พระธาตุศรีสองรัก....พระธาตุแห่งความรัก

เล่าขานตำนานไทย
ช่างภาพ: 

ช่วงหน้าฝนหลายคนชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ชอบสะพายเป้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเก็บทิวทัศน์อันงดงามยามสายฝนพร่างพรำกระทบต้นไม้ใบหญ้าและป่าเขา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานของไทย ที่จังหวัดเลย เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากมายในสายฝนค่ะ นอกจากอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่ท้าทายความสามารถของนักท่องเที่ยวในการปีนภูขึ้นไปดูตะวันแล้ว ความสงบเรียบง่ายของเชียงคาน เมืองเล็กทรงเสน่ห์ที่ใครๆก็อยากสัมผัส และประเพณีผีตาโขนที่รวมรักสามัคคีของคนในชุมชนให้ออกมาสนุกสนานในงานบุญได้อย่างงดงาม หนึ่งเดียวในโลก จนถึงโบราณสถาน 'พระธาตุศรีสองรัก' สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ทุกคนเคารพบูชา ล้วนแล้วแต่เป็นการ์ดเชิญสวยงาม ที่ทำให้ใครๆก็อยากมาเที่ยวเมืองเลย

เส้นทางที่เข้าสู่จังหวัดเลยด้านอำเภอด่านซ้าย ไม่ว่าจะผ่านอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก หรืออำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ นักเดินทางทุกคนต้องได้พบกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งแรก ทันทีที่เข้าเขตอำเภอด่านซ้าย คือ พระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเมื่อนับถึงปีพ.ศ.ปัจจุบันแล้ว มีอายุถึง452ปี (พ.ศ.2103 - พ.ศ.2106) แน่นอนค่ะว่าไปที่แห่งใดก็ต้องกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นสิริมงคล

เมื่อเราจอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็เดินขึ้นไปด้านบนของวัดพระธาตุศรีสองรัก พบเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐถือปูนมีฐานเป็นเหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 32 เมตร รอบเจดีย์รายล้อมไปด้วย "ต้นผึ้ง" (ประดิษฐ์จากโครงไม้ไผ่เป็นทรงหอปราสาทขนาด กว้าง 2 ฟุต สูง 2 ฟุตเศษ กรุรอบด้วยลวดลายงานแทงหยวกจากนั้นประดับด้วย "ดอกผึ้ง" ซึ่งทำจากแผ่นเทียนกลมๆบางๆ ตากแดดแล้วจับเป็นกลีบ ตรงกลางติดดอกบานไม่รู้โรย หรือขมิ้นหั่นเล็กๆ ต่างเกสรดอกไม้สีสดใส) เทียนเวียนหัว (เทียนแท่งที่ฟั่นยาวพอคาดได้รอบศีรษะ) ที่ชาวด่านซ้ายหรือ "ลูกผึ้งลูกเทียน" จะนำมาถวายองค์พระธาตุ ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ถือเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ ในการร่วมกันจัดงานสมโภชและนมัสการพระธาตุศรีสองรักขึ้นเป็นประจำทุกปี

พระธาตุศรีสองรักเป็นเจดีย์ที่ไม่มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ หลังจากกราบไหว้บูชาแล้ว หลายคนก็เดินเวียนซ้ายบูชารอบพระธาตุ ซึ่งตรงนี้ได้สอบถามคุณตาท่านหนึ่งผู้ดูแลสถานที่ ให้ความกระจ่างกับเราว่า...ประเพณีเวียนซ้ายนี้เป็นความเชื่อที่ใครก็มาลบล้างไม่ได้ ไปบ้านหนึ่งก็มีความเชื่ออย่างหนึ่ง เจดีย์ส่วนใหญ่ที่เวียนขวา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ที่นี่ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วเวียนซ้าย อธิษฐานตามแต่ใจของเรา....

พระธาตุเจดีย์สีขาวที่แลดูเหมือนเริ่มเอียงลงไปเล็กน้อยเพราะผ่านกาลเวลามาเกือบครึ่งสหัสวรรษ ก่อด้วยอิฐถือปูน มีฐานเป็นเหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 32 เมตร ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุศรีสองรักบนเนินริมน้ำหมัน ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระภิกษุพำนักอยู่ในวัด นอกจากองค์พระเจดีย์แล้ว ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีโบสถ์ 1 หลัง ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปนาคปรก 1 องค์ และพระพุทธรูปอื่นๆ ถัดองค์พระเจดีย์ไปทางทิศตะวันตก มีศิลาจารึก 1 แผ่น ซึ่งจารึกตำนานการสร้างพระธาตุศรีสองรักด้วยอักษรธรรม มีใจความบอกเล่าถึงตำนานการก่อสร้างว่า สร้างขึ้นในแผ่นดินของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิผู้ครอบครองกรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามสมัยนั้น และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เพื่อเป็นสักขีพยานในการทำสัญญาทางพระราชไมตรี และเป็นด่านกั้นเขตแดนของสองพระนคร ทั้งนี้เนื่องจากในระหว่างที่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ครองราชย์นั้นตรงกับสมัยพม่าเรืองอำนาจ เพราะมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งในการสงครามปกครอง คือ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ และพระบุเรงนอง พม่าได้ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีสัตนาคนหุตหลายคราว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงทำไมตรีกัน เพื่อร่วมกันต่อสู้กับพม่า

ผลของการทำสัมพันธไมตรีครั้งนั้น นอกจากร่วมรบกับพม่าแล้ว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ยังได้มีพระราชสาส์นมาสู่ขอ พระเทพกษัตรีย์ พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งเกิดแต่พระนางศรีสุริโยทัยไปเป็นพระมเหสีด้วย เพราะพระมเหสีเดิมถูกกองทัพพม่ากวาดต้อนไป ในคราวเสียกรุงศรีสัตนาคนหุตแก่พม่า เพื่อเห็นแก่พระราชไมตรี พระเจ้า ช้างเผือกก็ยินดียกให้ แต่เป็นที่น่าเศร้าเสียใจ เป็นอย่างยิ่ง ขณะพระเทพกษัตรีย์เดินทางไปยัง กรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ถูกกองทัพพม่าดักเข้า แย่งชิง และกวาดต้อนไปกรุงหงสาวดีเสียก่อน พระธาตุศรสองรักจึงมีความสำคัญ ระหว่างสองประเทศเพราะเป็นสถานที่ที่ พระมหากษัตริย์ทั้งสองทรงร่วมกันหลั่งน้ำพิพัฒน์สัตยาบันลงเหนือพื้นปฐพี โดยมีสมเด็จพระสังฆราชของทั้งสองแผ่นดินร่วมกันเป็นสักขี พยาน เพื่อเป็นมิตรไมตรีตลอดพุทธันดรและเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีกันครั้งนี้ ได้ทรงร่วมกันสร้างพระเจดีย์ขึ้นเป็นสักขีพยานชื่อว่า "พระธาตุศรีสองรัก"...ข้อห้ามสำคัญในการขึ้นมากราบไหว้บนเจดีย์พระธาตุศรีสองรักนี้คือห้ามใส่เสื้อผ้าสีแดงขึ้นมา ตามความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีของเลือดและสงคราม

ตามตำนานกล่าวต่อว่าได้สร้างขึ้น ณ ที่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำน่านบนโคกไม้ติดกัน เริ่มสร้างแต่ พ.ศ.2103 ตรงกับปีวอก โทศก จุลศักราช 922 และเสร็จเมื่อ พ.ศ.2106 ตรงกับปีกุล เบญจศก จุลศักราช 925 ในวันพุธขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 และได้ทำพิธีฉลองสมโภช ในวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 การสร้างพระธาตุศรีสองรัก นับเป็นสักขีพยานในความรักใคร่ของไทยและชนชาติเผ่าลาวในดินแดนล้านช้างสมัยนั้นมาตั้งแต่โบราณกาลเป็นอย่างดี ประชาชนในท้องที่จังหวัดเลย และจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอำเภอด่านซ้าย และเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเลย ในวันเพ็ญเดือน 6 จะการทำพิธีสมโภชและนมัสการพระเจดีย์ขึ้นทุกปีจนถือเป็นประเพณีตลอดมาจนทุกวันนี้

ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนนับหมื่นคนที่เคารพเลื่อมใสในองค์พระธาตุศรีสองรัก เข้าร่วมงานล้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเลย สมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา เป็นประธานงาน และเจ้าพ่อกวน ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำวัฒนธรรมเมืองด่านซ้ายคนปัจจุบัน คือ นายถาวร เชื้อบุญมี เป็นผู้นำในพิธีกรรมต่างๆ ประชาชน และผู้เคารพเลื่อมใส โดยเฉพาะชาวอำเภอด่านซ้ายที่ไปทำงานในต่างจังหวัดต่างเดินทางกลับมาร่วมงานที่บ้านเกิดในครั้งนี้ด้วย เพื่อได้บำเพ็ญกุศลและนมัสการพระธาตุศรีสองรัก รวมถึงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น กิจกรรมตลอด 4 วันประกอบด้วยพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ และเปิดให้ประชาชนร่วมทำบุญนมัสการพระธาตุศรีสองรัก และมีพิธีกรรมที่สำคัญ คือการประกอบพิธีล้างธาตุ และคารวะธาตุ พิธีแห่นาค พิธีทำขวัญนาค ณ วัดโพนชัย และวันเสาร์ที่ 5 พ.ค. วันสุดท้ายของงาน เป็นพิธีทำบุญตักบาตร ณ วัดโพนชัย พิธีบูชาพระธาตุพิธีถวายต้นผึ้ง และพิธีสรงธาตุ พิธีเวียนเทียน พิธีจุดบั้งไฟ และบรรพชาอุปสมบท