ยิ้มของฉัน

ราชินีศรีสยาม

ในปี 2503 ขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนของอเมริกาเป็นอย่างมาก จึงได้พระราชทานพระราชวโรกาสในการให้สัมภาษณ์ มีนักข่าวคนหนึ่งได้ทูลถามพระองค์ว่า

"เพราะเหตุใด พระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงพระสรวลเลย..."

ทรงหันพระพักตร์ไปทาง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พลางรับสั่งว่า

"นั่นไง ยิ้มของฉัน "

คนไทยคุ้นเคยกับรอยแย้มสรวล อันบ่งบอกถึงน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ต่างไปจากน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับอาณาประชาราษฎร์

มาช้านาน แม้จะทรงเจริญวัยมาในห้วงเวลาที่ต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับปุถุชนคนสามัญธรรมดา

นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ม.ร.ว.สิริกิติ์ หรือผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร ได้รับการปลูกฝังพระอุปนิสัยจากเจ้าคุณตา เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สะท้าน สนิทวงศ์ ) และคุณยาย คุณบาง สนิทวงศ์ ซึ่งต่อมาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นคุณท้าว วนิดาพิจาริณี ผู้เคยถวายงานในฐานะนางพระกำนัลในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ให้รู้จักการใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ มีพระอารมณ์ดีแจ่มใส จิตใจเอื้ออาทร

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยือนประเทศโปรตุเกส ใน พ.ศ.2503 ยิ้มของฉัน ไม่ได้ทำให้หนังสือพิมพ์ที่นั่งพาดหัวใหญ่ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ราชินีผู้งามที่สุดในโลกเท่านั้น แต่นานาชาติยังแซ่ซ้องถึงความงามภายในจากน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสุขแด่พสกนิกรชาวไทย และมวลมนุษยชาติโดยทั่วไป

เห็นได้จากประจักษ์พยานรางวัลเกียรติยศที่ประเทศต่างๆทั่วโลก พร้อมใจกันถวายเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ พระเมตตา ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในหลายที่หลายโอกาสที่คนรุ่นหลังยากจะซึมซับ

บางครั้งจะประทับนั่งพับเพียบกับพื้นเพื่อไถ่ถามความเป็นอยู่ และความทุกข์ยากของราษฎรด้วยพระองค์เอง หลายครั้งจะทรงงานนานถึง 6 ชั่วโมง โดยมิได้ทรงลุกขึ้นเลย และมิเคยแสดงทีท่าว่าเหนื่อยหน่าย ทุกครั้งที่ทรงอยู่ท่ามกลางราษฎรผู้ยากไร้ และมีปัญหามากมายมาให้ทรงแก้ไขอย่างมิรู้จบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ยังคงมีพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเสมอ ทรงจำได้กระทั่งคนป่วยเล็กน้อยหนึ่งคน และมักจะรับสั่งถามแพทย์ถึงอาการผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วยความห่วงใยเสมอ แม้คนนั้นจะดูเล็กน้อยเสียเหลือเกินในสายตาชาวโลก แต่กลับมีค่าในสายพระเนตรของสมเด็จพระราชินีของประเทศไทย

แพทย์ที่เคยตามเสด็จเล่าว่า น้ำพระทัยที่ทรงมีต่อราษฎรนั้นล้วนเกิดจากพระเมตตาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อาทิ ครั้งหนึ่งเสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรหมุ่บ้านทุรกันดาร มีคุณลุงคนหนึ่งติดตามขบวนเสด็จเข้าไปขอพระราชทานความช่วยเหลือในที่ที่เสด็จฯ 2-3 แห่งทุกครั้ง จนถูกแพทย์ตำหนิ แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงได้ยินและมีรับสั่งว่า "อย่าไปว่าเขาเลยค่ะคุณหมอ เพราะเขาจนถึงได้ทำแบบนี้" และอีกหลายครั้งที่ทรงประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ แต่จะยังคงทรงเชื่อมั่นในส่วนดีของผู้คนเสมอ

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งที่มารอเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับลูกเล็กๆ 2 คน ได้กราบบังคมทูลถึงความทุกข์จากการที่ถูกสามีทิ้งให้ต้องเผชิญหนี้สินตามลำพัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งถามว่า เป็นหนี้อยู่เท่าไร เธอกราบทูลว่า หนี้นั้นมากมายเหลือเกิน แต่ทรงตอบไปว่า "ไปบอกเจ้าหนี้นะว่า พระราชินีจะใช้หนี้ให้"

ส่วนราษฎรที่นำผลผลิตของตนมาถวาย ไม่เคยต้องได้รับการผิดหวังกลับไป มีรับสั่งว่า "พระราชินีจะซื้อไว้ทั้งหมดนั้น "

เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเป็นพระองค์แรกที่เล็งเห็นคุณค่าของผ้าไทยจากภูมิปัญญาของคนในชาติ นอกจากจะทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านทอผ้าเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวแล้ว ยังทรงสอนให้พวกเขาเป็นนักอนุรักษ์ รู้จักการสืบทอดลวดลายผ้าอันเป็นมรดกที่สะสมมายาวนานไม่ให้สูญหายควบคู่กันไป พระราชกรณียกิจด้านนี้ต้องทรงใช้พระวิริยะอุตสาหะในการสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านหันมาทอผ้าเป็นอย่างมาก เช่น พระราชทานเงินให้ล่วงหน้าเป็นการมัดจำ เพื่อให้ชาวบ้านมีเงินใช้จ่ายในช่วงที่นั่งทอผ้า แต่มิได้ทรงเร่งรัด ถ้าชาวบ้านมีเวลาว่างค่อยให้ทอผ้า ทรงจัดให้มีการประกวดผ้าไหมทุกปีที่พระตำหนักภูพานฯ จังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านทอผ้าลายโบราณอย่างน้อย 1 ชิ้น ใน1ปี

ในระยะแรกที่ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทอผ้าจนเป็นที่มาของมูลนิธิศิลปาชีพฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอนและพระราชทานความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมไทยกับชาวบ้าน และต้องทรงตรวจผ้าไหมทุกผืนที่รับซื้อมาจากชาวบ้านด้วยพระองค์เอง กระทั่งห้องทรงงานของพระองค์นั้น เต็มไปด้วยผ้าไหมไทย

น้อยคนจะรู้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ทรงงานนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ มีพระอาการแพ้ฝุ่นที่สะสมอยู่ในผืนผ้า แต่ทรงใช้ความอุตสาหะ และทรงอดทนที่จะทรงงานเพื่อราษฎรอย่างต่อเนื่องต่อไป เมื่อใดทรงพบปัญหาก็จะพระราชทานความช่วยเหลือ และทรงหาทางแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง โดยมิได้ทรงห่วงสุขภาพของพระองค์เลย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการนพระองค์ฯ เล่าว่า ไม่เฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น ที่จะเป็นเป้าหมายในการเข้าไปช่วยเหลือสงเคราะห์ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยมีหลักการ มิใช่เป็นการช่วยเหลือระยะสั้นแบบพระราชทานสิ่งของ แต่เป็นการช่วยเหลือระยะยาวที่จะทำให้ราษฎรมีความหวัง และอยู่ดีกินดีขึ้น ยังทรงช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ อีกมาก เช่น ครอบครัวได้รับอุบัติเหตุจากการปาหิน วัยรุ่นอาชีวะที่ถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาทของ 2 สถาบัน เด็กชายที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เด็กกำพร้า 2 คนที่เขียนจดหมายร้องทุกข์มายังกองราชเลขานุการในพระองค์ฯ ทรงพระราชทานความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้เป็นอย่างดี

แม้แต่งานด้านการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทที่ราษฎรทูลเกล้าฯถวายฎีกา ได้ทรงนำหลักการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฎิบัติมาใช้ในการทรงงาน ประกอบด้วย หลักความยุติธรรม หลักการต้องรู้ข้อเท็จจริงให้แน่ชัด หลักความเมตตาต่อทั้งสองฝ่าย และหลักความซื่อตรงต่อกัน ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใช้วิธีอะลุ้มอล่วยด้วยการเดินทางมาพบกันครึ่งทาง พยายามหาวิธีการให้ทั้งสองฝ่ายอารมณ์ดีพร้อมที่จะรับฟังเหคุผลด้วยความสงบและเข้าใจ ซึ่งวิธีนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีมาแล้ว

ยิ้มของฉัน จึงเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา พื้นฐานของความเข้าใจ และเข้าถึงประชาชน