"...ถึงพริมมีโลกทั้งโลกอยู่ในอุ้งมือได้ แต่เมื่อไม่มีอารัณย์เท่ากับพริมไม่มีอะไรเลย..." วงศาคณาญาติ (ว.วินิจฉัยกุล)

ชวนอ่านวรรณกรรม

"...ถึงพริมมีโลกทั้งโลกอยู่ในอุ้งมือได้

แต่เมื่อไม่มีอารัณย์เท่ากับพริมไม่มีอะไรเลย..."

วงศาคณาญาติ

(ว.วินิจฉัยกุล)

"พริมรู้สึกไหมว่า คนเรานี่น่ะมัวแต่ไปเพ่งทางด้านวัตถุเสียจนมองข้ามทางด้านจิตใจไปหมด แล้วต่อให้มีความรู้สูงแค่ไหน ก็ยังอดมีความเชื่อกันเรื่องความมีหน้ามีตาไม่ได้ ปัจจัยก็คือเงิน พอมีเงินก็มีเกียรติ มีเกียรติก็มีหน้ามีตา บางคนอุตส่าห์โกง อุตส่าห์ยักยอกร้อยแปดพันประการก็เพื่อหาเงินเอามาให้คนเขายกย่องนี่เอง ถ้าสังคมยังยกย่องคนมีเงินอยู่โดยไม่สนใจว่าได้มาจากไหนละก็ สังคมนั้นย่อมมีคอร์รัปชันตลอดกาล ขณะที่คนดีแต่จนนั้นไม่มีใครยกย่องกันเลย..."

ญาติของ "พริม" คนหนึ่งสรุปดังนี้ หลังจากที่เขาได้รู้จัก "อารัณย์" ชายหนุ่มที่เรียนอยู่รัฐเดียวกับพริม แต่อารัณย์นั้นทำงานไปเรียนไปอย่างมุ่งมั่นและเข้มแข็ง มิได้อยู่ร่ำเรียนอย่างสุขสบายเช่นพริม แต่ทว่า...อารัณย์ก็เป็นเพื่อนที่สนิทกับพริม และทำให้พริมมองโลกด้วยความเข้าใจและยอมรับในความดีของอารัณย์

พริมจึงตัดสินใจแต่งงานกับอารัณย์อย่างเงียบๆ ณ ต่างแดน ก่อนที่จะเรียนจบแล้วเดินทางกลับเมืองไทย

แต่เพราะพริม คือ "พามิลา ปาณบดี"

เรื่องของพริมกับอารัณย์จึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด

เพราะบรรดา "วงศาคณาญาติ" ของพริม หรือ "พวกปาณบดี..." นั้น สืบเชื้อสายมายาวนาน รับราชการ มีบรรดาศักดิ์กันมาหลายชั่วอายุคน แม้กระทั่งรุ่นปัจจุบัน

คือ พ่อของพริมนั้นเล่า ก็มีความรู้ความสามารถไม่น้อยหน้าใคร ด้วยการศึกษาที่ดีเยี่ยมจากประเทศอังกฤษ พ่อกับแม่ไปเรียนที่อังกฤษ พริมเกิดที่อังกฤษ แม้น้องชายของพริมจะเกิดที่เมืองไทย แต่ก็ได้ชื่อแบบฝรั่งว่า "พอล" ด้วยความภูมิใจของพ่อแม่ ปู่ย่า และญาติอีกมากมาย เว้นแต่ญาติฝ่ายแม่ของพริม คือ คุณยาย คุณน้า เท่านั้นที่มิได้ปลาบปลื้มจนเกินงาม เพราะคุณยายคือภรรยาของข้าราชการธรรมดาที่เลี้ยงลูกมาอย่างธรรมดา และมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย เพียงแต่ลูกสาวของคุณยายคนหนึ่งคือแม่ของเพลิน ได้แต่งงานกับพ่อของเพลินที่อยู่ในตระกูลปาณบดี แม่จึงดูเป็นลูกคนเดียวที่มีความคิดต่างไปจากน้องๆ หรือบรรดาน้าของพริม

"วงศาคณาญาติ" ของพริม ที่ "ว.วินิจฉัยกุล" นำมาฉายภาพด้วยภาษาที่เรียบง่าย ชัดเจน ตรงประเด็นด้วยความรู้สึกและเหตุผลที่คนที่ญาติเยอะ จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ในขณะที่คนญาติน้อยอาจจะงุนงงสงสัยว่ามีด้วยหรือ?

สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ และมีความเป็นครอบครัวใหญ่มาแต่สมัยโบราณ ด้วยการที่พ่อแม่จะปลูกเรือนให้ลูกที่แต่งงานแล้วอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีเรือนของพ่อแม่เป็นศูนย์กลางของบ้าน ญาติพี่น้องแต่ละรุ่นจึงใกล้ชิดกัน แต่ความสนิทอาจแตกต่างกันไป และสุดท้ายในคนหมู่มาก การแข่งขันจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และเมื่อนั้นเองการอยู่ใกล้กันจึงอบอุ่นเกินไปจนถึงขั้นร้อนก็ว่าได้

ปัจจุบันค่านิยมเริ่มเปลี่ยนแปลง เรามีครอบครัวเดี่ยวเกิดขึ้นมาก ด้วยพ่อแม่รุ่นใหม่มักแยกออกไปอยู่กันตามลำพัง ประกอบกับการมีลูกน้อยลงในแต่ละครอบครัวจึงมีแค่พ่อ-แม่-ลูก ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา ตลอดจนลูกพี่ลูกน้องจึงพลอยห่างเหินและห่างหายไปในที่สุด

ตอบไม่ได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน ด้วยว่าค่านิยมของเราเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังดำรงอยู่ ไม่ว่ายุคสมัยใดก็คือ การยกย่องชื่นชมคนมีเงินว่าเขามี "วาสนาดี" ร่ำรวยสูงส่งเกินคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ

โดยทำลืมๆเสียว่า บางคนที่ดูร่ำรวย หรูหรา ต้นทุนทางสังคมดีกว่าใครหลายคนนั้น มีที่มาอย่างไร เราจึงก้าวไม่พ้นวังวนแห่งความวุ่นวายก็ด้วยเหตุนี้

นวนิยายเรื่อง "วงศาคณาญาติ" นับเป็นนวนิยายที่ทำให้ผู้อ่านมองย้อนกลับไปในภาพของครอบครัวไทย ครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด และหาทางออกที่ผสมผสานกันระหว่างแนวคิดใหม่และเก่า โดยมีตัวละครหลากหลายมิติที่น่าติดตาม เอาใจช่วยในอุดมการณ์ที่เข้มแข็งของตัวเอก และถอนหายใจอย่างเป็นสุขกับชัยชนะที่งดงามของเขาทุกคน

"อารัณย์กับพริมพยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุดค่ะคุณอา ส่วนผลเป็นอย่างไรนั้น เราได้แต่หวังว่าจะดีเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เราก็ยอมรับได้ค่ะ เพราะเราทำทุกอย่างลงไปอย่างรู้ตัวว่าทำอะไรด้วยความเต็มใจของเราเอง..."