คำสาปครูบาศรีวิชัย (๓)

“ตราบใดน้ำแม่ปิงไม่ไหลย้อนคืน อย่าเอาข้าไปเหยียบเมืองเชียงใหม่เป็นอันขาด”
บันทึกวันวาร

พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้ทรงการสอบสวนข้ออธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัยอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เพราะต้องการรวบรวมหลักฐานต่างๆทุกอย่าง ตลอดจนข้อสำนวนเก่าจากเจ้าคณะเมืองลำพูนและเจ้าคณะมณฑลเชียงใหม่ ตลอดจนถึงพลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพ รวมเวลาการสอบสวนทั้งหมด ๒ เดือน ๔ วัน คณะกรรมการลงความเห็นว่าครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา

          ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประกอบกรรมดี ครูบาศรีวิชัยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความดีที่ประกอบนั้นได้ผลตอบแทนอย่างไร องค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าได้เฝ้าดูพระศรีวิชัยมาตลอด โดยความซื่อสัตย์และอ่อนโยน พูดตรงไปตรงมาของครูบาศรีวิชัยทำให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรงเมตตา ได้พระราชทานเงินส่วนพระองค์เป็นจำนวน ๖๐ บาทเพื่อใช้จ่ายในการเดินทาง ยิ่งกว่านั้นได้ทรงฝากฝังเจ้าผู้ครองนครลำพูนให้ดูแลครูบาเจ้าศรีวิชัยด้วย

            ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่องค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงมีต่อท่าน ก่อนออกเดินทางครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เข้าไปกราบลาต่อองค์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า และได้รวบรวมปัจจัยที่ศรัทธานำมาถวายทำดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเครื่องอัฐบริขารไปถวายพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ยิ่งไปกว่านั้นสมเด็จพระสังฆราชยังได้โปรดให้รถยนต์เป็นพระพาหนะนำท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัยให้ท่านได้นำดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

            เมื่อปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ในเดือนวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านจึงอำลาจากกรุงเทพมหานครเดินทางสู่จังหวัดลำพูน วันที่อำลา บรรดาศรัทธาทั้งหลายทั้งที่เป็นชาวเหนือและจังหวัดอื่นได้พากันไปส่งอย่างคับคั่งผิดกับวันแรกที่ท่านได้เหยียบย่างเข้าสู่กรุงเทพฯในฐานะนักโทษที่มีความผิด การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นการเดินทางอย่างมีอิสรภาพไร้การควบคุม ท่านจึงได้รับความสะดวกสบาย

            เมื่อรถไฟถึงจังหวัดพิษณุโลก ท่านได้พักแรกที่นั่น ๑ คืน หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังจังหวัดลำปาง หยุดพักแรมที่วัดนาก่วม ๑ คืน ประชาชนชาวลำปางที่ทราบว่าวก็ได้พากันเดินมาเยี่ยมท่านอย่างมากมาย ทุกคนชื่นชมการกลับมาของท่าน หลังจากนั้นท่านก็เดินทางกลับจังหวัดลำพูน ในการเดินทางกลับครั้งนี้ ชื่อเสียงของครูบาโด่งดังยิ่งกว่าเก่า บรรดาสานุศิษย์พากันดีใจเมื่อท่านเดินทางสู่อำเภอลี้ จึงได้จัดการรับขวัญและทำการฉลองอย่างครึกครื้น

            เมื่อกลับถึงลำพูน ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็เริ่มงานใหญ่อีกครั้งโดยมีดำริที่จะซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุหริภุญไชยที่เก่าแก่พังทลายเพราะถูกพายุกระหน่ำ จึงได้ขออนุญาตต่อเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าผู้ครองนครลำพูน เมื่อได้รับอนุญาตท่านจึงป่าวร้องต่อประชาชนบรรดาศรัทธาทั้งหลาย พอทราบข่าวนี้ประชาชนต่างมีความยินดีและให้ความร่วมมือ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้จัดการซ่อมแซมเพิ่มเติมหน้าวิหารหลวง และองค์พระบรมธาตุที่ปรักหักพัง ลงรักลวดลายหน้าวิหารและทำการปิดทองอย่างสวยงาม ในการบูรณะครั้งนี้หมดเงินไปถึง ๓๒๒,๕๐๐ รูปี (เทียบรูปีละประมาณ ๘๐ สตางค์) ยิ่งกว่านี้ท่านยังได้สร้างกุฏิให้ครูบาคันทาอีก สิ้นเงินไปทั้งสิ้น ๑,๒๐๐ รูปี

            เงินที่บูรณะพระธาตุหริภุญไชยในครั้งนี้มาจากความเลื่อมใสศรัทธาจากใจจริงของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ พระครูบาศรีวิชัยมีเพียงบาตรกับจีวร งานซ่อมแซมได้สำเร็จลงด้วยดีในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ ได้มีการฉลองกันอย่างมโหฬารเป็นประวัติการณ์ นี่คืองานชิ้นที่ ๒ ของครูบาศรีวิชัยที่สำเร็จลงอย่างงดงามด้วยความร่วมมือของมหาชน เมื่อการก่อสร้างและบูรณะพระบรมธาตุหริภุญไชยสำเร็จเรียบร้อย ครูบาศรีวิชัยได้จำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูนจนถึงเดือน ๗ ขึ้น ๒ ค่ำจึงเดินทางกลับวัดบ้านปาง

 

ปี พ.ศ. ๒๔๗๗

ปีนั้นครูบาศรีวิชัยเพิ่งกลับจากการจาริกแสวงบุญด้วยการบูรณะวัดวาอารามหลายแห่งในภาคเหนือ รวมทั้งวัดศรีโคมคำ จังหวัดเชียงราย (ในขณะนั้น) ท่านกลับมาพักที่วัดพระสิงห์ คุณหลวงศรีประกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ได้เข้านมัสการครูบาว่าอยากจะซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปเดินแสงสว่างให้องค์พระธาตุดอยสุเทพ แต่ก็ได้เพียงคิดเพราะเป็นการสุดวิสัย จึงได้ความคิดนี้มาปรึกษาครูบาดู หากเห็นด้วยประการใดก็จะขออาราธนาครูบาเจ้าเป็นประธานดำเนินการ

            ครูบาศรีวิชัยยังไม่ได้ตอบรับในทันทีแต่ขออธิษฐานจิตดูก่อนว่าจะทำได้หรือไม่ สัก ๔-๕ วันให้มาฟังคำตอบ

            คืนนั้นครูบานิมิตว่ามีชีปะขาวผู้หนึ่งมาจับมือจูงแขนให้ไปตามถนนแล้วนำท่านไปกราบไหว้สักการะบูชาองค์พระธาตุดอยสุเทพ

            วันรุ่งขึ้นเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่พร้อมกับหลวงศรีประกาศมาขอรับฟังคำตอบจากครูบา ท่านได้แจ้งให้ทราบว่าการจะเอาไฟฟ้าขึ้นดอยนั้นไม่สำเร็จ แต้ถ้าสร้างทางขึ้นจะสำเร็จ ทั้งนี้สร้างความงุนงงให้แก่เจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศยิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าครูบาจะเอ่ยเรื่องการสร้างถนนขึ้นมา

            หลายปีมาแล้ว รัฐบาลเคยคิดจะสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพมาแล้วครั้งหนึ่ง ได้มีการสำรวจเส้นทางและประเมินค่าใช้จ่าย ปรากฏว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันคงเป็นเงินร่วมร้อยล้านบาท ตัวเลขสูงถึงเพียงนี้จึงสุดปัญญาที่รัฐบาลจะหาเงินมาสร้างได้

            ปัญหาเหล่านี้ยังค้ำคาใจเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศ จึงงุนงงว่าขนาดรัฐบาลยังสร้างไม่ได้ เหตุใดครูบาจึงเอ่ยเช่นนั้น ทั้งสองท่านขอย้ำวาจาจากครูบาอีกครั้ง ก็ได้รับการยืนยันว่า การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจะสำเร็จแน่นอน และภายใน ๖ เดือนด้วย”

            ผู้ใหญ่ทั้งสองยกมือโมทนาสาธุ แล้วกำหนดเวลาสร้างถนนให้เสร็จภายใน ๖ เดือน กำหนดฤกษ์คือ เวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เจ้าแก้วนวรัฐทำใบปลิวจำนวน ๕๐,๐๐๐ แผ่น สมทบกับของหลวงศรีประกาศอีก ๕๐,๐๐๐ แผ่น แจกจ่ายไปหลายบ้านหลายเมือง

 

            พิธีในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗ เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง (ครูบาเทิ้ม) ซึ่งได้รับการมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้ดูแลรักษาพระธาตุดอยสุเทพ ได้ทำพิธีทางศาสนา กล่าวคำบวงสรวงอัญเชิญท้าวทั้ง ๔ ทิศ เวลา ๑๐.๐๐ น. พระยาพหลพลพยุหเสนาได้อาราธนานิมนต์พระครูบาเจ้าขึ้นรถมากับท่านจากวัดพระสิงห์ถึงบริเวณพิธี ซึ่งครูบาเทิ้มนำสวดเจริญพระพุทธมนต์ และสวดชัยมงคลคาถา ต่อมาพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้ลงจอบแรก แล้วให้ครูบาศรีวิชัยลากมูลดินให้เป็นพิธีเริ่มแรก จุดแรกที่ลงจอบคือตรงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยในปัจจุบัน

            ต่อจากนั้นเจ้าแก้วนวรัฐ คุณหลวงศรีประกาศ และผู้คนทั่วไปก็ทำพิธีลงจอบติดต่อกันไป

            ในวันนั้นครูบาศรีวิชัยได้กล่าวว่า

            “การสร้างทางครั้งนี้ นับว่าเป็นการใหญ่อย่างยิ่ง จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีเทวดามาช่วย ท่านทั้งหลายจงมีความมั่นใจและร่วมมือกันอย่างจริงจัง แล้วจะเห็นผลสำเร็จอย่างแน่นอน”

            จากวาจาที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการรวมพลังมหาชนที่ได้รับพลังจากเทพยดาก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าช่วงแรกคนมากันน้อย วันแรกมีแค่ ๒๐ คน วันที่สองก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น ช่วงนั้นเป็นฤดูทำนา แต่อีกไม่นานนักคนก็พากันมาร่วมด้วยมากมาย บางวันมีมากถึง ๕,๐๐๐ คน ทำให้การสร้างทางในแต่ละวันรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว คนที่ไม่มีแรงมาช่วยก็ส่งเสบียงอาหาร ข้าว ผัก ผลไม้มาสมทบ ยิ่งใกล้ครบ ๕ เดือนผู้คนก็ยิ่งมากขึ้น บรรดาอาหารหมดในวันนี้ วันรุ่งขึ้นก็มีเต็มยุ้งฉางอีกไม่มีขาด

            การทำทางยิ่งสูงขึ้นใกล้องค์พระธาตุดอยสุเทพฯมากขึ้นเท่าไร ผู้คนทั้งหลายก็ปิติยินดีอิ่มใจอิ่มบุญกุศลในผลงานที่รุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว ชาวบ้านจากพิษณุโลก เขียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน พะเยา ลำปาง แพร่ น่านถึงเขตประเทศพม่าต่างก็เดินทางรอนแรมมาร่วมสร้างทางโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย บนเส้นทางนี้ครูบายังได้สร้างวัดศรีโสดา วัดสถิทาคามี วัดอนาคามีด้วย

การสร้างทางขึ้นใช้เวลาเพียง ๕ เดือน ๒๒ วัน  ก็ถึงจุดหมายทางทางที่วัดพระธาตุสุเทพในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ โดยที่ไม่ได้พึ่งงบประมาณของรัฐ แต่ด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง

            ช่วงระยะเวลาในการเฉลิมฉลองทำบุญทำท่าน ๑๕ วัน ๑๕ คืนอยู่นั้น คุณหลวงศรีประกาศคนเดิมที่ได้มาพบครูบาพร้อมเจ้าแก้วนวรัฐ ได้มาแจ้งแก่ครูบาศรีวิชัย ปรารภถึงลูกศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของครูบาเจ้า ลูกศิษย์ของท่นนั้นเป็นผู้ที่มีคนนับถือมากและครูบาได้เป็นผู้บวชให้ตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรจนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้รับฉายานามว่า “ผ้าขาวปี๋” หรือตาปะขาวปี

            แต่ท่านถูกกลั่นแกล้ง ถูกจับสึกถึง ๒ ครั้งจนต้องหลบหนีไปอยู่ประเทศพม่า ท่านได้ข่าวการสร้างทางของครูบาในครั้งนี้จึงได้นำผู้คนที่เต็มใจจะทำบุญทำกุศลจากประเทศพม่ามาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ทั้งเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศได้ให้ความเห็นว่าควรที่จะบวชให้ท่านเป็นพระภิกษุอีกที เพราะสภาพปัจจุบันท่านไม่ใช่ทั้งพระและชาวบ้าน เท่าที่ดู “ท่านผ้าขาวปี๋”ก็มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส

            ครูบาก็ให้ความเห็นว่าไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งยากกลับมาอีก เพราะเคยบวชให้แล้วถึงสองครั้งสองครา ทางฝ่ายเจ้าแก้วนวรัฐและหลวงศรีประกาศก็ให้คำมั่นว่าจะไม่ให้มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก และจะไม่ให้เรื่องเดือดร้อนถึงท่าน ท่านครูบาตอบตกลง จึงได้จัดพิธีอุปสมบทให้ผ้าขาวปี๋อีกครั้งที่วัดศรีโสดาในช่วงฉลองการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพนั่นเอง

            แต่เหตุนี้ก็เป็นที่หมายตาอยู่แล้วสำหรับผู้ที่มีใจริษยา ไม่อยากให้ใครได้ดี เสร็จงานบุญฉลองทางสู่พระธาตุดอยสุเทพเพียงแค่ ๑๐ วันก็เป็นเรื่อง

            คณะสงฆ์สมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ในเชียงใหม่โดย พระโพธิรังสีบารมีศานธิการ วัดศรีดอนไชย รองเจ้าคณะจังหวัดกล่าวหาครูบาศรีวิชัยหลายข้อ เรื่องที่เป็นข้อใหญ่คือเรื่องที่ครูบาอุปสมบทให้แก่ พระอภิชัย หรือผ้าขาวปี๋ ลูกศิษย์ของท่านที่แสนอาภัพเพราะยามใดที่ห่มผ้าครองจีวร มักต้องมีเหตุให้ถูกจับสึกทุกครั้งไป!