ย้อนวิถีวันวานและตำรับอาหาร...ท่านเจ้าพระยา

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

2...

ตาล...ในยุคเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นพืชพรรณทรงคุณค่าคู่วิถีชาวไทย โดยเปลือกตาลสีดำแข็งๆ มาทำเป็นของเล่น ลำต้นตาลใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใบตาลใช้สานเป็นกระติบข้าว เสื่อ ปลาตะเพียนสาน เอาไว้แขวนห้อยเหนือเปลเด็ก ต้นตาล (Asian Palmyra palm) จัดเป็นพรรณไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ แยกเพศอยู่กันคนละต้น โดยแบ่งเป็นต้นตาลตัวผู้ และตาลตัวเมีย ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือต้นตาลตัวผู้ออกงวงเป็นช่อ เรียกว่า จั่น มีทางใบวนไปทางซ้าย ส่วนต้นตาลตัวเมีย มีลักษณะการเรียงตัวของใบ จะวนไปทางขวามือ จากโคนสู่ยอด และมีลูกออกเป็นช่อ เรียกว่า ทะลายตาล

ต้นตาล เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงมาก สามารถทนแล้ง ทนฝนได้อย่างดี รากของตาลสามารถหาอาหารได้มาก มีลักษณะเป็นเสี้ยนกลมยาว เป็นกระจุกคล้ายกับต้นมะพร้าว แต่หยั่งลงไปในดินลึกกว่า และไม่แผ่ไปตามผิวดินเหมือนรากมะพร้าว จึงไม่ไปรบกวนกับต้นข้าว เมื่อครั้นที่ได้ปลูกลงบนคันนา ด้วยรากของต้นตาลหยั่งลงดินได้ลึกมาก ทำให้โอกาสที่จะโค่นล้มหรือถอนราก...จะเป็นไปได้ยาก มักปลูกเพื่อเป็นหลักในการแบ่งเขตของคันนา หรือเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงให้กับดิน ในบริเวณที่มีการทดน้ำเข้าแปลงนา

ตาล...ให้ประโยชน์หลากหลาย

ลำต้นของต้นตาลแข็งแรงทนทาน นำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ส่วนโคนต้นนำมาขุดใช้เป็นเรือ เรียกว่า เรืออีโป่ง ตรงลำต้นตาลขุดไส้กลางออกใช้ทำท่อน้ำ หรือทำไปทำสะพาน กลอง เสา เนื้อไม้ตาลใช้ก่อสร้างเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ไม้เท้า เก้าอี้ โต๊ะ ด้ามร่ม ไม้ตีพริก-สาก กรอบรูป ส่วนใบตาลอ่อนนำมาจักสาน ได้เช่นเดียวกับใบลาน เช่น ตะกร้า หมวก เสื่อ กระเป๋า พัด ทั้งเส้นใยแข็งๆ บริเวณโคนใบ ใช้ทำแปลง ไม้กวาด เชือก หรือเส้นใยจากผลแก่ก็ใช้ทำเชือกได้ ใบตาลแก่ใช้ทำพัดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ตาลปัตร พระภิกษุในศรีลังกา และพม่า ยังใช้ประกอบในพิธีกรรม นอกจากนั้นชาวอินเดียนิยมนำมามุงหลังคาบ้าน

ก้านใบหรือที่เรียกว่า ทางตาล นำมาทำเก้าอี้ และโต๊ะ ผลตาลนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งผลตาลอ่อนนำมาแกง เมล็ดในอ่อน (ลอนตาล) ใช้เป็นผลไม้หรือทำขนม เช่น ลอนตาลลอยแก้ว เนื้อลูกตาลมีคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินซี ให้สรรพคุณช่วยละลายเสมหะในลำคอ บรรเทาอาการไอ แก้กระหายน้ำ และช่วยลดความร้อนในร่างกาย เมล็ดตาลแก่นำมาเพาะให้งอก แล้วผ่าออกมาจะได้จาวตาล นิยมนำมาเชื่อมน้ำตาล ผลตาลสุกใช้เนื้อทำขนมตาลได้อร่อยมาก เพราะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ งวงตาลตัวผู้หรือช่อดอกเพศผู้ เอาไปต้มกินต่างน้ำ ใช้ลดน้ำตาลในเลือด และแก้ขัดเบา

ตาล...ใช้ประโยชน์ได้มากมาย

น้ำตาลโตนด เป็นการนำน้ำที่ได้จากงวงตาล มาเคี่ยวในกระทะจนเหนียวงวด นำเทใส่ถาดที่รองด้วยใบตอง หรือนำใบตาลมาขดวงกลมทำพิมพ์ และเทน้ำตาลลงไปเป็นก้อนกลม จากนั้นจะห่อด้วยใบตอง หรือนำบรรจุภัณฑ์เพื่อกันมด แต่ควรให้อากาศถ่ายเทสะดวก

ลูกตาลเชื่อม นำเนื้อลูกตาลแก่มาหั่นเป็นแว่น ตั้งน้ำกับน้ำตาลบนเตาไฟ ใส่เกลือเล็กน้อย รอจนกระทั่งละลายหมด แล้วนำลูกตาลลงเคี่ยวจนน้ำตาลงวด คนบ่อยๆให้น้ำตาลติดเนื้อตาลจนกรอบ เมื่อแห้งดีแล้วเก็บใส่ขวดโหลอบเทียน

น้ำส้มสายชูจากลูกตาล มีส่วนประกอบจากลูกตาล และน้ำเปล่า

วิธีทำ

1. นำเยื่อลูกตาลเหลืองๆ ที่ติดกับเปลือกดำ ใส่ในโหลแก้วประมาณ 1 ลูก หรือ 1/2 ลูก จากนั้นนำน้ำเปล่าเทใส่ให้ท่วม ทิ้งไว้จนขึ้นฝ้าขาวๆ ด้านบน

2. เอาฝ้าขาวๆ ด้านบนผสมกับน้ำฝน ฝ้าขนาด 1 ผ่ามือ หรือหนาประมาณ 1 นิ้ว ใส่น้ำ 2 ขวด ปล่อยทิ้งไว้ 2-7 วัน ก็จะได้น้ำส้มสายชูหมักจากลูกตาล

แกงเขียวหวานลูกตาล มีส่วนประกอบดังนี้

- น้ำพริกแกงเขียวหวาน 4 ช้อนโต๊ะ - ลูกตาลอ่อนหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย

- เนื้อไก่สับเป็นชิ้น 500 กรัม - หัวกะทิ 1 ถ้วย

- หางกะทิ 4 ถ้วย - ใบมะกรูด 4-5 ใบ

- พริกชี้ฟ้าแดง 1 เม็ด - ใบโหระพา 1 ถ้วย

- น้ำเปล่า 4-5 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เริ่มต้นด้วยการผัดพริกแกงเขียวหวาน ด้วยน้ำมันให้หอมกรุ่น เติมหัวกะทิผัดจนกะทิแตกมัน ใส่เนื้อไก่ผัดจนสุก

2. จากนั้นเติมหางกะทิลงในหม้อ ต้มจนน้ำแกงเดือด ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ

3. ใส่ลูกตาลอ่อน ต้มจนสุก และใส่ผักอื่นๆตามชอบ

ว่ากันว่า...สมัยก่อนบ้านไหนเกิดลูกชาย ก็มักจะปลูกต้นตาลเอาไว้ เพราะเมื่อครบ 20 ปี ออกบวชได้ ต้นตาลก็โตทันนำมาใช้ประโยชน์ทันที โดยไปทำอาหารคาวหวานเลี้ยงแขก หรือฉลองกันข้ามวันข้ามคืนค่ะ

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ฉบับหน้า "ศิรดา" ขอนำเสนอเรื่องของไผ่ เป็นเรื่องสุดท้ายแล้วนะค่ะ หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในเรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า