บ้านพวน

บ้านเก่านอกกรุง

 

        เรือนหลังนี้เหมือนเดิมอยู่อย่างเดียว คือ ไม้แกะสลักที่ติดตั้งอยู่ในส่วนที่เป็นช่องลมภายในบ้าน ส่วนอื่นๆ ดัดแปลงไปตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าเรือนในแต่ละเวลา

พ่อเคยเล่าว่าเป็นงานแกะสลักฝีมือช่างจีน

ตัวเรือนถูกดีดขึ้นให้สูงพอสู้กับน้ำท่วม แต่คงใต้ถุนสูงเอาไว้ ใต้ถุนที่สมัยก่อนโน้นเป็นที่อยู่ของวัวที่เราใช้ไถนา และบางคราวก็เป็นที่นั่งเล่นหลบร้อนของทุกคน

ระเบียงโล่งข้างเรือนหายไป ระเบียงนี้เคยเห็นผู้ใหญ่เขาโยนแตงที่เก็บมาจากนาขึ้นไปกองไว้

สมัยโน้น เราทำนาหน้าน้ำ และปลูกแตง หรือพืชล้มลุกอื่นๆในหน้าแล้ง เมื่อไปเยี่ยมญาติช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ขากลับเด็กๆ จะได้รับแจกแตงโมปลายเถาลูกเล็กๆกลับบ้าน เป็นเรื่องภูมิใจนิดๆของเด็กๆ ที่สามารถกินแตงโมคนเดียวหมดลูกได้

เรือนครัวมีลักษณะเป็นส่วนต่อขยายของเรือนใหญ่ ชิดริมลาน มีไหน้ำปลาเรียงเป็นแถว หน้าน้ำได้ปลามากมายทั้งจากในคลองและในนา ขากลับกรุงเทพฯ แม่จะได้น้ำปลามาหลายขวดแม่โขง สำหรับไว้กินตลอดปี

ลานโล่งแห่งนี้ กว้างมากสำหรับสายตาของเด็ก ที่ตรงนี้ส่วนหนึ่งเคยใช้เป็นที่ล้อมวงกินข้าวจากสำรับที่มาในถาดขนาดใหญ่ ซึ่งสมัยนี้ยังทำกันอยู่เมื่อไปทำบุญที่วัดใกล้บ้าน

อีกมุมหนึ่งของลาน ผู้ใหญ่เคยจุดตะเกียงแล้วนั่งคุยกันไป คัดข้าวกันไป คัดกันทีละเมล็ดๆ เพื่อส่งเข้าประกวด และเพื่อเก็บไว้ทำพันธุ์ในฤดูเพาะปลูกถัดไป

บางวัน เด็กๆก็ได้นอนฟังนิทาน โดยแต่ละคนพยายามทำตัวลีบนอนกระดานไม้แผ่นเดียวให้ได้ เพราะกลัวผีจะแหย่นิ้วขึ้นมาจากความมืดใต้ถุนเรือน

สิ่งเหล่านี้ไม่เหลือแล้ว คงเหลือเพียงในความทรงจำ ส่วนที่เหลือไว้เตือนความจำ คือถ้วยรางวัลที่ได้จากการชนะการประกวดพันธุ์ข้าว

สมัยนั้น เราไม่เคยซื้อพันธุ์ข้าว ยิ่งแบมือขอข้าวแจกมาทำพันธุ์ยิ่งเป็นสิ่งที่ปู่และย่าผู้มีอาชีพทำนา ไม่เคยคิด

ทว่าในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง กลับพบหลายสิ่งที่คงเดิม

ตุ่มน้ำยังคงใช้ฝาปิดทำด้วยเศษไม้ พร้อมที่จับ ดูแข็งแรงทนทาน ตู้กับข้าวยังคงใช้สลักแบบเดิม และมีชามสองชั้นใส่น้ำหล่อขาตู้เหมือนเดิม

ยกพื้นที่ใช้เป็นที่นั่งเล่น และแบ่งขอบเขตที่เดิน กับที่นั่งที่นอน ยังคงอยู่ แม้ว่าจะหันคนละทิศทางกับแต่ก่อน

จากบ้านหนึ่งหลัง ฉันเดินไปอีกหลัง และอีกหลัง เพราะว่าสำหรับเราคนพวน และคนไทยสมัยโน้น คำว่าบ้าน หมายถึงหมู่ของเรือน (สมัยนี้เรียกว่าหมู่บ้าน แล้วกรมทางหลวงย่อลงเหลือแค่ "บ.")

บ้านพวนจึงเป็นหมู่เรือนของคนพวนที่อพยพมาอยู่เมืองไทย ใกล้กับบ้านพวน ก็มีบ้านแป้งของลาวเวียง และบ้านญวน ซึ่งก็ต่างอพยพเข้ามาทำกินในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ แต่โดนทิ้งร้างของสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

 

จากบ้านของย่า ที่แต่ก่อนนี้เคยเดินลัดใต้ถุนเรือนไปบ้านย่าผู้น้อง ตอนนี้เดินไม่ได้แล้วเพราะมีรั้วกั้น

แต่ว่าจากบ้านของย่ายังเดินข้ามไปบ้านลุงได้สบายๆ แม้ว่าทางเกวียนจะกลายเป็นถนนคอนกรีตแคบๆ สองบ้านนี้ยังรักษาขนบเดิมที่เราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่ ไม่กั้นรั้ว

พี่ชายวัยใกล้ ๘๐ เป็นลูกลุงเล่าว่า ส่วนเดิมเป็นเรือนปั้นหยา ต่อมาลุงได้ซื้อเรือนมะนิลามาอีกหนึ่งหลัง ปลูกขึ้นเป็นเรือนแฝดมีชานแล่นถึงกัน

บ้านอีกหลังของญาติอีกคนยังคงใช้ใต้ถุนเป็นที่นั่งเล่น ญาติๆเล่าให้ฟังว่า ตอนที่น้ำท่วม ก็ยังได้ใช้เรือพายลำนี้ และให้ดูซิ หลังน้ำลดผักหญ้าขึ้นกันเต็ม นั่นมะระขี้นก ผักเบี้ย ต้นตีนเป็ด และนี่ต้นงวงช้างใช้แก้ไซนัสอักเสบได้ เห็นไหมอาหารก็มี ยาก็มี น้ำท่วมปีนี้มาอยู่ที่นี่นะ

เดือนหน้ามีงานกำฟ้า แล้วต่อไปก็มีวันสารท มาดูพวกเราหาบสำรับกับข้าวไปวัดนะ

ค่ะ นี่เป็นวิถีการนำสำรับกับข้าวไปทำบุญที่วัดของคนบ้านพวน

สมัยที่ยังเป็นเด็ก การไปบ้านพวน ที่สิงห์บุรี เป็นการเดินทางไกล ต้องไปลพบุรีแล้วลงเรืออีกต่อหนึ่ง ขากลับนอนในเรือเมล์สองชั้น ล่องแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงท่าเตียนเอาเมื่อใกล้รุ่ง

สมัยนี้เดินทางใช้เวลาน้อยกว่าวันที่รถติดในกรุงเทพฯ เสียอีก แต่ว่าเราที่มาอยู่กรุงเทพฯ แต่ละคนให้เวลาอยู่ที่บ้านพวนน้อยลงกว่าเดิมมาก เพราะว่าการเดินทางทำให้รีบไปรีบมาได้

พี่ๆ และฉันที่อยู่กรุงเทพฯ รำลึกถึงความหลังที่เรามีร่วมกัน เสียดายว่าตัวของเราเองไม่รู้วิธีและไม่มีพลังเพียงพอจะทำให้วิถีอันเรียบง่ายเช่นนั้นดำรงอยู่อย่างสดใสเจิดจ้าสำหรับคนรุ่นต่อไป