามเณร เผยแผ่หลักธรรมให้กับชาวต่างชาติทั้งในยุโรปและเอเชีย ท่านสร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล สร้างสะพาน และถนนหนทางให้กับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่กันดาร ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียน บริจาคทรัพย์ซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้คนพิการ จัดซื้อรถยนต์ให้หน่วยราชการที่ขาดแคลน สร้างโรงพยาบาล จัดซื้อรถพยาบาล สร้างอาคารผู้ป่วยให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน

ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ จุลศักราช 1272 (พ.ศ.2453) ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง เป็นบุตรของนายโงและนางทองสุข อาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 12 คน เนื่องจากเป็นทารกเพศชายเกิดในวันอาทิตย์จึงมีชื่อว่า "เอหม่อง" พ.ศ.2462 ขณะเด็กชายเอหม่องมีอายุได้ 9 ขวบ เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน บิดามารดาจึงพาเด็กชายเอหม่องไปฝากกับพระอาจารย์นันสาโรแห่งวัดโมกกะเนียงผู้เป็นลุงเพื่อให้ปรนนิบัติรับใช้และศึกษาพระธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจากโรคภัย เด็กชายเอหม่องเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาอย่างยิ่ง จนสามารถสอบได้ชนะเด็กในวัยเดียวกันเป็นประจำทุกๆปี

พ.ศ.2476 หลวงพ่ออุตตมะได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกลาสะ ได้รับฉายาว่า "อุตตมรัมโภ" แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด" โดยตั้งเจตจำนงที่จะบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต ด้วยความพากเพียรและใฝ่ใจในการศึกษาพระธรรม ในปี 2474 หลวงพ่ออุตตมะสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ต่อมาในปี 2484 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ขณะนั้นบ้านเมืองกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพ่อจึงเดินทางกลับวัดเกลาสะ และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีแก่ภิกษุสามเณร ต่อมาท่านก็ลาพระอุปัชฌาย์เดินทางไปศึกษาวิปัสนากรรมฐานที่วัดตองจอย จังหวัดมะละแหม่ง และวัดป่าเลไลย์ จังหวัดมัณฑะเลย์ จนมีความรู้ความสามารถในเรื่องวิปัสนากรรมฐานตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธคม

พ.ศ.2486 หลวงพ่ออุตตมะออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ในประเทศพม่า และเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาทราบข่าวว่าพระเกตุมาลา พระอุปัชฌาย์กำลังอาพาธ จึงรีบเดินทางกลับพม่า จนกระทั่งพระเกตุมาลามรณภาพ ต่อมามีพายุไต้ฝุ่นพัดจากทะเลอันดามัน สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะบ้านโมกกะเนียง และเกลาสะ มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคน บ้านเรือนเหลือเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านลำบากยากแค้นแสนสาหัส ข้าวของอาหารการกินขาดแคลนกันทั่วหน้า นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านยังต้องประสบเคราะห์กรรมจากปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองอีกด้วย เนื่องจากการปะทะและต่อสู้ระหว่าง กองทหารของรัฐบาลพม่า กับกองกำลังติดอาวุธกู้ชาติ อีกทั้งกองกำลังกู้ชาติบางกลุ่มแปรตัวเองไปเป็นโจรปล้นสะดมชาวบ้าน

ด้วยความเบื่อหน่ายเรื่องการรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างชนเผ่า หลวงพ่ออุตตมะจึงตัดสินใจจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่ดินแดนประเทศไทย ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2492-2493 ทางหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก ชายแดนเขตจังหวัดกาญจนบุรี โดยได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยสองคน ซึ่งมีเชื้อสายมอญพระประแดงที่มาทำเหมืองแร่ที่บ้านอีต่อง ทั้งคู่ได้จัดบ้านพักหลังหนึ่งให้เป็นกุฏิชั่วคราวของหลวงพ่อ มีชาวเหมืองจำนวนมากมาทำบุญกับหลวงพ่อ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีวัดและพระสงฆ์เลย เดิมทีนั้น คนไทยเชื้อสายมอญพระประแดงทั้งสอง ต้องการสร้างกุฏิถวายหลวงพ่ออุตตมะให้จำพรรษาอยู่ที่บ้านอีต่อง แต่หลวงพ่อไม่รับ เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นพระเถื่อนเข้าเมืองไทย ท่านจึงต้องการไปขออนุญาตจากพระผู้ใหญ่ที่ปกครองเขตปิล็อกเสียก่อน ทั้งสองจึงพาหลวงพ่ออุตตมะ มาจำพรรษาที่วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กับหลวงพ่อไตแนม ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงและอุปสมบทที่วัดเกลาสะเช่นเเดียวกับหลวงพ่ออุตตมะ

หลวงพ่อไตแนมขอให้หลวงพ่ออุตตมะ ไปจำพรรษาที่วัดปรังกาสีซึ่งเป็นวัดร้าง บริเวณวัดปรังกาสีมีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และบริเวณนั้นไม่มีพระหรือวัดอื่นเลย หลวงพ่อร่วมกับกำนันชาวกะเหรี่ยงนิมนต์พระกะเหรี่ยง จากตลอดแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยได้ 42 รูป มาอยู่ปริวาสที่วัดปรังกาสี 9 วัน 9 คืน หลัง จากนั้นก็สร้างกุฏิและเจดีย์ขึ้น หลวงพ่อนิมนต์พระกะเหรี่ยงมาจำพรรษาที่วัด 3 รูป ท่านสอนภาษามอญแก่พระทั้ง 3 รูปนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการสอนธรรมะต่อไป

หลวงพ่ออุตตมะจำพรรษาอยู่วัดปรังกาสีหนึ่งพรรษา ต่อมาผู้ใหญ่ทุม จากท่าขนุนมานิมนต์หลวงพ่อไปเยี่ยมหลวงปู่แสงทีวัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พ.ศ.2494 ขณะที่หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ มีคนมาแจ้งข่าวแก่หลวงพ่อว่า ที่กิ่งอำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญจากบ้านเดิมของหลวงพ่ออพยพเข้าเมืองไทย ทางบีคลี่เป็นจำนวนมาก เมื่อหลวงพ่ออุตตมะออกจากจำพรรษา แล้วเดินทางกลับไปอำเภอสังขละบุรี ท่านพบกับชาวมอญที่มาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละแหม่ง บ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อจึงพาไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง นับเป็นจุดกำเนิดแรกเริ่มของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี

ในปี 2496 ที่บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 220 กิโลเมตร หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างกุฏิและศาลาวัดขึ้น สร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นเอง แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า "วัดหลวงพ่ออุตตมะ" ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" เพราะมีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ในปี 2505 เมื่อได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาเป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่ออุตตมะจึงได้ตั้งชื่อสำนักสงฆ์ตามชื่ออำเภอเก่า (อำเภอวังกะ) ว่า "วัดวังก์วิเวการาม" ในปี 2513 หลวงพ่อเริ่มสร้างพระอุโบสถวัดวังก์วิเวการามโดยปั้นอิฐเอง

ต่อมาในปี 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ก่อสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) ซึ่งเมื่อกักเก็บน้ำแล้ว น้ำในเขื่อนเขาแหลมจะท่วมตัวอำเภอเก่ารวมทั้งบริเวณหมู่บ้านชาวมอญทั้งหมด ทางวัดจึงได้ย้ายมาอยู่บนเนินเขาในที่ปัจจุบัน หลวงพ่ออุตตมะได้จัดสรรที่ดินของวัดวังก์วิเวการามให้ชาวบ้านครอบครัวละ 30 ตร.ว. ปัจจุบันหมู่บ้านชาวมอญมีพื้นที่ราว 1,000 ไร่เศษ มีผู้อาศัยราว 1,000 หลังคาเรือน ชาวบ้านเกือบทั้งหมดจัดเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าซึ่งไม่มีบัตรประชาชน หาเลี้ยงชีพโดยการปลูกพืชผักสวนครัวตามชายน้ำ ทำประมงชายฝั่ง คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งนิยมเป็นลูกจ้างในโรงงานเย็บเสื้อที่อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้าน ส่วนบริเวณวัดหลวงพ่ออุตตมะเดิม ปัจจุบันพระอุโบสถหลังเก่าจมอยู่ใต้น้ำ และมีชื่อเสียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand เป็นที่รู้จักในชื่อว่า วัดใต้น้ำ สังขละบุรี

วัดวังก์วิเวการาม ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบพม่า มีพระพุทธรูปหินอ่อน และ งาช้างแมมมอธ ร่มรื่นชื่นใจด้วยดอกไม้มากมาย เช่นต้นบุหงาส่าหรี ดอกบัว และกล้วยไม้ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆไปทั่วบริเวณ บนหลังคาศาลาหลวงพ่ออุตตมะ มีเหล่าหงส์น้อยใหญ่ประดับเรียงราย ตามความเชื่อแบบรามัญนิกายว่า "เสาหงส์"บรรจุพระคัมภีร์มอญ เป็นเอกลักษณ์ของวัดมอญในบวรพุทธศาสนา ชาวรามัญเรียกเสาหงส์ว่า "เทียะเจมเจียนู่ " ด้านในศาลาเป็นที่ตั้งของปราสาทเก้ายอด เก็บสังขารหลวงพ่ออุตตมะซึ่งมีกระจกใสเจาะด้านข้างเพื่อให้มองเห็นสรีระของท่านที่ไม่เน่าเปื่อยด้วย ด้านหน้ามีหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ บูชาด้วยหงส์ทองคู่เป็นสัญลักษณ์ของชาวมอญโบราณ ปราสาทหลวงพ่ออุตตมะแห่งนี้เป็นที่เคารพบูชากราบไหว้ตลอดไป

เราขับรถออกมาจากวัด คราวนี้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปกราบพระบรมสารีริกธาตุกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้า ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ที่บรรจุไว้ ณ เจดีย์พุทธคยาสีทองที่มองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่เราอยู่อีกฟากฝั่งของสะพาน หลวงพ่ออุตตมะสร้างจำลองแบบจาก เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดียตั้งแต่ พ.ศ.2521แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2529 มีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีฉัตรทองคำหนัก 400 บาท ประดิษฐานอยู่บนยอดเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่ใช้งบประมาณจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลากหลายพื้นที่ และใช้แรงงานจากคนมอญชายหญิงในหมู่บ้านละแวกนั้นมาช่วยกันก่อสร้างโดยการช่วยกันเผาอิฐมอญกว่า 260,000 ก้อนเพื่อก่อสร้างขึ้นเป็นเจดีย์ รอบองค์พระเจดีย์ มีพระพุทธรูปน้อยใหญ่ปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่

จากสี่แยกแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่เส้นทาง อำเภอทองผาภูมิ เลี้ยวขวาผ่าน มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี ผ่านทั้งไทรโยคน้อย และไทรโยคใหญ่ (หลักกิโลเมตรที่ 125 ทางหลวงหมายเลข 323) พบสามแยก (ตรงไปอำเภอทองผาภูมิ -เขื่อนเขาแหลม) ให้เลี้ยวขวาไป สังขละบุรีผ่าน น้ำตกเกริงกะเวีย น้ำตกไดช่องถ่อง ผ่านอุทยานแห่งชาติเขื่อนเขาแหลม เมื่อไปถึงแยกด่านเจดีย์สามองค์ ไม่ต้องเลี้ยวขวา ขับตรงไป ประมาณ 7.4 กม. จะเห็น แยกขวาวัดวังก์วิเวการาม และแยกซ้ายไป เจดีย์พุทธคยา จำลอง...การเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี ไปไม่ยากค่ะ แต่ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการขับรถมากพอสมควร เพราะมีบางช่วงเป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขาที่ค่อนข้างแคบและชัน ถ้าไม่มั่นใจนั่งรถตู้โดยสารไปดีกว่าค่ะ