ไหมย้อมสีธรรมชาติ บ้านกู่กาสิงห์

เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า
ช่างภาพ: 

เนื้อผ้าไหมละเอียดทอเนื้อแน่น ลวดลายสวยงาม คุณภาพดีสีไม่ตก เป็นคุณสมบัติเด่นของศูนย์ผ้าไหมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยภูมิปัญญาการทอผ้าไหมมัดหมี่ สืบทอดสู่ลูกหลานสามารถทอไว้ใช้ ทั้งยังทอจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับชุมชน มีการบริหารจัดการเงินทุน รู้จักพัฒนาและออกแบบการผลิต การบรรจุภัณฑ์ การหาตลาด ทำให้สินค้าผ้าไหมบ้านกู่กาสิงห์ เป็นที่ถูกใจ ใครเคยซื้อผ้าไปใช้แล้ว ต้องกลับมาซื้อหาไปใช้อีก

บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านกู่กาสิงห์ เดิมเป็นชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ในสมัยวัฒนธรรมเขมร บริเวณปรางค์กู่ปกคลุมไปด้วยป่าไผ่ ในบางฤดูกาลมีนายพรานมา สร้างที่พักดักยิงสัตว์ หรือเป็นที่หลบซ่อนของโจรผู้ร้ายที่มาจากเขตแดนจังหวัดสุรินทร์ ต่อมามีกลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่เคยอาศัยอยู่บ้านเหม่า บ้านแวง เมืองสุวรรณภูมิ ได้เดินทางไปตั้งเมืองจัตุรพักตรพิมานกับพระธาดาอำนวยเดช (ต้นสกุลสุวรรณธาดา) อยู่ที่นั่นประมาณ 7-8 ปี แล้วพาครอบครัวย้อนกลับมาตั้งรกรากบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกู่กาสิงห์ แม้นิยมรับประทานข้าวเหนียว แต่อาชีพหลักของชาวกู่กาสิงห์ คือการทำนาข้าวหอมมะลิ และมีการทอผ้าไหม การเลี้ยงปลาในนาข้าว การรับจ้างไถปรับที่นาเป็นอาชีพเสริม ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธ และยึดถือหลักธรรมคำสอนพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ประเพณีพิธีกรรมท้องถิ่นที่สำคัญ คืองานบุญบั้งไฟ เริ่มสัปดาห์แรกเดือนพฤษภาคม ประเพณีสรงกู่ ช่วงวันเพ็ญเดือนห้า (อาจจะจัดก่อนหรือหลังวันสงกรานต์ 7 วัน) ประเพณีบุญบวช ประเพณีบุญกฐิน ประเพณีบุญข้าวสาก ประเพณีบุญข้าวประดับดิน โดยมีกิจกรรมเด่น คือ งาน "กินข้าวทุ่ง นุ่งผ้าไหม" กินข้าวพาแลง ชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมโดยเยาวชนชาวกู่กาสิงห์ เป็น "มัคคุเทศก์น้อย" พาชมสถานที่ท่องเที่ยวในตำบลตลอดงาน นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและทรัพยากรการท่องเที่ยวภายในชุมชน เช่น แหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานขอมหลายแห่ง เช่น กู่กาสิงห์ กู่โพนวิจ และกู่โพนระฆัง (กู่ ในเขตอีสานใต้ เรียกว่า ปราสาท) พิพิธภัณฑ์มรดกภูมิปัญญา สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์ทอผ้าไหมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร วรรณกรรมชาวบ้าน และการตัดลายกระดาษพื้นบ้าน มีผู้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวศึกษาดูงานอยู่เสมอ เมื่อวันที่ 16 เดือนกันยายน 2553ได้จัดงาน เปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้ลูกหลานรักษามรดกทางวัฒนธรรม ทำให้ลูกหลานมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นตนเอง สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาเป็นอาชีพเสริมในชุมชนได้

มาลัย ราบุรี ประธานศูนย์การเรียนรู้การทอผ้าไหมกู่กาสิงห์ มุ่งเน้นให้ผู้สนใจได้สัมผัสการทอผ้าไหม การย้อมสีธรรมชาติ นับเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ชาวต่างชาติและเยาวชนสนใจมาก...เดิมทีชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ "ลายบักจับคีบ" ต่อมามีการใส่สีลงไปในตัวลาย มองดูลักษณะเหมือนลูกเต่าตัวเล็กตัวน้อย น่ารัก และบ้านกู่กาสิงห์ มีหนองน้ำอยู่กลางหมู่บ้าน เรียกกันว่า "หนองฆ้อง" ว่ากันว่าในสมัยโบราณตอนกลางคืนก่อนถึงวันพระ จะมีเสียงฆ้องดังกังวานมาจากกลางหนองน้ำ และที่หนองฆ้องมีเต่าจำนวนมาก นับพัน นับหมื่นตัว จึงเรียกผ้าไหมมัดหมี่ " ลายเต่าทอง" เพราะมีความเชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน ถ้าผู้ใดได้สวมใส่ผ้าไหมมัดหมี่ลายเต่าทอง จะทำให้เกิดสิริมงคลกับชีวิตของตน ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีอายุยาวเหมือนเต่า ต่อมามีการปรับปรุงประยุกต์ เอาไหมหางกระรอก มาทอสลับกับลายมัดหมี่ ซึ่งทำให้ลายเต่าทองดูสวยงามมากยิ่งขึ้น จึงเรียกผ้าไหมมัดหมี่หางกระรอก "ลายเต่าทอง" มาจนถึงปัจจุบัน

ปี พ.ศ.2543หมู่บ้านกู่กาสิงห์ได้รับโล่รางวัลจากมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร สาขาหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น พ.ศ.2545 ได้รับรางวัลที่ 1 การประกวดผ้าไหมมัดหมี่สองตะกอสีธรรมชาติ ในการประชุมไหมโลก ครั้งที่ 19 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พ.ศ.2546 ได้รับรางวัลที่ 1การประกวดกลุ่มแม่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ้ามัดหมี่หางกระรอก ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ4 ดาว ตามโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยค่ะ