ขจร กังสดาลพิภพ คุณหมอนักดำน้ำ

สุขที่ใจรัก

"โลกใต้ท้องทะเล" เป็นเสมือนดินแดนอีกมิติหนึ่งที่สวยงาม ลึกลับ และมีมนตร์ขลัง ที่ทำให้ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัสด้วยตาของตัวเองสักครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังเหมือนมีมนตร์สะกดที่ดึงดูดให้คนที่เคยไปแล้วต้องอยากกลับไปอีกอยู่ร่ำไปอย่างไม่รู้จักเบื่อ

"เวลาเราลงไปจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มีแค่เสียงที่เราว่ายน้ำกับเสียงหายใจใต้น้ำให้ได้ยิน เหมือนช่วงเวลาที่เราได้ฟังเสียงหัวใจตัวเอง อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ มีสมาธิอยู่กับตัวเอง ซึ่งแค่ได้ลงไปหายใจใต้น้ำก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องลงไปแล้วเจออะไรพิเศษก็ได้ แค่ไปว่ายน้ำดูวิวใต้ทะเล ดูปะการัง ดูความเปลี่ยนแปลงมีอะไรต่างจากปีก่อนบ้าง หรือแค่ตามดูพฤติกรรมสัตว์ตัวเดียวไปตลอดทั้งไดฟ์ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ทำให้เราอยากมาอยู่ตรงนี้อีกเรื่อยๆ"

ทั้งหมดคือเหตุผลของความประทับใจ ที่ "ทันตแพทย์ขจร กังสดาลพิภพ" หรือหมอบี มีต่อการดำน้ำ แม้ว่างานในฐานะหมอฟันและอาจารย์ประจำคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะรัดตัวแค่ไหน แต่เขาจะต้องหาเวลาว่างลงไปฟังเสียงหายใจใต้น้ำและชมความงดงามของโลกใต้ทะเลอยู่เสมอ

หมอบีเล่าถึงที่มาความชอบกิจกรรมดำน้ำของตนว่า ย้อนไปสมัยเป็นเด็ก เขามีความสนใจดูสารคดีชีวิตสัตว์ ไม่ว่าจะสัตว์บกหรือสัตว์น้ำล้วนชอบทั้งหมด รวมถึงยังชอบดูรูปสัตว์ใต้ทะเลจากนิตยสารอยู่เสมอ จนเป็นแรงบันดาลใจให้สักวันหนึ่งอยากจะเห็นด้วยตาของตัวเองบ้าง และความชอบนี้ยังเกือบทำให้เขาเรียนต่อทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมาแล้ว

"ตอนสอบเอ็นทร้านซ์ ผมเลือกอันดับ ๑ คณะทันตแพทยศาสตร์ ส่วนอันดับ ๒ คือวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุดเริ่มต้นของการได้ดำน้ำ คือปิดเทอมไปเที่ยวกับเพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ครั้งนั้นได้ดำน้ำแบบผิวน้ำหรือสน็อกเกิ้ล (Snorkel) ผมสังเกตตัวเองนะว่าสามารถดำน้ำและว่ายน้ำไปเรื่อยๆเป็นชั่วโมงได้ไม่มีเบื่อ ว่ายไปเจอฉลาม เจอเต่า เจอปะการัง เจอปลาการ์ตูน เราเพลินนะ แต่ว่าดำในระดับผิวน้ำไม่สามารถเห็นโลกใต้ทะเลแบบที่ได้ดูในสารคดีหรือในหนังสือได้ เลยตัดสินใจลงเรียนดำน้ำลึกหรือสกูบ้า (Scuba Diving) ซึ่งการดำน้ำลึกเราต้องสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติให้ผ่าน ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานที่ดีพอสมควรก่อนจะลงสนามจริง

ในช่วง ๕ ปีแรกผมดำแค่ภายในประเทศ ต้องบอกว่าเมืองไทยเราทะเลสวยมากนะ และสามารถดำน้ำได้ตลอดทั้งปี เรามีทะเลแบ่งเป็น ๒ ฝั่ง คือฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ซึ่งสามารถสลับกันดำน้ำได้ อย่างช่วงปลายปีเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน จะดำฝั่งทะเลอันดามัน มักจะไปที่หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หรือจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต ไปจนถึงจังหวัดสตูล พอมรสุมเข้าจะย้ายมาที่ทะเลฝั่งอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม จะมีไปเกาะเต่า เกาะนางยวน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกาะโลซิน จังหวัดปัตตานี จะดำน้ำสลับไปมาสองฝั่งทะเลตลอด ผมโชคดีด้วยที่เริ่มต้นดำน้ำเร็ว ตอนนั้นทะเลไทยสมบูรณ์มาก เจอปลา เจอสัตว์หลากหลาย ก่อนลงน้ำจะมีการให้ข้อมูลว่าที่ตรงนี้ดำลงไปจะมีโอกาสเจอสัตว์อะไรบ้าง ซึ่งพอเราได้เจอตามที่บอกไว้ มันทั้งตื่นเต้นและดีใจ เก็บมาเขียนในล็อกบุ๊คหรือไดอารี่การดำน้ำของเรา

หลังจากนั้น ช่วง พ.ศ.๒๕๔๔ ผมเริ่มออกไปดำน้ำที่ทะเลต่างประเทศ มาเลเซียคือประเทศแรกที่ไป ได้ไปดำที่เกาะสิปาดัน ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงของมาเลเซีย ตั้งใจจะไปดูปลานกแก้วหัวโหนก ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อให้ทันดูเขาออกมาจากรัง จากนั้นจะมีไปฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อียิปต์ ฮาวาย ที่ฮาวายเป็นที่แรกๆที่เราจะได้ดำน้ำกลางคืนเพื่อดูปลากระเบนราหู (Manta ray) ซึ่งเป็นปลากระเบนที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่งเรือออกไปตอนหกโมงเย็น

จากนั้นก็ลงน้ำจะมีไฟสปอตไลท์ส่องเหมือนล่อแพลงก์ตอน แล้วเขามากันสัก ๑๕ ตัว ว่ายใกล้เรามาก ตีลังกาหมุนวน ประทับใจมาก เพราะถ้าเป็นเมืองไทยเจอสัก ๒ ตัวได้เรียกว่าเก่งแล้ว นอกจากนั้นยังมีดำน้ำจืดที่อเมริกา ไปดูพะยูน ตื่นเต้นมาก ผมตั้งใจว่าใน ๑ ปี จะหาเวลาไปดำน้ำให้ได้สัก ๓ ครั้ง ในประเทศสัก ๑ ครั้ง และนอกประเทศสัก ๒ ครั้ง ปัจจุบันดำมาแล้ว ๘๐๐ ไดฟ์ได้ สำหรับผมยังชอบทะเลประเทศไทยอยู่นะ แต่ก็ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ ทะเลที่ต่างประเทศจะมีสัตว์น้ำแปลกๆที่เห็นตามรูปในหนังสืออยู่เยอะ ส่วนความหลากหลายของสัตว์น้ำต้องยกให้ประเทศเพื่อนบ้านเรา ยอมรับว่าทะเลเขายังสมบูรณ์มากทีเดียว"

การลงไปในโลกใต้น้ำแต่ละครั้ง คือความเสี่ยงที่อาจจะเจออันตรายหรือเรื่องไม่คาดคิดได้ ดังนั้น "สติ" จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักดำน้ำทุกคนต้องติดตัวไว้อยู่เสมอ

"ถ้าเจอสัตว์ใหญ่อย่าไปจับเขา อย่าไปว่ายไล่เขา แต่ส่วนมากพวกปลากระเบนราหู ปลาฉลามวาฬจะใจดี ที่เขาทำได้แค่ว่ายหนีเรา หรือถ้าเราไปขวางทางเขาอาจชนเราได้ เวลาเจอสัตว์ใหญ่ไม่ต้องตกใจให้ว่ายรักษาระยะห่างไว้ และถ้าเจอสัตว์อันตรายต้องมีสติ แต่โดยมากสัตว์จะกลัวเรา

มีครั้งหนึ่งผมกำลังถ่ายรูปทากเปลือยอยู่ แล้วมีงูทะเลมาอยู่ตรงหน้า เราก็ตกใจแต่พยายามนิ่งไว้ ค่อยๆว่ายกระเถิบออกมา หรือปลาแมงป่องเขาจะอยู่กลืนกับหิน ถ้านักดำน้ำเอามือไปโดนจะถูกพิษได้ ทางที่ดีคือเราต้องปรับการลอยจมของเราให้ดี พยายามอย่าเอามือไปเกาะ หรือปลาสาก ถ้าเขาเห็นแสงอะไรแวววับ เช่น แสงจากไฟฉายของเรา เขาจะว่ายพุ่งเข้าชน นักดำน้ำต้องฝึกถือไฟฉายให้ห่างตัว ซึ่งถ้าเรารู้พฤติกรรมสัตว์น้ำในระดับหนึ่งจะช่วยให้ปลอดภัยขึ้น บางครั้งนักดำน้ำตกใจแล้วรีบถีบตัวสู่ผิวน้ำเร็วเกินไปยิ่งเป็นอันตรายเพราะจะทำให้ปอดฉีกขาดได้ ดังนั้น ต้องมีสติค่อยๆแก้ไขสถานการณ์

ผมโชคดีไม่ค่อยเจอเหตุการณ์หวาดเสียวอะไรมาก ที่เคยเจอมีครั้งหนึ่ง คือหน้ากากที่ใส่ขาด ทำให้น้ำไหลเข้าภายในหน้ากากจนมองทางไม่เห็น เราไม่รู้จะต้องไปทางไหน ผมต้องเอามือกดหน้ากากไว้แล้วว่ายไปหาไดฟ์ลีดหรือคนที่ดูแลกลุ่ม บอกเขาว่าเรามีปัญหา ณ จุดนั้นต้องมีสติครับ อีกที่คือบาหลี เป็นจุดดำน้ำในฝันของผม เพราะมีโอกาสเจอปลา Mola Mola หรือ Sun Fish ตรงจุดที่ดำน้ำเป็นจุดที่มีการเปลี่ยนของกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว (Down Current) บางครั้งแรงของน้ำจะกดตัวเราจมลงไปด้านล่างสักพัก แล้วเปลี่ยนกระแสดันตัวเราขึ้นสู่ด้านบน ผมโดนกดลงไปสัก ๓๘ เมตรได้ ว่ายน้ำอย่างไรก็ไม่ขึ้น ต้องพยายามเอาตัวชิดกับหินไว้แล้วค่อยๆคลานขึ้นมาเพราะแรงกดหนักมาก ถ้าไม่มีสติแล้วว่ายไปกลางน้ำอาจจะยิ่งโดนดันลงไปลึกเรื่อยๆ อันตรายมาก ซึ่งมีคนถามว่าเจอแบบนี้เข็ดหรือกลัวไหม เราจะตอบว่า ผมเจอเรื่องที่ประทับใจมากกว่าเจอเหตุการณ์ร้ายๆเลยทำให้ยังอยากดำลงไปอยู่ตลอด"

เล่าถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญแล้ว หมอบีปรับโหมดมาเล่าเหตุการณ์ประทับใจบ้าง

"ผมชอบฉลามวาฬที่สุด เขาเป็นยักษ์ใหญ่ใจดี มีทริปหนึ่งได้ไปดำน้ำที่อินโดนีเซีย เราดำไปใต้น้ำเขาจะว่ายวนอยู่กับเรา พอเราขึ้นมาเปลี่ยนเป็นดำผิวน้ำบ้าง เขายังว่ายอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ ผมดำผุดดำว่ายเล่นกับเขาแทบไม่อยากขึ้นจากน้ำเลย ฉลามวาฬเหมือนเป็นสัตว์ในตำนาน ผมเองไม่ได้เจอบ่อย แต่ถ้าได้เจอวินาทีนั้นเหมือนหยุดนิ่งเลย แบบมาแล้วๆ ดีใจ เวลาสบตากันเหมือนเราได้สื่อสารกัน ว่ายน้ำเล่นตีคู่กันมาเลย เป็นช่วงเวลาดีๆที่ผมประทับใจมาก มีความสุขนะ พอไม่ได้เจอนานๆก็คิดถึงอยากเจอจัง (หัวเราะ)

แต่สิ่งที่ทำให้ผมชอบโลกใต้น้ำไม่ใช่แค่การได้เจอสัตว์ใหญ่เท่านั้น แต่คือการได้เข้าไปอยู่ในอีกโลกที่แตกต่างเลย เราเป็นบุคคลแปลกหน้าที่ไปทำความเข้าใจว่าเขาอยู่กันอย่างไร ได้เห็นสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ขนาดเล็กมากไปจนถึงใหญ่เท่ารถเมล์ เป็นความสุขที่ได้อยู่ตรงนั้น" ในการดำน้ำหมอบีบอกว่าเขายึดหลัก ดำน้ำแบบรักษาธรรมชาติ คือในการลงไปในทะเลไม่ใช่แค่ใส่อุปกรณ์แล้วจะดำน้ำได้เลย ยังต้องอาศัยการเตรียมพร้อม เช่น จะว่ายน้ำอย่างไรไม่ให้เท้าไปเตะโดนปะการังหัก บางคนยังลอยตัวไม่เก่ง ดำลงไปแล้วเอามือจับเกาะปะการังทำให้เสียหายได้ และต้องไม่ไปสัมผัสสัตว์น้ำ หรือให้อาหารสัตว์น้ำเพราะจะไปทำลายระบบนิเวศน์

เหล่านี้คือสิ่งที่นักดำน้ำควรคำนึงถึง ซึ่งหมอบีจะให้คำแนะนำแก่นักดำน้ำรุ่นใหม่ให้ระมัดระวังอยู่เสมอ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดและนานที่สุด และนักดำน้ำรุ่นต่อไปจะได้มีทะเลสวยๆให้สัมผัสกัน นอกจาก "รัก" แล้วยังต้อง "รักษา" โลกใต้ทะเลด้วย