บันเทิงยุคเศรษฐกิจขาลง ดูหนังฟรี ฟรีคอนเสิร์ต ที่ไหนดี

บันทึกรายปักษ์

ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านไปฉลองปีใหม่กันที่ไหน อย่างไรมาบ้างคะ เล่าสู่กันฟังบ้างก็ดีนะคะ

พ.ศ.2556 นี้ มีหลายเสียง หลายฝ่าย หลายสื่อ ออกมาพูดกันเยอะเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้ระวังกันสักนิดกับเศรษฐกิจบ้านเรานั้นกำลังจะสู่ช่วงขาลง ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง อาทิ มาจากทางภาครัฐกับการบริหารผิดพลาดในหลายโครงการประชานิยม ที่ส่งผลกระทบมาถึงเงินในกระเป๋าของเรา เพราะเงินภาษีทุกเม็ดนั้นก็มาจาก เงินที่เราใช้จ่ายในแต่ละวัน ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย รวมไปถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญ อย่าลืมที่จะหันมามองตนเองว่าปล่อยตัวตามใจอยากตามแรงปรารถนา อยากได้โน่นนี่ โดยไม่หันมามองถึงรายรับของตนเองมากไปไหม

ดังนั้น ต้องคาถานี้ไว้เลยนะคะ คือ ต้องขยัน ประหยัด และอย่าประมาท มีสติในการใช้ชีวิตตลอดเวลา อย่างน้อยก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

ที่สำคัญ การมีสติ ฝึกมองโลกในแง่ดี เพื่อที่เราจะมีสุขภาพจิตดี จะได้มีกำลังใจในการทำงาน ในการใช้ชีวิต ตลอดปีตลอดไปด้วยค่ะ

มนุษย์เรานั้น จริงอยู่ที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่ทุกคนเลือกที่จะเป็นคนดี เป็นคนที่มีความสุขได้ และก็สามารถที่จะหาความบันเทิงราคาถูก ประหยัดสตางค์ได้เช่นกัน

บ้านเรานั้น โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ ค่อนข้างจะโชคร้ายกว่าคนในเมืองหลวงอื่นๆในประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เพราะบ้านเมืองอื่นนั้น จะมีสวนสาธารณะให้ประชาชาชนได้เข้าไปใช้พักผ่อน คำนวณพื้นที่ตามหัวประชากรเลย มีที่ออกกำลังกายมากว่ากรุงเทพฯเราหลายเท่านัก บ้านเรา คอนโดมิเนี่ยมผุดขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ด ห้างค้าปลีกมีอยู่ทุกหัวระแหง แต่พื้นที่สวนสาธารณะ ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นเลย ที่สำคัญ บ้านเมืองอื่นเขาให้ความสำคัญกับการอ่าน การหาความรู้ เขามีห้องสมุดโอ่อ่า กว้างขวางให้คนได้เข้าไปหาความรู้ พักผ่อนกับการอ่านหนังสือ แต่บ้านเรา ห้องสมุดแต่ละแห่ง บรรยากาศนั้นไม่ชวนเข้าเอาเลย น่าสงสารคนไทยค่ะ

พูดถึงความบันเทิงราคาถูกที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯนั้น คงหนีไม่พ้นการดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุยามขับรถ หากคุณเบื่อรายการโทรทัศน์ ทางฟรีทีวี หันไปใช้บริการเคเบิลทีวี หากพึ่งพาเจ้าใหญ่ที่ผูกขาดอยู่เจ้าเดียว ต้องควักกระเป๋าอีกเดือนละเกือบสองพันบาท

ผู้เขียนก็เป็นคนที่เบื่อรายการทางฟรีทีวีที่มีแต่ละคร ที่พล็อตวนเวียนไปมาอยู่กับเรื่องความรัก ความชิงชัง การแก้แค้น และฉากความรุนแรง ที่ดูจะมากขึ้นทุกวัน เพราะมีคนดูส่วนหนึ่งชื่นชม ติดกันงอมแงม

รายการวาไรตี้อีก ที่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นแต่การให้ความบันเทิง มากกว่าสาระความรู้ในการที่จะไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผู้เขียนก็เลยหันไปพึ่งพาเคเบิลราคาถูก จ่ายค่าบริการเดือนละ350 บาทแทน มีช่องรายการให้ดู 80 ช่อง ประหยัดไปพันกว่าบาทต่อเดือน มีช่องข่าวให้ดูมากกว่าฟรีทีวี ที่ไม่ค่อยกล้านำเสนอข่าวสารแบบเจาะลึก ทำข่าวกันแบบขอให้เป็นข่าวก็พอ มีรายการวาไรตี้ที่อย่างน้อยก็เป็นการประเทืองปัญญามากกว่ารายการฟรีทีวีในบ้านเรา หากไม่คิดมากว่าจะต้องดูรายการเพียงเพื่อจะได้มีเรื่องคุยกับคนอื่น แต่อยากดูอะไรที่อยากดู ก็นับว่า เป็นความบันเทิงราคาถูกมาก

ความบันเทิงอีกประเภทที่ดึงเงินในกระเป๋าเราออกได้ง่ายกว่าอย่างอื่น ก็เป็นการไปซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ ตามโรงภาพยนตร์ แต่จะว่าไป การดูหนังรอบหนึ่งเดี๋ยวนี้ไปกันสองคน 500 บาทนี่ แทบจะไม่พอ ค่าตั๋วใบละ 150 - 250 แล้ว ข้าวโพดคั่วกับน้ำอัดลม สองอย่างราคาร้อยกว่าบาท มันแพงเกินไปนะเนี่ย

แล้วเราจะแสวงหาความบันเทิง การพักผ่อนหย่อนใจแบบสบายกระเป๋าได้อย่างไรบ้างล่ะ

ถ้าคิดตามแบบมาตรฐานของผู้เขียน ในฐานะคนกรุงเทพฯ มีหลายวิธีในการหาความบันเทิงค่ะ แต่ก็ต้องรู้จักที่จะยอมเสียเวลาแสวงหาข้อมูลด้วย หากเบื่อที่จะอยู่บ้าน อยู่คอนโดฯห้องแคบๆ อยากจะออกมาจากบ้าน นั่งดูหนัง แต่ไม่มีสตางค์ ถ้าชอบดูหนัง มีหนังฟรี มีเทศกาลหนังให้ดูมากมายตามศูนย์วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ

ตัวผู้เขียนไม่ยอมเสียสตางค์ดูหนังในโรงมานานแล้ว เพราะรู้สึกว่าถูกโรงหนังเอาเปรียบ ดูหนังน้อยลงมาก อีกอย่างก็คือ เบื่อหนังฮอลลีวู้ดด้วย เพราะทำไปทำมา หนังฮอลลีวู้ดที่สร้างมาทุกแนวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในโลก นอกโลก ย้อนไปในอดีต วิ่งชนอนาคต สัตว์ประหลาด แฟนตาซี จนไม่รู้จะไปไหน ก็เริ่มหันมาทางเรื่องจิตวิญญาณทางตะวันออก ก็ยังไม่ทำให้ผู้เขียนอยากดูอยู่นั่นแหละ อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อน เสพติดการดูหนัง พอมาถึงวันนี้ ไม่เอาแล้วก็ได้

แต่ก็ยังชอบไปดูหนังเทศกาลที่ไม่ใช่หนังกระแสหลักอยู่บ้าง บางครั้งคราวสำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่อยากจะควักกระเป๋า อยากออกจากบ้านไปดูหนังฟรี ก็ขอแนะนำที่ไปง่าย รถไฟฟ้าผ่านก็ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ที่แยกปทุมวัน เพราะนอกจากจะมีการแสดงงานศิลปะต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปแสดงหลากหลายแนวแล้ว แล้วยังมีภาพยนตร์นอกกระแส หรือภาพยนตร์เก่าๆ กลับมาฉายให้ดูใหม่ปีละหลายเรื่อง เป็นความบันเทิงที่บางเรื่อง บางโปรแกรม ไม่มีค่าบัตรผ่านประตู เพียงแต่ต้องลองขยันเข้าไปเช็คดูทาง เว็บไซต์ www.bacc.or.thว่าจะมีหนังมาฉายให้ดูฟรีเมื่อไหร่บ้าง เป็นทางเลือกหนึ่งนะคะ ไปที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯนี่ ก็เหมือนกับยิงปืนนัดเดียวในนกสองตัว ได้ดูหนังและก็อาจจะได้ชมนิทรรศการงานศิลปะ ที่ดีกว่าไปเสียเวลาเดินห้าง ให้เกิดกิเลส

ฟรีคอนเสิร์ต การไปดูคอนเสิร์ตสมัยนี้ ต้องควักกระเป๋าเป็นหลักพัน แถมบางครั้งยังต้องไปแย่งกันจองบัตร หาเส้นสายที่จะซื้อบัตรได้ก่อน อย่างคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ด-ธงไชย เป็นต้น ยิ่งถ้าเป็นคอนเสิร์ตจากต่างประเทศ ก็ต้องจ่ายค่าบัตรหลักหลายพันบาท โอกาสที่เราจะดูคอนเสิร์ตดีๆนี่ ถ้าเป็นวัยรุ่น ก็อาจจะมีเวทีคอนเสิร์ต ถ่ายทอดสดทางทีวีให้ดูบ้าง ในสมัยก่อนยังมีเวทีโลกดนตรีที่นักร้อง นักดนตรีมาขึ้นเวทีนี่ ก็ล้วนแล้วแต่ชื่อดัง เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว ก็เหลือเวที 7สี คอนเสิร์ต

อีกทางเลือกหนึ่ง ก็จะเป็นรายการ วิก3ยามบ่าย ร้อง เล่น เต้น คุย ซึ่งทางช่อง3 เปิดโอกาสให้แฟนคลับละคร แฟนคลับดารา ได้ไปเกาะติดนั่งชมคอนเสิร์ตของเหล่าดารา แต่ทราบมาว่าเวลาก็ไม่แน่นอน คนที่จะไปดูก็ต้องเล่นเกม เพื่อที่จะได้บัตรเข้าชม แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็หาคอนเสิร์ตฟังยากทีเดียว

แต่ก็มีคอนเสิร์ตที่ผู้เขียนอยากแนะนำว่าไม่ควรพลาดในทุกประการ ก็คือคอนเสิร์ตดนตรีในสวน Concert in The Park ที่จัดขึ้นทุกปีที่สวนลุมพินี ณ ศาลาภิรมย์ภักดี บริเวณสวนปาล์ม เปิดการแสดงในวันอาทิตย์ โดยเริ่มเปิดการแสดงมาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม จนถึงวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 เวลาห้าโมงครึ่ง ถึงประมาณทุ่มครึ่ง ซึ่งปกติทุกปีจะเป็นการแสดงของวงดนตรีบางกอกซิมโฟนี่ ออร์เคสตร้า ที่ผู้เขียนต้องหาเวลาไปฟัง เพราะจะเป็นการแสดงทั้งเพลงไทยและสากล เราสามารถอุ้มลูกจูงหลาน ชวนเพื่อน เอาอาหารเครื่องดื่ม ไปนั่งรับประทานกันระหว่างดูได้ด้วย แต่ห้ามนำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปโดยเด็ดขาด ไม่มีค่าบัตรผ่านประตูแต่อย่างใด แต่อาจจะต้องไปจับจองที่นั่งดีๆไว้ก่อน บรรยากาศก็ดี ดนตรีก็แสนไพเราะ ลองแวะไปนะคะ

ความจริงเรื่องรื่นรมย์ในชีวิต มันไม่ได้มีแต่เพียงการดูโทรทัศน์ ดูหนัง ฟังเพลงเท่านั้น ยังมีเรื่องของการเดินเที่ยวชม หอศิลป์ ชมงานศิลปะที่ให้ทั้งแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ มีหอศิลป์แห่งใหม่ ของ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ นักธุรกิจชื่อดัง ที่ทุ่มเงินกว่า 50 ล้านบาท สร้างหอศิลป์ใจกลางสุขุมวิท พร้อมเปิดให้คนรักศิลปะเข้าชมฟรี ชมฟรีค่ะ ขอย้ำ เศรษฐีบ้านเรา น่าจะทำตามแบบให้เยอะๆนะคะ

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานในวันเปิดหอศิลป์แห่งนี้ ก็เพราะเมื่อหลายปีก่อน น้องเอิง ลูกชายคนเล็กของคุณศุภโชค เคยได้มาฝึกงานด้วยระยะสั้นๆ พอทางบ้านเปิดหอศิลป์ ก็เชื้อเชิญไปร่วมชมงานด้วย ต้องขอบคุณที่ได้ไปชื่นชมงานทรงคุณค่ามากมาย

ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์ (Subhashok The Arts Centre - S.A.C.) ก่อตั้งขึ้นมาด้วยความคิดที่อยากให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ให้ศิลปินทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสนำผลงานมาจัดแสดง และเป็นสถานที่ที่ทุกคนเข้ามาแล้วได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้เป็นผลงานที่ดีและน่าประทับใจ ซึ่งในอนาคตบุคคลเหล่านี้ก็สามารถเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนวงการศิลปะในบ้านเราอีกทางหนึ่งด้วย

เปิดตัวด้วย นิทรรศการ "SPACE + TIME = STORY" (สเปซ + ไทม = สตอรี่) รวบรวม 50 ผลงานศิลปะหาชมได้ยาก สะท้อนจุดเปลี่ยนที่เป็นเสี้ยวสำคัญของชีวิตจาก 30 ศิลปินทรงคุณค่าของเมืองไทย อาทิ ชลูด นิ่มเสมอ ศ.ปรีชา เถาทอง อังคาร กัลยาณพงศ์ เฟื้อ หริพิทักษ์ สวัสดิ์ ตันติสุข ถวัลย์ ดัชนี ทวี รัชนีกร เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต วราวุธ ชูแสงทอง ประทีป คชบัว ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และ ม.ล.จิราธร จิรประวัติ ฯลฯ รวมไปถึงงาน นิทรรศการพระพุทธรูป ของประเทศพม่า ซึ่งงดงงามน่าสนใจมากเหลือเกิน ไปกราบไหว้ ขอพรได้เลยค่ะ

ผู้ที่สนใจเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ - 20 มกราคม 2556 ซ.สุขุมวิท 39 ไปไม่ถูก ก็ลองเข้าไปที่เฟซบุ๊ค S.A.C. Subhashok The Arts Centre ได้เลยค่ะ มีรายละเอียด แผนที่ เบอร์ติดต่อ โทร.0-2662-0299

เป็นการหาความสุขใส่ตัวแบบประหยัดค่ะ รักชอบแบบไหน เลือกได้ตามใจนะคะ