บทเพลงที่บรรเลงอยู่ในหัวใจคนไทย

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"การดนตรีนี้เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นดนตรี ไม่ได้แต่งเพลง ไม่ได้ร้องเพลง แต่ก็ฟังเพลง ก็ถึงจิตใจของเขาได้ นี่คือความสำคัญของการดนตรีซึ่งเหนือศิลปะอื่นๆ"(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถในด้านการดนตรี ทรงดนตรีได้หลายประเภท อาทิ โซปราโน แซกโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต เปียโน กีตาร์ ฯลฯ ดังที่ประชาชนทั่วไปจะได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในขณะที่ทรงดนตรีอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์บทเพลงอีกด้วย โดยทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง "แสงเทียน" ในแนวบลูส์ขึ้นเป็นเพลงแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ดังที่ได้มีพระราชดำรัสเล่าว่า

"...จากนั้นฉันก็แต่งขึ้นอีกเรื่อยๆ จนบัดนี้รวมทั้งหมด ๔๐ เพลง ในเวลา ๒๐ ปี คิดเฉลี่ยปีละ ๒ เพลง ที่ทำได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากนักดนตรี นักเพลงและนักร้อง รวมทั้งประชาชนผู้ฟังต่างได้แสดงความพอใจ และนิยมพอสมควร จึงเป็นกำลังใจแก่ฉันเรื่อยมา"

เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นบทเพลงที่บรรเลงอยู่ในหัวใจคนไทยเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นักดนตรีให้เห็นถึงความสำคัญของการดนตรีว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถชักชวนคนไทยให้สำนึกถึงหน้าที่ของตน ให้มีความเข้มแข็ง สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อรักษาชาติ ทรงได้พระราชนิพนธ์เพลงปลุกใจเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติ มิให้ท้อถอยในการทำความดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และต่อตนเอง ต่อสังคม ดังเพลงพระราชนิพนธ์ "ความฝันอันสูงสุด" และ "เราสู้"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่องในพระปรีชาสามารถ ทรงเป็นครูสอนดนตรีแก่ข้าราชบริพาร และทรงซ่อมเครื่องดนตรีได้ นอกจากนี้ยังทรงเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงต่างๆ พสกนิกรชาวไทยจึงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญาว่า "อัครศิลปิน"

(ข้อมูลจากหนังสือ "สมเด็จพระนวมินทราชาธิราช")