ทรูมูฟร่วมสืบสาน...ละครหุ่นอีสาน คณะเพชรหนองเรือ

สังคีตศิลป์

เรื่อง..."วิญญาณรักนางผีดิบ" ตามท้องเรื่องกล่าวว่า...มีพระโอรสเมืองหนึ่งนามว่า ไกรโลกา ออกไปเรียนวิชาไว้ปกครองบ้านเมือง ระหว่างเดินทางพบพระฤาษีกลางป่า จึงได้เรียนวิชาอาคมจนสำเร็จ ก่อนเดินทางกลับสู่บ้านเมืองนอน พระฤาษีได้มอบหญิงสาวนางหนึ่งชื่อ กาญจนา ที่เก็บมาได้จากในดอกบัว พร้อมให้ลูกศิษย์รุ่นพี่ ไอ้นาค และไอ้หน่อย ร่วมทางคอยให้ความปลอดภัยด้วย ในระหว่างพักแรมนอนกลางป่า มียักษ์มาแอบลักพาตัวกาญจนา พร้อมเป่าลมให้ไกรโลกาปลิวลอยไป ต่อเมื่อนำกาญจนาไปเก็บไว้ในถ้ำ แล้วถึงจะหวนกลับมากินไอ้นาค และไอ้หน่อย แต่ทั้งสองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อน ต่างช่วยกันเร่งตามหาไกรโลกา แต่กลับไปเจอนางผีดิบเข้าเสียก่อน ซึ่งทั้งอยากกินและอยากเอาเป็นคู่นอน


นางผีดิบได้แปลงร่างเป็นหญิงสาวสวย เข้ามาหลอกล่อไอ้นาค กับไอ้หน่อย ต่อเมื่อทำการลวงพรางไม่สำเร็จ จึงกลายร่างเป็นผีดิบให้เห็น เลยทำให้วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง จนมาพบกับยักษ์ที่หวนกลับจะมากิน แล้วเกิดการสู้รบกับยักษ์ได้ชัยชนะ แล้วช่วยกาญจนาออกจากถ้ำมาได้ ส่วนไกรโลกาเมื่อลอยตกถึงพื้นดินแล้ว ก็เดินเสาะหากาญจนาและเพื่อนๆ กระทั่งมาเจอเข้ากับนางผีดิบ ที่กลายร่างเป็นหญิงสาวสวย ขออาสาจะไปพาส่งบ้านเมือง แต่ต้องให้ตนเป็นพระชายาเอก เมื่อเดินทางมาถึงพระราชวัง กาญจนา และไอ้นาค ไอ้หน่อยก็มาถึงพอดี ทว่าไกรโลกาต้องมนต์ดำหลงลืมทุกอย่าง จึงไม่ยอมรับกาญจนา และเพื่อนๆ ทั้งสามกลับไปหาพระฤาษีและเรียนวิชาเพิ่ม แล้วย้อนกลับมาปราบนางผีดิบได้สำเร็จ หลังจากไกรโลกาคลายมนต์ดำไปแล้ว ได้แต่งตั้งให้กาญจนาเป็นพระชายา และให้ไอ้นาค ไอ้หน่อยเป็นมหาดเล็ก

นี่คือ...เรื่องราวนิยายที่แต่งขึ้นโดย สังวาลย์ ผ่องแผ้ว ที่เน้นเสียงหัวเราะมากกว่าอย่างอื่น เพื่อการแสดงให้ความสนุกสนาน ในศิลปะการแสดงพื้นบ้านของ คณะเพชรหนองเรือ ซึ่งก่อตั้งคณะมาตั้งแต่ปี 2532 โดยพี่ชาย สวน ผ่องแผ้ว ชาวอำเภอหนองเรือ ซึ่งเดิมทีมีชื่อคณะว่า หนังตะลุงอีสาน คณะเพชรหนองเรือ แต่ครั้นที่มีโอกาสไปแสดงหนังตะลุง ในงานกาชาดสวนอัมพร กรุงเทพฯ สังวาลย์ผู้น้องประทับใจหุ่นกระบอกภาคกลาง แล้วกลับมาปรึกษากันภายในคณะ โดยประยุกต์ร่วมละครหุ่นกับหนังตะลุง และได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างสูง พร้อมเปลี่ยนชื่อประเภทการแสดงใหม่เป็น ละครหุ่นอีสาน คณะเพชรหนองเรือ หลังจากผู้พี่สวนถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ทำให้ในปัจจุบันผู้น้องสังวาลย์เป็นหัวหน้าคณะ

การแสดง ละครหุ่นอีสาน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หุ่นกระบอกอีสาน ได้พัฒนาจากการแสดงหมอรำหมู่ ตรงที่การดำเนินเรื่อง และบทกลอน ส่วนการเชิดจะเหมือนกับหนังตะลุง เพียงแต่ตัวหุ่นอยู่หน้าฉาก เริ่มต้นทุกครั้งก่อนแสดงต้องสร้างเวที ลักษณะเช่นเดียวกับเวทีหมอลำ ที่ประดับตกแต่งฉากอย่างสดใส ช่วงที่ผู้ชมรอคอยการแสดงจริง หน้าเวทีมีการร้องเพลง และเต้นหางเครื่อง จากเครื่องดนตรีบรรเลงหลังฉาก คือ แคน พิณ ซอ ฉิ่ง ฉาบ กลองชุด ออแกน กีต้าร์ไฟฟ้า เบสไฟฟ้า ที่เสมือนโหมโรงของการแสดงลิเก ต่อด้วยหัวหน้าคณะทำพิธีไหว้ครู แล้วนำหุ่นตัวตลกตัวละครตัวแรก ออกมาเรียกเสียงเฮฮาจากผู้ชม พร้อมทำหน้าที่เป็นพิธีกรชั่วคราว กล่าวแจ้งถึงรายการแสดงในเบื้องต้น เพื่อทำให้ผู้ชมได้เข้าใจเนื้อหา

จากนั้นเข้าสู่การแสดงทางวัฒนธรรมอีสาน ตัวพระ ตัวนางพากย์ภาษาไทยกลาง ส่วนตัวตลก หรือตัวผู้ร้ายพากย์เสียงท้องถิ่น โดยมีคนเชิดหุ่นไม่ต่ำกว่า 3 คน คนพากย์หรือขับร้องประมาณ 3 คนเช่นกัน รวมถึงมีฝ่ายเครื่องเสียงและฝ่ายเครื่องดนตรีด้วย หุ่นกระบอกมีคนเชิดเป็นตัวละคร แทนการใช้บุคคลเป็นตัวแสดงจริง การเชิดหุ่นกระทำเหมือนหนังตะลุง แต่หุ่นกระบอกจะอยู่ด้านนอกฉาก กิริยาการแสดงท่าทางของตัวหุ่นเป็น 3 มิติ ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างราบรื่น ทำให้มีมุมมองกว้างด้านหน้าเวที การดำเนินเรื่องในการแสดงนั้น จะใช้การพากย์ภาษาอีสาน ในบางโอกาสขับร้องเพลงลูกทุ่งแทรกเนื้อเรื่อง

ลักษณะพิเศษของหุ่นกระบอกอีสาน คือ เป็นหุ่นกระบอกที่มีขาแขนขยับได้ โดยส่วนหน้าแกะจากไม้ขนุนแต่งหน้าทาสี บริเวณลำตัวของตัวหุ่นกระบอก มีแกนเสียบหุ่นทำจากท่อพีวีซี ช่วงแขนขาเย็บเป็นรูปแล้วยัดนุ่น ส่วนที่เชิดหรือไม้เชิดทำจากไม้ไผ่ ไว้สำหรับการเคลื่อนไหวหรือขยับแขนขา สังวาลย์ ผ่องแผ้ว เล่าให้ฟังว่า "ผมเติบโตมาภายในจังหวัดขอนแก่น ก็เห็นพี่ชายฝึกหนังตะลุงอยู่ ขณะที่ผมก็ไปตีกลอง ตีฉิ่ง เป่าแคนให้ มาวันหนึ่งเดินทางแสดงที่กรุงเทพฯ ไปเห็นหุ่นกระบอกทางภาคกลาง ตอนนั้นปี 2526 ผมก็อายุราว 20 กว่าๆแล้ว อยากได้มาแสดงที่อีสานดูบ้าง ด้วยชาวอีสานเริ่มจำเจกับหนังตะลุง กลับมาก็ทำหุ่นกระบอกไม่เป็น ไม่มีพื้นฐานการแกะสลัก เลยเอาใจรักลองผิดลองถูกเรื่อยไป ลักษณะของหุ่นกระบอกนั้น ได้รูปแบบจากศิลปินตลกอีสาน กลายเป็นหุ่นกระบอกไอ้นาค ไอ้หน่อย

...หุ่นกระบอกทำมาจากใช้ไม้ขนุน ด้วยมีคุณสมบัติยามนำมาแกะสลัก จะเหนียวไม่แตกง่าย และมอดไม่กิน คนอีสานนิยมนำไปทำกลอง ทำพิณ ตอนแรกไปขอท่อนไม้ขนุนมาได้ ไม่รู้จะแกะตรงไหนเป็นจมูก เป็นหู ทีแรกทำเป็นจมูกมาแปะติด เล่นไปเล่นมาจมูกบิดเบี้ยว ก็ลองแกะเซาะให้กลายเป็นจมูก กว่าจะคิดได้กินเวลา 3-4 ปี ด้วยใจที่มุ่งมั่นต้องทำให้ได้ ด้วยเล่นหนังตะลุงกินอย่างเดียว ต่อมาทางสำนักงานวัฒนธรรมขอนแก่น รวมถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่น เชิญไปแสดงในงานสำคัญๆ ต่างๆ ทำให้ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น"

ย้อนกลับเมื่อมาเยือนโรงเรียนแก่นนคร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่สนับสนุนการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ภายใต้โครงการหุ่นกระบอกขามแก่นนคร ซึ่งทางองค์กรทรูมูฟ เอช 3G+ ก็เล่งเห็น และให้ความสำคัญเช่นกัน จึงรวมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยการจัดกิจกรรมซีเอ็สอาร์ "ชีวิตดี ชุมชนดี กับทรูมูฟ เอช 3G+" ภายใต้ทริป "ซุปตาร์ชวนเปลี่ยนเป็นทรูมูฟ เอช 3G+ ที่ขอนแก่น" โดยผู้บริหารคนเก่ง อติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กล่าวถึงการจัดงานว่า "เราใช้เทคโนโลยี 3G+ ให้เป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างกิจกรรมในแต่ละจังหวัด โดยพยายามเข้าไปดูว่า ภายในชุมชนมีอะไรบ้าง ที่ช่วยผลักดันและส่งเสริมให้รู้จักทั่วประเทศ บางชุมชนมีผลิตภัณฑ์ทำขึ้นมาเอง บางชุมชนมีวิถีที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในแถบทางภาคอีสาน มีศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างที่ชุมชนที่ร้องเพลงโคราช ที่มีการเอื้อนเสียงที่แตกต่างกัน ตอนนี้เหลือเพียง 70-80 คนเท่านั้นเอง รวมตัวกันแถวๆวัดศาลาลอย

...หากไม่ช่วยกันเผยแพร่ หรือช่วยอนุรักษ์ไว้ หลังจากนี้แล้วใครจะมาสืบสานต่อ เราจึงเลือกเพลงโคราชมาประชาสัมพันธ์ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมใช้ พอมาถึงที่จังหวัดขอนแก่น ก็เป็นความบังเอิญอีกเช่นกัน ตอนที่ได้ยินเรื่องหุ่นกระบอกอีสาน เราก็ว่า...หุ่นกระบอกไม่ใช่ของอีสานนะ น่าจะเป็นหุ่นกระบอกของภาคกลางมากกว่า พอได้ฟังเรื่องราวมีมากกว่าที่เราคิดไว้ หุ่นกระบอกก็มีลักษณะเหมือนกับเพลงโคราช คณะที่เล่นหุ่นกระบอกเหลือเพียง 5-6 คณะ ขนาดหุ่นละครเล็กโจวหลุยส์ยังลำบาก แล้วหุ่นกระบอกที่ไม่ได้รับการส่งเสริม จะมีความเป็นไปอย่างไรบ้าง แล้วน่าแปลกใจที่ว่า 5 คณะอยู่ทางภาคกลาง แล้วมีเพียงคณะเดียวทางอีสาน ที่ทำการแสดงอยู่ภายในจังหวัดขอนแก่น คือ คณะเพชรหนองเรือ

...แล้วก็โชคดีที่ว่า โรงเรียนขามแก่นนคร มีชุมชนที่ร่วมใจอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม จึงเกิดชมรมในการเผยแพร่หุ่นกระบอกอีสาน หลังจากที่เราได้เข้าไปสัมผัสมา พบความมีเสน่ห์ของหุ่นกระบอกอีสาน คือ วิธีการเล่นจากดนตรีพื้นเมือง แล้วร่วมกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ มาเล่นเป็นรำซิ่ง รำเติ้ย หรือหมอรำ ซึ่งประเด็นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับการเล่นหุ่นกระบอกทางภาคกลาง ส่วนตัวหุ่นกระบอกทำอย่างเรียบง่าย ผสมผสานเข้ากับความสนุกสนาน จึงเป็นหุ่นกระบอกที่มีความเป็นตัวตน มีความพึงพอใจในตนเอง ที่สะท้อนมาจากผู้ที่แกะสลักหุ่น หากนำหุ่นกระบอกภาคกลาง และอีสานรวมกัน เราสามารถแยกออกอย่างชัดเจน แล้วลักษณะที่โดดเด่นของหุ่นกระบอกอีสาน จะเป็นหุ่นมีครบทั้งสามสิบสองอาการ

...มาถึงในส่วนของเรา คือ นำเทคโนโลยีมาให้เกิดประโยชน์ หากเจอ QR Code สแกนก็เจอหุ่นละคร คณะเพชรหนองเรือ ทั้งประวัติความเป็นมา รูปแบบการแสดง หรือการติดต่อ ซึ่งถือเป็นการเผยแพร่แบบครบวงจร โดยคนขอนแก่นไม่ได้แค่ได้รู้จักเท่านั้น คนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลก ก็สามารถสืบค้นหากันได้ แล้วในการทำซีเอ็สอาร์ของเรา อันดับแรกได้ความรู้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลย ซึ่งเป็นความรู้ที่ประเมินค่ามิได้ ค้นหาในหนังสือก็ยังไม่มีการรวบรวม แล้วท้ายสุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราได้นำเทคโนโลยีที่มีอยู่ มาผสมผสานความรู้อย่างลงตัว จะได้รับผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นความภาคภูมิใจและอิ่มเอิบใจว่า แม้ได้ทำเพียงเล็กน้อย...ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วจะมานั่งคาดว่า...สักวันหนึ่งคงมีคนมาทำ"

หุ่นกระบอกอีสาน แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่แฝงด้วยวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งได้ถูกกลั่นกรองมาจากจินตนาการ สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน อันล้ำค่าของคนอีสานโดยกำเนิดครับ