สุขุมวิท

บ้านเก่านอกกรุง

พ.ศ.๒๔๘๓ - ๒๔๘๖

สมัย ว.ณ ประมวญมารค ประพันธ์นวนิยายเรื่องปริศนา ถนนบางกะปิที่เริ่มจากตรงข้ามทางรถไฟ และยาวหลายไมล์ถึงปากน้ำ ยังมีทุ่งนา กระท่อม คลอง พร้อมไม้ทอดเป็นสะพานข้ามคลอง คือมีสภาพของท้องทุ่งนั่นเอง

บ้านที่ครอบครัวของปริศนาอยู่ เป็น "บ้านไม้เล็กๆ" น่าเอ็นดูริมถนนบางกะปิ บ้านเป็นสองชั้น ชั้นบนมีห้องนอน ๓ ห้อง ชั้นล่างมีห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น (ห้องสมุด) และห้องรับประทานอาหาร

บริเวณบ้านมีเนื้อที่ประมาณไร่ครึ่ง มีสนามกว้าง เรือนครัวและที่พักของบริวารซึ่งมี ๔ คน ที่พักอยู่ในบริเวณ แล้วยังมีเรือนเล็กที่คุณยายของปริศนาอยู่อีกด้วย

บ้านนี้มีแขกยามเฝ้า และบ้านใกล้เคียงเพื่อนบ้านปลูกตึกไว้หลังหนึ่งเมื่อยังไม่ได้ใช้ได้ให้ฝรั่งเช่า

 

พ.ศ.๒๕๐๐

คนซอยสามมิตร (สุขุมวิท ๑๖) เล่าว่า "พวกเราย้ายมาจากเพลินจิต พี่ๆ น้องๆ รวมกันไปซื้อที่มาแบ่งคนละแปลงสองแปลง จึงมีบ้านญาติเรียงกันอยู่เกือบตลอดซอย"

"ตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ มีบ้านเพียงไม่กี่หลังในซอยนี้ กลางคืนเงียบทีเดียว และจากบ้านมองไปเห็นบึงใหญ่ของโรงงานยาสูบเต็มๆ ไม่มีอะไรบัง"

เห็นบ้านฝั่งเลขคู่หลังนี้แล้วก็นึกถึงบ้านอีกหลายๆ หลังในหลายๆซอยในปัจจุบัน ที่พอกล่าวรวมๆ ได้ว่าร่วมสมัยกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบ้านที่ถ่ายภาพมาคราวนี้ คือเป็นบ้านสองชั้นในเนื้อที่ ๑ - ๒ ไร่ สนามหน้าบ้านกว้างขวาง บ้านมีระเบียงทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ชั้นบนด้านหน้าส่วนที่ทึบบางทีก็เล่นลายด้วยการให้ผนังส่วนหนึ่งเป็นไม้ หรือให้สีอื่นๆ ที่ไม่ใช่กำแพงทึบสีขาวอย่างที่เห็นในวันนี้ แล้วเว้นช่องสองข้างไว้สำหรับเป็นหน้าต่าง

 

พ.ศ.๒๕๑๐

คนสุขุมวิทฝั่งเลขคี่เล่าว่า หน้าบ้านเคยมีคลองเลียบถนน บ้านริมคลองแสนแสบจะมีท่าน้ำ และมียอ เขายกยอกันได้กุ้ง ได้ปลา ทุกครั้ง

สุดซอยที่คลองแสนแสบ มีท่าเรือกว้างเป็นท่าไม้ ใกล้เวลาบ่ายสองโมง แม่จะเตรียมตัวเดินไปท่าน้ำ รอเรือขายผลไม้ที่รับผลไม้จากคลองมหานาคมาขาย เรือไม่เคยมาผิดเวลาเลย

วันเพ็ญเดือน ๑๒ ก็เดินไปลอยกระทงที่ท่าไม้ชายคลองแห่งนี้ เมื่อจะไปประตูน้ำก็เดินมารอเรือหางยาวที่ท่านี้เหมือนกัน

คลองซอยเป็นเส้นเลือดฝอยของคลองแสนแสบ ที่พาน้ำไปสู่เส้นเลือดสายหลักคือแม่น้ำเจ้าพระยา

 

จากนั้นถึง พ.ศ.๒๕๕๕

สองฝั่งคลองแสนแสบและคลองซอยกลายเป็นเขื่อนซีเมนต์ ทำให้คลองกลายเป็นลำรางกว้างๆ เพื่อลำเลียงน้ำจากท่อระบายน้ำและท่ออื่นๆ

ไม้ที่ท่าน้ำแหว่งวิ่น และค่อยๆ หายไปทีละแผ่น

เรือหางยาวซูมผ่านไปมาถี่ขึ้น พาคลื่นกระทบกระแทกจนเรือพายเดือดร้อน

คนปลายซอยถมปากคลองซอยหน้าบ้านตนเอง วางท่อลอดแทนคลอง แล้วเขยิบรั้วออกมาชิดถนน

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน จนบอกไม่ถูกว่าเมื่อใดแน่ที่แม่ไม่ไปที่ชายคลองอีกต่อไปเพราะเรือขายผลไม้ไม่มาแล้ว อาชีพที่อยู่กับสายน้ำอีกอาชีพหนึ่งหายไป

ยอสองฝั่งคลองแสนแสบหายไป ปลาวางไข่ริมตลิ่งที่มีโคลนตมและในร่มไม้ริมคลองได้ แต่ไม่วางไข่ริมเขื่อนซีเมนต์

ลูกคนที่เดินทางไปประตูน้ำต้องเปลี่ยนจากก้าวเดินขึ้นท่าน้ำ เป็นต้องค่อยๆโหนตัวออกไปริมรั้วบ้านคนอื่นเพื่อเหยียบไม้แผ่นหนึ่งก่อนจะถึงเรือ จึงต้องเลิกการเดินทางทางเรือ

จะลอยกระทงก็ต้องย้ายไปหาทำเลใหม่ที่อื่น

อาชีพที่อยู่ต่อมาได้อีกระยะหนึ่งคือพายเรือข้ามฟากเพราะตรงนั้นเป็นที่นักศึกษามหาวิทยาลัยลงรถที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เดินเข้าซอย แล้วลงเรือมาขึ้นที่ท่าของมหาวิทยาลัย

คนซอยสามมิตรบางคนยังอยู่ที่เดิม บางบ้านเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอย เช่น เป็นร้านอาหาร บางบ้านก็ขายเปลี่ยนมือไป ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ตอนนี้ญาติๆ จึงกระจัดกระจายไป ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นชุมชนของเครือญาติในซอยเดียวกันแบบเดิม

ด้วยค่าโดยสารคนละหนึ่งสลึง คนงานเดินหนังสือคนหนึ่งสามารถทำอาชีพพายเรือข้ามฟากตอนเลิกงานและก่อนเริ่มงาน ส่งลูกเรียนจนจบพาณิชย์นาวี บัดนี้แม่เกษียณแล้ว ลูกเลี้ยงแม่และมีเงินให้แม่ลงทุน จากคนพายเรือจ้างและคนเดินหนังสือ เธอเป็นเจ้าของกิจการหอพักและห้องเช่าหลายแห่งสำหรับคนที่จรมาอยู่กรุงเทพฯ ชั่วคราว

 

ปี ๒๕๕๕ ฉันแหงนมองอาคารรังนกที่แย่งกันสูงเสียดฟ้า พยายามนึกถึงภาพถนนสุขุมวิทสมัย ๕๐ ปีก่อนโน้น

สุขุมวิทที่มีคลองเลียบถนน

สุขุมวิทที่ไม่มืดอึมครึมด้วยรางรถไฟฟ้าเหนือหัว

สุขุมวิทที่บางส่วนเป็นทุ่งนา ยังมีควายเดินอยู่ในซอยที่เป็นโคลนในหน้าฝน เป็นถนนขรุขระในหน้าแล้ง

สุขุมวิทที่เป็นชานเมือง เงียบ สงบ และรถไม่ติด

บรรยากาศของบางกะปิ/สุขุมวิท ที่วันนี้ไม่มีแล้ว