เรียนและเลียนวิธีการของบรมครู

เศรษฐศาสตร์ชาวเมือง

การเรียนรู้มีหลายแบบ

เรียนธรรมะจากพระสูตรต่างๆ เป็นการเรียนจากที่พระพุทธองค์ทรงสอน

เมื่อ "นักเรียน" แกะรอยดูวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า เปิดสมองคิด และถอดหาบทเรียนจากพระพุทธประวัติ แล้วประยุกต์พุทธจริยามาเป็นแนวปฏิบัติสำหรับตน ก็เป็นการสอนตนอีกแบบหนึ่ง

ลองดูตัวอย่างด้านการบริหารคน บริหารงาน บริหารองค์กร ที่ต้องใช้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในหน่วยงานทั้งเล็กทั้งใหญ่ หรือในการบริหารงานระดับประเทศ

"อ่าน" จากพุทธประวัติ องค์กรในสมัยพุทธกาลไม่ซับซ้อน พระพุทธเจ้ามีพระอัครสาวกขวาซ้าย "สารีบุตรย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะย่อมแนะนำในผลชั้นสูง" มีพระอานนท์เป็น "เลขานุการ" มีพระอุบาลี เป็น "ฝ่ายกฎหมาย" ดังที่มีตัวอย่างการชำระอธิกรณ์ (ข้อกล่าวหาว่าผิดพระวินัย) เรื่องใหญ่ๆที่พระอุบาลีไต่สวนตัดสิน

นางวิสาขา และผู้ศรัทธาในพระศาสนาเป็น "ฝ่ายตรวจสอบ" สิ่งใดไม่พึงกระทำก็มีการหยิบยกขึ้นมาเสนอพระพุทธองค์ บางเรื่องได้รับการบัญญัติเป็นพระวินัยสืบมา

พระพุทธเจ้ากำหนดชั้นบุคคลตามภูมิธรรมเป็นปุถุชนกับอริยบุคคล อริยบุคคลมี ๔ กลุ่ม ในด้านอาวุโส นับพรรษาที่บวช (คือเกิดใหม่ในร่มกาสาวพัสตร์) พรรษาต่างกันจะมีชื่อเรียกต่างกัน เป็นพระนวกะ (ตั้งแต่บวชจนถึง ๕ พรรษา) พระมัชฌิมะ (๕ - ๑๐ พรรษา) และพระเถระ (๑๐ พรรษาขึ้นไป)

แต่เดิมนั้น พระเถระทุกรูปเป็นอุปัชฌาย์ รับผู้อื่นมาเป็นศิษย์ร่วมสำนักเพื่อรับการอบรมสั่งสอนชี้แนะต่อไป แต่เมื่อเริ่มมีพระภิกษุที่ "แก่พรรษา" แต่อ่อนธรรมะ จึงทรงกำหนดให้ "ครูผู้ฝึก" ต้องมีอายุพรรษา ๑๐ พรรษาขึ้นไปและมีวิชาความรู้ด้วย รวมทั้งกำหนดจำนวนผู้อยู่ร่วมสำนักและสามเณร เพื่อไม่ให้พระอุปัชฌาย์มีศิษย์มากเกินไปจนดูแลไม่ทั่วถึง

ทำให้นึกถึงสมัยนี้ที่สถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพจะกำหนดจำนวนนักเรียนต่อหนึ่งห้องเรียน จำนวนนักเรียนต่ออาจารย์ เพื่อให้มั่นใจว่าครูผู้สอนดูแลได้ทั่วถึง

พระวินัยยังได้กำหนดหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก หน้าที่ของอาจารย์และศิษย์พึงปฏิบัติต่อกันเอาไว้ชัดเจน สามารถหยิบมาประยุกต์ใช้ในสมัยปัจจุบันในการที่หัวหน้าจะ "coach" ลูกน้อง ครูสอนศิษย์ กระทั่งอาจารย์ผู้ใหญ่ดูแลนักวิจัยและอาจารย์รุ่นเด็กกว่า

เพียงเรารับมาปฏิบัติตาม องค์กรก็จะมีบุคคลที่ต่างหวังดี มีมารยาท และรู้หน้าที่ของตน ครอบครัวจะราบรื่น และการสอนงานการทำงานในองค์กรก็จะดำเนินไปด้วยมิตรไมตรีต่อกัน

อีกเรื่องหนึ่งคือการรับพนักงาน เมื่อภิกษุมีมากหน้าหลายตาและภูมิธรรมต่างๆกัน จึงมีพระวินัยกำหนดการบวชว่าต้องมีอุปัชฌาย์ มีคู่สวด มีจำนวนภิกษุจำนวนหนึ่งประกอบเป็น "สงฆ์" และกำหนดคุณสมบัติของผู้ "สมัคร" เข้ามาอยู่ในองค์กร ถ้าทุกคนทำตามทั้งอรรถและพยัญชนะไม่ได้ทำเพียงเป็นพิธีกรรม องค์กรก็จะคงความน่าเคารพอยู่ต่อไป

องค์กรส่วนมากก็ใช้หลักทำนองเดียวกันนี้ จะต่างออกไปก็เพียงศัพท์และกระบวนการ ซึ่งเป็นข้อมูลยืนยันว่า การบริหารงานแบบทุกวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะในศาสตร์การบริหารของตะวันตกเท่านั้น สงฆ์ทำกันมานับพันปีแล้ว และองค์กรที่ทำนอกแบบเช่นรับพนักงานที่คุณสมบัติด้อย หรือผู้เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วย หรือย่อหย่อนด้านระเบียบปฏิบัติต่างๆ จะเห็นทางเสื่อมในเวลาไม่ช้าไม่นาน

พระศาสนาแผ่ขยายได้ก็ด้วยพระภิกษุจาริกออกไปสอน ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

"พวกเธอพ้นแล้วจากบ่วง พวกเธอจงเที่ยวจาริกเพื่ออนุเคราะห์โลก

พวกเธอจงอย่าได้ไปร่วมทางเดียวกัน ๒ รูป ...

จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด

ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี"

พระอรหันต์หลายองค์ได้จาริกไปตั้ง "สาขา" ยังพื้นที่ห่างไกล สอนคนธรรมดา สอนอาจารย์และเพื่อนร่วมสำนักเดิม จนกระทั่งสอนกษัตริย์แคว้นอื่นๆในชมพูทวีป พระพุทธศาสนาจึงแพร่ไปได้ในนานาแคว้นที่พระพุทธเจ้าไม่เคยเสด็จไป ดังที่ในพระไตรปิฎกเล่าไว้เกี่ยวกับงานเผยแผ่ธรรมของพระกุมารกัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระรัฐปาล เป็นต้น

แต่ละคนที่อ่านพระไตรปิฎก อาจจะนำสิ่งที่ได้อ่านไปใช้ต่างๆกันไป สุดแท้แต่ความเข้าใจ ประสบการณ์ ความต้องการ และสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคล แต่ว่าแม้ไม่ใช้ในทันที การคิดวิเคราะห์เรื่องนี้ก็เป็นบทฝึกสมองและฝึกใจแบบหนึ่ง