สมุนไพรเพื่อสุขภาพ...ช่วงปลายฝนต้นหนาว

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

เมื่อก้าวเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว อากาศที่เย็นจะกระทบต่อธาตุในร่างกาย ทำให้เสียสมดุลและเป็นเหตุให้เจ็บป่วย โดยโรคหวัดที่มีพื้นฐานจากภูมิคุ้มกัน ที่ไม่สามารถต้านทานต่อเชื้อไวรัส การป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การออกไปรับแสงแดด การกินอาหารสมุนไพร หรือการดื่มน้ำสมุนไพรเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อไวรัสได้อย่างดี

คนโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมชาติได้มอบสิ่งที่ใช้แก้มาเสมอ โดยในช่วงของปลายฝนต้นหนาวนั้น จะมีสมุนไพรหลายชนิดผลิดอกออกผล ให้คนได้นำไปใช้ป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ที่จะมากล่ำกลายพร้อมกับฤดูกาล เช่น ดอกแค กระเจี๊ยบ เพกา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารสมุนไพร ที่คนไทยต่างรู้จักและคุ้นเคยดีอยู่แล้ว

ดอกแคบ้าน...ผักพื้นบ้านยอดนิยม ที่มักนำมาแกงส้มกับปลาช่อนหรือปลาหมอ โดยปลาทั้งสองชนิดเมื่อโตเต็มที่แล้ว จะมีไขมันที่พอเหมาะในการไปทำอาหารให้ความอบอุ่น ดอกแคเป็นผักนุ่มหวานไม่มีเสี้ยน ก่อนนำประกอบอาหารเพียงเอาเกสรออก ก็ทำให้มีรสขมน้อยลงได้ และในรสขมอ่อนๆของดอกแคนี่เอง ที่มีคุณสมบัติในการเป็นยาต้านหวัด ดอกแคขาวมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึงสองเท่า ทั้งในดอกและใบมีใยอาหารที่สูงมาก ช่วยทำความสะอาดลำไส้ได้อย่างดี แกงส้มดอกแคจัดเป็นอาหารสมุนไพร ที่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานโรคภัยที่มากับฤดูหนาว แล้วถ้าได้ปลาหมอมาแกงส้มร่วมกับดอกแค จะให้สรรพคุณรักษาไข้หัวลมได้ดีนัก คนสมัยก่อนยังนิยมกินยอดแค เพื่อเป็นยาระบายอีกด้วย

เพกา...ผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์มากมาย กินได้ทั้งฝักอ่อน ดอก หรือยอดอ่อน โดยฝักเพกาอ่อนกินสดๆได้ ยอดอ่อนนิยมกินกับลาบปลา หรือนำฝักมาเผาไฟแรงจนเปลือกพองไหม้ แล้วขูดเอาส่วนที่ดำออกให้หมด เหลือแต่ส่วนในที่มีกลิ่นหอม หั่นเป็นชิ้นตามขวางหนาพอประมาณ นำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้งนำมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผัดกับหมู ทอดกับไข่ หรือเอามาก้อยกินก็อร่อย บางพื้นที่นำฝักเพกาหั่นตามขวาง แล้วไปดองรวมกับผักอื่นๆ ในฝักเพกามีวิตามินซีสูงมาก มีถึง 484 มิลลิกรัม สูงพอๆกับมะขามป้อม ขณะที่มะนาวแหล่งวิตามินซี มีเพียง 20 มิลลิกรัม ฝักเพกามีชื่อเสียงในด้านการป้องกันโรค ฝักอ่อนของเพกายมีรสขมร้อน ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ต่อสู้กับโรคที่มาพร้อมกับอากาศเย็น อย่างหวัด ไอ หรือหอบหืด แต่คนท้องไม่ควรกิน เพราะฝักเพกาเป็นยาร้อน

กระเจี๊ยบ...สมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันดี มีสีแดงสวย กลิ่นหอมอ่อนๆ รสเปรี้ยว โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว กระเจี๊ยบกำลังให้ผลผลิตอย่างดี กลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบมีสารสีแดงเรียกว่า สารแอนโธไซยานิน สรรพคุณต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัด ขับเสมหะ และแก้ไอ โดยออกฤทธิ์เสริมให้ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อไข้หวัด ทำให้เชื้อไข้หวัดเข้าสู่เซลล์ร่างกายได้น้อยลง นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่า ในสารแอนโธไซยานินนั้น จะเป็นความหวังสำคัญในการหยุดยั้ง การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในเรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ