จักรกฤต โยมพยอม แฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ ยอดกวีแห่งแผ่นดินสยาม

สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

 

        เอ่ยนาม "สุนทรภู่" คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หากจะหาคนที่อินกับตัวตนและผลงานอันทรงคุณค่า งดงามด้วยภาษาและชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ของยอดกวีผู้นี้แบบสุดสุด กลับไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าต้องให้มีตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่มาการันตีอีกชั้นหนึ่งด้วยแล้วก็จะเหลือเพียง ทอม-จักรกฤต โยมพยอม หนุ่มผมเดรดล็อกคนนี้คนเดียวเท่านั้น

"สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกและเห็นได้ชัดที่สุดในการอ่านงานของสุนทรภู่คือ ความสนุก เพราะด้วยความที่วรรณคดีไทยเกิดขึ้นเพื่อจรรโลงใจให้กับมวลชน ดังนั้น ถ้าเราอ่านงานวรรณคดีแล้วมีความสุข นั่นคือเราบรรลุวัตถุประสงค์ของมันแล้ว หลายคนที่เรียนวรรณคดีแล้วรู้สึกว่าเครียด ไม่สนุก เหมือนถูกบังคับเลย เราอย่าไปคิดอย่างนั้นครับ ผมอยากให้ลองเปิดใจ แล้วเราจะอ่านวรรณคดีได้อย่างมีความสุขและสนุกในเวลาเดียวกัน"

ทอมเป็นบัณฑิตจากรั้วจามจุรี ผู้มุ่งมั่นกับการศึกษาในสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีไทยที่คณะอักษรศาสตร์อันโด่งดัง ปัจจุบันนี้เขาได้นำความรู้กับความชอบมาต่อยอดสร้างเป็นงานได้หลากหลาย อาทิ พิธีกรรายการทีวีและวิทยุออนไลน์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษร มัคคุเทศก์ แต่งานที่สร้างชื่อให้เขาที่สุดต้องยกให้กับการเป็นติวเตอร์ที่มีคิวเดินสายสอนวิชาภาษาไทยให้นักเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ หรือจะสอบถามแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาผ่านwww.facebook.com/tom.jakkrizหรือ twitter@jakkriz ก็ได้เช่นกัน

"ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ สมัยประถมอยู่ที่พังงา แม่จะชอบพาไปเข้าห้องสมุดชุมชน มุมที่ชอบที่สุดคือส่วนที่เกี่ยวกับวรรณคดีไทยและตำนานปรัมปราต่างๆ ประถมปลายย้ายขึ้นเหนือแล้วเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยความที่ชอบอ่านวรรณคดี ชอบเข้าไปขลุกอยู่ในห้องสมุด ทางโรงเรียนเลยสนับสนุนส่งไปประกวดงานต่างๆอยู่เรื่อย พอจะเข้ามหาวิทยาลัยคิดอยู่ว่าจะเรียนอะไรดี ระหว่างอักษรฯ กับนิเทศฯ พอดีคณะอักษรฯ จุฬาฯ มีโควต้ารับผู้มีความสามารถพิเศษด้านภาษาและวรรณคดีไทยเลยลองสมัครดู ปรากฏว่าสอบได้จึงตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่ เพราะก็เป็นสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว

สำหรับงานของสุนทรภู่ ผมอ่านตั้งแต่เด็กแล้ว จำได้ว่าแรกเริ่มที่ชอบ เพราะวันเกิดใกล้กันครับ ผมเกิด ๒๔ มิถุนายน สุนทรภู่เกิด ๒๖ มิถุนายน ด้วยอารมณ์เป็นเด็กและสนใจว่ามีใครเกิดตรงหรือใกล้กับเราบ้าง พอมาเจอสุนทรภู่เลยสนใจ ติดตามว่าท่านเป็นใคร ตอนแรกก็อ่านวรรณคดี แต่ตอนหลังไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่ละครจักรๆวงศ์ๆ ก็มีผลเหมือนกัน เพราะดูแล้วสนุก และอย่างที่บอกว่าทางโรงเรียนสนับสนุน ครั้งหนึ่งตอนม. ๖ เคยเป็นตัวแทนไปประกวดพูดทอล์คโชว์เกี่ยวกับหนังสือ ผมเลือกเรื่องพระอภัยมณี เพราะชอบและคิดว่าน่าจะถ่ายทอดได้ดี จำได้ว่าตื่นตั้งแต่ตีสาม คุณครูช่วยกันเต็มที่ จัดแต่งเครื่องทรงให้ผมกลายเป็นพระอภัยมณี มีปี่พร้อม แต่พอไปถึงสถานที่แข่งขัน คนอื่นแต่งชุดนักเรียนกันหมดเลย มีเราแต่งเต็มยศอยู่คนเดียว (หัวเราะ) ตอนแรกก็อาย แต่คิดว่าไหนๆจัดเต็มแล้วต้องทำให้เต็มที่จนกระทั่งได้รางวัลชนะเลิศมา

นอกจากติดตามอ่านผลงาน ประวัติของสุนทรภู่ผมก็ศึกษา รู้สึกว่าท่านเป็นคนเก่งมาก มีจินตนาการกว้างไกล และยังใฝ่รู้ด้วย ยกตัวอย่างในเรื่องพระอภัยมณี มีนางละเวงวัณฬาเป็นผู้หญิงฝรั่งที่ครองเมืองลังกาอยู่ เนื่องจากในช่วงที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีใกล้เคียงกับช่วงที่สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียจากสหราชอาณาจักรมาครอบครองอินเดียพอดี นั่นแสดงว่าสุนทรภู่ต้องเป็นที่คนติดตามข่าวสารบ้านเมือง และรู้จักนำข่าวนั้นมาประยุกต์ในผลงานของตัวเอง อีกอย่างที่ผมประทับใจคือ เวลาสุนทรภู่แต่งนิราศ ท่านใช้ภาษาได้สวยมาก และมีความรู้รอบตัวดีสามารถหยิบจับสิ่งต่างๆ ที่เห็นมากล่าวถึงเพื่อพร่ำพรรณนาถึงนางอันเป็นที่รัก หรือเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อ่านได้ เช่น ในนิราศพระบาท เมื่อเดินทางผ่านสามเสน ท่านก็บรรยายว่าชื่อนี้จริงๆ เพี้ยนมาจากคำว่า สามแสน เป็นต้น ย้อนกลับมาที่ตัวผลงาน ถ้าถามถึงตอนที่ชอบที่สุด ผมจะแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ๑. ด้านความหมาย จะชอบจากเรื่องพระอภัยมณี บทเด่นที่รู้จักกันดีคือท่อนที่ว่า 'แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์...' แต่ที่น่าสนใจและอยากจะบอกให้ทุกคนได้รู้คือ บทก่อนหน้านี้ที่ท่านแต่งไว้ว่า

'บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา

เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต'

ท่อนที่ว่า 'เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา...' ในจินตนาการของคนส่วนใหญ่และในหนังสือแบบเรียน นิทานหลายฉบับที่คุ้นตากันจะเป็นภาพฤๅษีขี่สายรุ้งออกมา แต่ความจริงแล้วคำว่ารุ้งในที่นี้หมายถึงนกเหยี่ยวนะครับ นั่นแสดงให้เห็นว่าภาษาที่สุนทรภู่ใช้ต้องมีการตีความให้เยอะ อย่ามองแค่ผิวเผิน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการไปทำให้กรอบความรู้ของเด็กผิดเพี้ยนไป ๒. ด้านวรรณศิลป์ คือความงามทางภาษา บทที่ชอบอยู่ในโคลงนิราศสุพรรณ ท่อนที่ชอบมากและบังเอิญตอนแข่งรายการแฟนพันธุ์แท้รอบแรกช่วงที่ให้ต่อบทประพันธ์ภายใน ๓ วินาที ผมได้โจทย์นี้พอดี นั่นคือ

'เสียงซออ๋ออ่ออ้อ เอื่อยเพลง

จับปี่เตร๋งเต้งเตง เต่งต้อง

ขลุ่ยตรุ๋ยตรุ่ยตรุ้ยเหนง เหน่งเหน้ง รนาดแฮ

ฆ้องหน่องหนองหน่องหน้อง ผรึ่งพรึ้งพรึ่งตโภนฯ'

เหตุผลที่ชอบ เพราะเป็นการเล่นเสียงวรรณยุกต์ และตามปกติการแต่งโคลงไม่ได้บังคับว่าต้องมีสัมผัสระหว่างวรรคหน้ากับวรรคหลัง แต่สุนทรภู่ใส่ลงไปด้วยแทบจะทุกบททำให้ผลงานโดดเด่นมาก มีอีกบทที่เด่นและในทางกวีถือว่าสุดยอดมากคือ แต่งเป็นคำผวน เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของสุนทรภู่จะแต่งเป็นกลอนจึงมีคนปรามาสว่าแต่งอย่างอื่นไม่น่าจะเป็น ท่านเลยแต่งโคลงเป็นคำผวนด้วยความว่า

'เฉน็งไอมาเวิ่งเว้า วู่กา

รูกับราวเมิงแต่ยา มู่ไร้

ปิดเซ้นจะมูซ่า เคราทู่

เฉะแต่จะตอบให้ ชีพม้วยมังระณอ'

ผมติดตามรายการแฟนพันธุ์แท้มาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ม.ต้น เห็นผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเก่งๆกันทั้งนั้น และถ้วยรางวัลรูปมือนี่แหละที่เราอยากได้มาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวเหลือเกิน (หัวเราะ) ความจริงผมเคยสมัครมาแข่งตอนแฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่องสุริโยไทด้วย แต่ที่บ้านไม่ยอมให้ลงมาสอบสัมภาษณ์เลยอด พอได้มาอยู่กรุงเทพฯ และรายการกลับมาออกอากาศใหม่อีกครั้ง เห็นรุ่นพี่ที่จุฬาฯ มาแข่งตอนแฟนพันธุ์แท้ สตีฟ จ๊อบส์ ก็คิดว่าสักวันจะต้องมีเรื่องที่เราสนใจมาให้แข่งบ้าง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีรุ่นน้องมาโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า มีการเปิดรับสมัครแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่อยู่ ผมไม่รอช้าส่งอี-เมลไปสมัครทันที แล้วก็ผ่านได้เข้ารอบ ๕ คนสุดท้าย เทปนี้ออกอากาศไปเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังช่วงสองอาทิตย์ก่อนแข่ง ผมไม่รับงานเลย อ่านหนังสือเตรียมตัวไปแข่งอย่างเดียวกับไปไหว้สุนทรภู่ที่กุฏิท่านด้วยครับ โชคดีที่มีอาจารย์และรุ่นน้องมาช่วยเก็งคำถาม คัดพวกวันเดือนปีที่คิดว่าทางรายการจะต้องถามออกมา แล้วก็มีตามนั้นจริงๆ

พอได้เป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่แล้ว ยังมีคำถามข้อสุดท้ายอีกข้อซึ่งถ้าผมตอบถูกจะได้ของรางวัลมากมาย พร้อมกับได้สิทธิมาแข่งแฟนพันธุ์แท้แห่งปี คำถามนั้นคือ เรื่องพระอภัยมณีได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นสุดยอดวรรณคดีด้านใด พระอภัยมณีเคยเอามาทำเป็นหนังและละครหลายครั้ง แต่ศิลปินแห่งชาติคนไหนที่เคยรับบทเป็นพระอภัยมณี และท่านเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาอะไร และออกอากาศในปีไหน ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวกับสุนทรภู่เลย แต่เขาก็ถาม ดีว่าผมชอบอ่านหนังสือหลากหลายเลยรู้ว่าคำตอบคือ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ คำถามนั้นทำให้ผมได้สิทธิไปแข่งแฟนพันธุ์แท้แห่งปี ซึ่งจะออกอากาศช่วงพฤศจิกายนเป็นต้นไปก็ฝากติดตามกันด้วยครับ รายการออกอากาศทางช่อง ๕ ทุกวันศุกร์ เวลา ๒๒.๔๕ น. จะได้ความรู้และความสนุกเยอะแยะเลย

หลังจากได้เป็นสุดยอดแฟนพันธุ์แท้แล้วมีอะไรตามมาบ้าง? ทันทีเลยครับวันรุ่งขึ้นหลังรายการออกอากาศมีรุ่นน้องติดต่อมาว่าอยากให้ไปเป็นวิทยากรที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ในช่วงวันสุนทรภู่ หลังจากนั้นก็ได้รับเชิญไปอีกหลายโรงเรียน ซึ่งทุกครั้งที่ไปบรรยาย ผมจะมีแนวคิดเกี่ยวกับวรรณคดีที่ต่างจากคนอื่นที่มักจะชอบปลูกฝังเด็กๆว่า วรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ เป็นสิ่งสูงค่าควรที่จะยกย่องเชิดชูไว้ ห้ามเอามาทำเล่นๆ แต่ผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย กลับคิดว่าเราควรสืบสานวรรณคดีไทยเพราะเป็นสิ่งที่สนุก ผมไม่เคยมองว่าวรรณคดีเป็นสิ่งสูงค่า เลอค่าอมตะเลย เพราะยิ่งเรามองแบบนั้นมีแต่จะยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกห่างไกลจากวรรณคดีมากขึ้น แม้กระทั่งเสียงวิจารณ์แง่ลบที่มีต่อคนที่เอาวรรณคดีมาดัดแปลง เช่น เอามาทำเป็นการ์ตูนหรือโฆษณาล้อเลียน ผมก็มองต่างมุมว่า ทำไมถึงไปวิจารณ์เขาอย่างนั้นในเมื่อจุดประสงค์ดั้งเดิมของวรรณคดีไทยส่วนใหญ่คือสร้างมาเพื่อความบันเทิงอยู่แล้ว การทำแบบนี้แหละคือสิ่งที่จะช่วยสานต่อลมหายใจให้กับวรรณคดีไทย แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเด็กยุคนี้จะชินกับงานเขียนร้อยแก้ว พอมาอ่านร้อยกรองเลยรู้สึกว่ายาก อ่านไม่เข้าใจ ตรงนี้ถ้าเราปรับด้วยการเอาฉบับร้อยแก้วหรือฉบับการ์ตูนมาให้เด็กอ่านก่อน คือเน้นทำให้เด็กสนุกกับเนื้อเรื่องว่าใครทำอะไรอย่างไรแล้วค่อยเอาร้อยกรองให้อ่าน ผมเชื่อว่าเด็กจะอ่านได้อย่างเข้าใจมากขึ้น คำศัพท์ไหนไม่รู้จักยังพอจะเดาได้

ผมคิดว่าในฐานะครู เราต้องรู้จักดัดแปลงวิธีการสอนด้วย ถ้าเราไปบังคับให้อ่านร้อยกรองเลย เด็กอาจจะมีอคติ ยิ่งถ้าไปปลูกฝังว่าวรรณคดีไทยเป็นสิ่งสูงค่าด้วยแล้ว เด็กจะยิ่งทำตัวห่างออกไปอีก เปรียบเทียบได้กับภาษาหลายภาษาในโลกนี้ที่ตายไปก็เพราะไม่มีคนใช้แล้ว แต่หากยังมีคนเอามาใช้อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน ถือว่าภาษานั้นยังมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่าถ้ายังมีคนเอาวรรณคดีไทยมาเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ วรรณคดีของไทยเราก็จะยังมีลมหายใจอยู่ต่อไปแน่นอน"

(ตีพิมพ์เมื่อ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๐๑๓)