ธนาคารสมอง

ราชินีศรีสยาม

ความตระหนักว่าประชาคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงจากปัญหาที่ตามมาในอนาคตอันใกล้ เบื้องต้นก็คือ การขาดคนดูแล สวัสดิการ และผลกระทบด้านแรงงาน

ปกติวิสัยของคนวัย 60 มักจะอ่อนล้าหลังเกษียณ และปล่อยวันเวลาผันผ่านไปกับการใช้ชีวิตเพียงเพื่อรอบั้นปลายมาเยือน หรือไม่ก็เป็นภาระของลูกหลานในการเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า น้อยมากที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นความกระฉับกระเฉง เตรียมพร้อมอุทิศตนให้กับสังคมด้วยความหวังและพลังที่เต็มเปี่ยม เห็นคุณค่าและประสบการณ์ของตนเอง แต่โชคดีที่มีสายพระเนตรอันยาวไกลของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ และพระราชทานกำเนิดวุฒิอาสาขึ้น ตั้งแต่พ.ศ.2543

ครั้งนั้นมีพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ความตอนหนึ่งว่า "...เมืองไทยเรานี่มีสิ่งที่ดีมาก อย่างข้าราชการต่างๆที่ปลดเกษียณอายุไปแล้วตอนหกสิบ...น่าที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับข้าพเจ้าจะพยายามรวบรวมมันสมองที่เก่ง...เรียนรู้เก่ง ฉลาดแล้วก็ได้ฝึกทดลองมาด้วยแล้ว ให้มารวมตัวกันจ้องพิจารณาปัญหาต่างๆของประเทศ...แทนที่จะคิดว่าปลดเกษียณอายุแล้วไม่มีประโยชน์...เพราะความจริง หกสิบแล้ว ถึงแม้จะเป็นเวลาที่สมควรที่จะให้ผู้มีอายุน้อยเข้ามาทำหน้าที่ของเขาบ้าง เราก็ยังเป็นกองหนุนที่คอยปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองได้ เรียกว่า เบรนแบงก์ ธนาคารสมอง"

ต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม 2543 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ สำรวจทรัพยากรบุคคลที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ทั้งด้วยการลาออก และเกษียณอายุ ที่ยังมีสุขภาพดี มีความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นวิจัย ให้ความรู้ และคำแนะนำอันเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศที่สมัครใจจะทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม สมัครเป็นวุฒิอาสาในธนาคารสมอง มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำกับดูแล

ธนาคารสมอง บริหารงานในรูปของคณะกรรมการ มีการจัดทำบัญชีหรือทำเนียบผู้ทรงคุณวุฒิเป็นฐานข้อมูลวุฒิอาสา แยกตามประเภท ตามประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญทั้งหมด รวม 21 สาขา ทำหน้าที่ให้คำแนะนำในด้านวิชาการ และการบริหารแก่หน่วยงานที่ขอความช่วยเหลือ โดยส่งวุฒิอาสาไปจัดการสาธิต ฝึกอบรม ติดตามดูงาน เพื่อปรับปรุง ดำเนินงาน ให้คำแนะนำ เพื่อพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้สามารถค้นหาผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆได้ 3 ช่องทาง คือจากเอกสารวุฒิอาสาที่แจกไปยังหน่วยงานต่างๆ ค้นผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และอินทราเน็ตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และติดต่อโดยตรงที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

วุฒิอาสา แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรก วุฒิอาสาที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือตามคำขอของหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ โดยการเป็นที่ปรึกษาและวิทยากร ประเภทที่สอง วุฒิอาสาที่รวมกลุ่มกันพิจารณาแก้ไขปัญหา และริเริ่มกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ รวม 4 ด้าน ได้แก่ การเสริมสร้างรากฐานเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและการบริการแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะในชนบท การเสริมสร้างความรู้และการศึกษา และการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน ประเภทที่สาม วุฒิอาสาที่ทำหน้าที่เป็นคลังปัญญาของประเทศ โดยการร่วมกันระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของชาติที่เรื้อรังมาเป็นเวลานาน เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก โดยเสนอความเห็นที่เป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลใช้ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ และประเภทสุดท้าย วุฒิอาสาที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ผ่านสื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ความรู้ และประสบการณ์ของวุฒิอาสาธนาคารสมองสู่คนรุ่นใหม่

เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิที่ออกจากราชการเข้าสมัครเป็นวุฒิอาสาของธนาคารสมองเกือบ 3,000 คน ในระยะเวลาเพียง 3 ปี และยังคงมีผู้แสดงความจำนงขอสมัครเป็นวุฒิอาสาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมีความรู้สึกตรงกันถึงความซาบซึ้งในพระอัจฉริยะภาพของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

นับตั้งแต่มีธนาคารสมอง วุฒิอาสาได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันพัฒนาประเทศเพื่อสนองพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรมหลายด้าน ทั้งการพัฒนาสติปัญญาและคุณภาพชีวิต การพัฒนาชุมชน การศึกษา สุขภาพ การเกษตร การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการสาธารณสุข และส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการตายายสอนหลาน ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำไพ วิทยวิโรจน์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสืบสานสายสัมพันธ์อันอบอุ่น และมุ่งถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้สูงอายุสู่เด็กไทย เป็นการให้ความรู้คู่คุณธรรม ไปพร้อมกับการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตแบบไทย จากปีเริ่มต้น พ.ศ.2545 ที่ประสบความสำเร็จกับโรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา จึงมีการขยายโครงการไปให้ความรู้ยังโรงเรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนคลองหัวทราย โรงเรียนเบญจมบพิตร โรงเรียนวัดราชสิงขร โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ โรงเรียนคลองกลันตัน โรงเรียนวัดอุดมรังสี ได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งภาครัฐและเอกชน จึงสามารถดำเนินการมาได้จนถึงปัจจุบัน

โครงการธนาคารสมองได้กลายเป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า ผู้สูงอายุ คือพลังส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ อันเป็นการบ่งบอกว่าแนวพระราชดำริ และพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการนำทรัพยากรบุคคลที่มีค่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการส่งเสริมขวัญและกำลังใจให้ผู้อาวุโสได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุอย่างมีความสุข และมีคุณค่ายิ่ง อีกทั้งยังสอดคล้องกันกับสังคมและวัฒนธรรมไทยที่ให้ความเคารพนับถือแก่ผู้สูงอายุ โดยทรงชี้ให้เห็นว่า ผู้เกษียณอายุแล้วโดยมากมักเป็นผู้ที่มีความรู้ มีทักษะ มีความเชี่ยวชาญ ผ่านประสบการณ์มาแล้วมากมาย จึงถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าสำหรับสังคมไทย

แนวพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการส่งเสริมให้ผู้อาวุโสได้ถ่ายทอดภูมิปัญญา ความรู้ และประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามอันเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศ เป็นความคิดใหม่ที่ยังไม่มีประเทศใดนำมาใช้ ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ และสามารถนำมาช่วยพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี

นับเป็นยุทธศาสตร์ที่พระราชทานให้แก่บ้านเมืองในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงวัย ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคตอันใกล้ ที่รัฐบาลไทยพึงน้อมนำมาขยายผลต่อไป