เครื่องเทศ 4 สหาย ควรมีไว้ประจำบ้าน

ธรรมชาติบำบัด

เมื่อพูดถึงคำว่าเครื่องเทศ เราก็แทบจะได้กลิ่นหอมของแกงกะหรี่โชยมาเลยทีเดียวนะคะ และนั่นก็ทำให้ต้องนึกไปถึงประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตำรับของแกงชนิดนี้

อินเดียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งเครื่องเทศ และอาหารทุกมื้อของชาวภารตะจะขาดเครื่องเทศไม่ได้เลย โดยเฉพาะผงขมิ้นสีเหลืองอำพันที่ต้องมีอยู่ในทุกครัวของบ้าน เพราะคนอินเดียเขาใช้ประกอบอาหารกันทุกวัน

นอกจากความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยปรุงแต่งให้อาหารมีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทานขึ้นเท่านั้น แต่เครื่องเทศยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น เวลาโดนบาดด้วยของมีคม ชาวอินเดียก็จะใช้ผงขมิ้นโรยลงบนบาดแผล เช่นเดียวกับเครื่องเทศชนิดอื่นๆ ก็มีสรรพคุณในการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น ขิงช่วยแก้อาการคลื่นไส้ หรือหากเติมลูกผักชีลงในนมอุ่นๆ ดื่มก่อนนอนจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น

ล่าสุด ศาสตราจารย์ประจำแผนก Department of Experimental Therapeutics ที่ศูนย์มะเร็ง MD Anderson Cancer Center มหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้ทำการทดลองมากมายเกี่ยวกับเครื่องเทศในห้องแล็บของเขา และเมื่อ 20 ปีมาแล้ว ที่เขาค้นพบว่า สารเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในขมิ้นนั้น มีประสิทธิภาพมากในการเป็นสารต้านมะเร็ง ปัจจุบันก็ยังมีการค้นพบความลับทางชีวเคมีและโมเลกุลเบื้องหลังพลังในการรักษาของเครื่องเทศหลายชนิดที่มีสรรพคุณทางยา ในการต้านมะเร็งและรักษาโรคเรื้อรังได้อีกหลายโรคทีเดียว

หลายคนพูดถึงอาหารจากธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า whole food เช่น ผัก และผลไม้ แต่ความลับที่แท้จริงของการป้องกันโรคและยืดอายุให้ยืนยาว คือการรับประทานอาหารจากธรรมชาติควบคู่ไปกับเครื่องเทศ

และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่คุ้นเคยกับการนำเครื่องเทศมาประกอบอาหาร อย่าละทิ้งโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากคุณค่าดีๆ ที่มีอยู่มากมายในเครื่องเทศนะคะ

มาเริ่มต้นด้วยเครื่องเทศ 5 ชนิดต่อไปนี้ที่เรารู้จักกันดีและสามารถที่จะนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง

1. อบเชย (cinnamon)

คุณค่าอาหาร : ในอบเชยมีสารอาหารที่มีคุณค่าสูง ทั้งแมงกานีส ไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

ประโยชน์ต่อสุขภาพ : ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด

ชื่ออบเชยอาจฟังดูเชยๆ แต่สรรพคุณไม่เชยเหมือนชื่อเลยละค่ะ เพราะเครื่องเทศรสออกหวานที่นิยมใส่ในของหวานเพื่อเพิ่มรสชาติและความหอมชนิดนี้ สามารถช่วยควบคุมปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะปัญหาน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

มีผลการวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่า อบเชยสามารถจะมีบทบาทในการปรับระดับน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ขอร่างกายในแต่ละวันให้อยู่ในระดับที่สมดุลได้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

เบาหวาน โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ซึ่งมีอันตรายทั้งต่อหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เพิ่มโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจมากขึ้นถึง 6 เท่า แต่ข่าวดีก็คือ การป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยให้ภาวะใกล้เป็นเบาหวานกลับคืนสู่ปกติ สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยารักษา

เมื่อไม่นานมานี้ มีการศึกษาในสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of the American Board of Family Medicine เล่าถึงการวิจัยกับผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 109 ราย โดยแบ่งผู้ป่วยทั้งหมดออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้รับประทานอบเชยวันละ 1 กรัม และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอกๆ ที่ทำเลียนแบบยาจริง ผ่านไป 3 เดือน กลุ่มที่ได้รับอบเชยมีระดับ A1C (เป็นวิธีการตรวจดูผลของการรักษาโรคเบาหวานโดยรวมว่าโรคหรือระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่ควบคุมในช่วงเวลา 2- 3 เดือนที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร) ลดลง 0.83 เปอร์เซ็นต์ (7 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้น หมายความว่าเบาหวานอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และถ้าลดลงระหว่าง 0.5 - 1.0 แสดงว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้น) ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาหลอกๆ มีระดับ A1C ลดลงเพียง 0.37 เปอร์เซนต์

อบเชยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระยะสั้นด้วยเช่นกัน มีการวิจัยของสวีเดนที่ทำการศึกษากับอาสาสมัคร 14 คน โดยให้ทุกคนรับประทานพุดดิ้งข้าวสองแบบเหมือนกัน ทั้งแบบโรยและไม่โรยอบเชย ผลปรากฎว่าแบบที่โรยอบเชยช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงอย่างชัดเจน

ริชาร์ด แอนเดอร์สัน นักวิทยาศาสตร์แห่งศูนย์วิจัย Beltsville Human Nutrition Research Center ของกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอบเชยและเบาหวานมาแล้วมากมาย อธิบายทฤษฎีนี้ว่า อบเชยเลียนแบบปฏิกิริยาของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยปรับสมดุลของน้ำตาลในเลือด มันอาจจะไปกระตุ้นตัวรับอินซูลินบนไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อในวิธีเดียวกันกับอินซูลิน และปล่อยให้น้ำตาลส่วนเกินย้ายออกจากกระแสเลือดและเข้าไปสู่เซลล์

สรรพคุณในการบำบัดโรคอื่นๆ :

บรรเทาโรคข้ออักเสบ : การศึกษาในมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเก้น ได้ให้ผู้ป่วยรับประทานผงอบเชยครึ่งช้อนชาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะทุกวันก่อนอาหารเช้า หลังจากหนึ่งสัปดาห์ พบว่าอาการปวดข้อบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด และภายในหนึ่งเดือนคนไข้ก็สามารถเดินได้โดยไม่เจ็บปวด

ต้านเชื้อโรค : การเติมอบเชยลงในอาหาร จะไปหยุดยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและการเน่าเสียของอาหาร จึงนับได้ว่า อบเชยก็เป็นสารกันบูดโดยธรรมชาติอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน

คุณค่าต่อสมอง : มีการศึกษาที่พบว่า กลิ่นหอมของอบเชยช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนของกระบวนการรับรู้และความจำ

ต้านเชื้ออีโคไล : มีการวิจัยที่มหาวิทยาลัย Kansas State University ค้นพบว่า อบเชยมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย อี.โคไล ในน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์

นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันมะเร็ง ลดปัญหาคอเลสเตอรอล อาหารเป็นพิษ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะดื้ออินซูลิน การเกิดถุงน้ำในรังไข่ เส้นเลือดอุดตัน แผลอักเสบพุพอง การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด และบาดแผลต่างๆ

วิธีซื้ออบเชย : คนส่วนใหญ่นิยมซื้ออบเชยแบบบดเป็นผงใส่กระปุกขาย เพราะใช้สะดวกกว่า แต่อบเชยก็เหมือนกับเครื่องเทศชนิดอื่นๆ ที่ไม่ชอบแสงแดด ความร้อน และออกซิเจน การเก็บรักษาจึงควรจะเริ่มจากซื้อมาทีละน้อย แค่พอใช้ ไม่ต้องซื้อมาเผื่อไว้เยอะๆ เพราะเครื่องเทศทุกชนิดจะหมดกลิ่นหอม หลังจาก 2-3 เดือน แม้จะใส่ในภาชนะที่ปิดแน่นหนาก็ตาม ทางที่ดีขอแนะนำให้ซื้อแบบเป็นแท่ง แล้วนำมาบดเองจะหอมและเก็บไว้ได้นานกว่า

การเก็บรักษา : ถ้าเป็นอบเชยแบบแท่ง ควรเก็บไว้ในโหลแก้วแห้ง สะอาด และปิดฝาได้สนิทมิชิด โดยวางโหลไว้ในที่ที่ไม่โดนแสงและความร้อน ถ้าเป็นชนิดผง ส่วนมากจะบรรจุในกระปุกที่ปิดสนิทมาแล้ว เวลาใช้เสร็จแล้ว ก็เพียงแต่วางเก็บไว้ในที่ไม่โดนแสงและความร้อนเช่นกัน

วิธีรับประทานอบเชย :

- ใส่อบเชยทั้งก้าน เคี่ยวในแกง ซุป หรือสตูว์

- โรยผงอบเชยในผลไม้ เช่น กล้วยหอม ส้ม แตง แอปเปิ้ล

- หมักเนื้อสัตว์ด้วยผงอบเชย ลูกกระวาน และพริกไทยดำ ในปริมาณเท่าๆกัน

- โรยผงอบเชยในข้าวผัด หรือข้าวหมก

- ผสมในเค้กหรือขนมอบ

- ใช้อบเชยชนิดแท่ง คนกาแฟ ชา หรือโกโก้

- ทำเป็นชาเครื่องเทศ โดยชงชาแล้วเทใส่หม้อประมาณ 1 ใน 3 ของหม้อ เติมน้ำแอปเปิ้ล 2 ถ้วย มะนาวฝาน 1 ชิ้น กับอบเชย 2 แท่ง ต้มไฟอ่อนๆ 10 นาที หรือทำแบบง่ายๆ คือหักอบเชยเป็นชิ้นๆ ใส่ในถ้วย เทน้ำเดือดลงไป ปิดฝาอบไว้ 10 นาที คุณสามารถเติมน้ำเดือดลงไปในถ้วยได้เรื่อยๆ และถ้ารสเริ่มจางลง ก็สามารถเติมอบเชยเพิ่มได้ตามชอบ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า