ชีวิตที่แลดูหวานฉ่ำของ...น้ำฝน-พัชรินทร์

มุมดีๆของชีวิต

นับตั้งแต่ผลงานละคร “นางฟ้าไซเบอร์” ที่เคยออนแอร์ทางช่อง 3 เมื่อหลายปีก่อน ทำให้หมู่ดาวพราวแสงแห่งวงการบันเทิง ก็มีชื่อ น้ำฝน-พัชรินทร์ จัดกระบวนพล ประดับไว้ในวงการอีกหนึ่งคน

หลังจากได้ผ่านการทำงานมาอย่างหลากหลาย กระทั่งกลายเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท หรือนักแสดงคุณภาพอย่างเต็มตัวคนหนึ่ง แล้วในระยะเวลาปีสองปีที่ผ่านมานั้น คงจะจำกันได้ดีกับผลงานละคร เรื่อง “คุณนายสามสลึง” “7 ประจัญบาน” “สุภาพบุรุษสะลึมละลือ” “เจ้าสาวผมไม่ใช่ผี” ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยมชมชอบ จากผู้ชมคอละครกันอย่างท่วมท้น และในวันนี้ จึงอยากชวนเชิญบรรดาแฟนละคร มาทำความรู้จักนักแสดงหน้าหวานฉ่ำ น้ำฝน-พัชรินทร์ จัดกระบวนพล ไปพร้อมๆกันอีกครั้งหนึ่งด้วยครับ

ผลงานละครทางช่อง 3

“ตอนนี้มีผลงานละครเรื่อง ‘เจ้าสาวผมไม่ใช่ผี’ ซึ่งจริงๆแล้วถ่ายทำเสร็จก่อนหน้าละครเรื่อง ‘สุภาพบุรุษสะลึมสะลือ’ แต่ว่ามันเป็นจังหวะด้วยละ ละครก็ค่อนข้างทำยาก เกี่ยวกับผีที่มีเอฟเฟ็คเยอะมาก แล้วทั้งเรื่องฝนจะเป็นแฝด คือ เป็นทั้งคนและเป็นผีด้วย ก็เลยถ่ายทำยากนิดนึง กว่าจะเป็นคนตั้งกล้องรอให้ฝนมาเป็นผีอีก มันก็ต้องใช้เวลาในการถ่ายทำเยอะ แล้วยังช่วงตัดต่อก็ยากอีกเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นละครแนวสนุกสนาน ทว่าว่าก็มีความน่ากลัวด้วยนะ แต่เป็นละครผีที่มีเสียงหัวเราะ ถามว่า ฝนกลัวผีมั๊ย...กลัวซิค่ะ (หัวเราะ)

...เรื่องนี้ฝนโชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นผีน่ากลัว แค่ตรงที่ตาใส่คอนแทคเลนส์ ปากซีด ใบหน้าก็จะเป็นคนปกติอยู่ แล้วผมยาวเหมือนโปเยประมาณนั้น แต่โดยรวมยังดูสวยอยู่ นอกจากช่วงที่โกรธมากๆ หรือโมโหคนร้ายที่มาฆ่าเราในเรื่อง ถึงจะแบบเริ่มปรากฏมีเส้นเลือด ตาแดงดูน่ากลัว แม้ฝนจะกลัวผีก็ตาม แต่ครั้นเวลาได้แต่งเป็นผี ฝนจะรู้สึกว่า ชอบนะ...ได้ทำอะไรแปลกๆดี ส่วนใหญ่คนในกองเห็นฝนแล้ว...จะกลัวกัน เหมือนกับทั้งเรื่องแต่งเป็นคนปกติ พอช่วงที่แต่งเป็นผี...ก็มีกลัวกันบ้าง ด้วยเรามักถ่ายทำกันตอนกลางคืน ถ่ายกันในป่า ถ่ายที่บ้านร้างจริงๆ หรือริมถนนเปลี่ยวๆ แล้วเดินผมสยายใส่ชุดขาวอยู่คนเดียว มันก็ดูน่ากลัวเหมือนกันละ”

หลักการทำงานด้านละคร

“ก็อย่างแรกเลย คือ ต้องรู้จักตัวละครในเรื่องก่อน สำหรับตัวฝนเองนะ ทางผู้จัดจะส่งบทให้มาศึกษาก่อน แล้วเมื่อผ่านการอนุมัติจากทางช่อง อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราต่อไปว่า เราต้องไปทำงาน ทำการบ้าน อ่านบทมาให้เข้าใจ พร้อมมีผู้กำกับคอยมองในภาพร่วม ซึ่งบางทีที่เราอ่านบทไป แต่การตีความของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันไหนที่เราไม่เข้าใจก็จะถามผู้กำกับ ว่า อยากได้คาร์แลคเตอร์อย่างไหน เมื่อถ่ายไปได้สักสองสามวัน เราก็เริ่มรู้ใจกันแล้วว่า อ๋อ!!! ตัวละครในสายตาผู้กำกับเป็นแบบนี้ พร้อมปรับเปลี่ยนให้ตรงกับที่เราคิดอีกด้วย”

เข้ามาเป็นนักแสดงช่อง 3         

“เริ่มแรกมาจากพี่กอบสุขละค่ะ เห็นฝนจากงานถ่ายโฆษณาออยออฟโอเล แล้วก็เรียกให้เข้ามาแคสละครของเขาดู ตอนนั้นจะทำละครเรื่อง ‘นางฟ้าไซเบอร์’ ซึ่งกำลังหาคนที่หน้าเหมือนตุ๊กตา ฝนลองมาแคสดูก็ไม่คิดว่าจะได้ พอเสร็จพี่กอบสุขโทรไปบอกว่า...ได้ ก็เอ่อ!!! ลองมาทำงานดูก็ดี ตอนนั้นยังเด็กๆเรียนหนังสืออยู่เลย ก็เริ่มงานมาจากตรงนั้น ฝนไม่เคยคิดเป็นดารา เป็นนักแสดง หรืออะไรในวงการบันเทิงเลย ฝนใช้ชีวิตของฝนเป็นปกติ คือ เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่ง แต่คุณแม่สนับสนุนอยากให้ทำงานในวงการ ก็มีให้เข้าประกวดตั้งแต่เด็กๆแล้ว อย่างหนูน้อยอนุบาล แล้วส่งไปเรียนรำไทย พอโตขึ้นมาอีกหน่อย คุณแม่ก็อยากให้ลองประกวด ได้ประกวดมิสทีนไทยแลนด์กับประกวดสาวแฮ็ค ก็ได้ตำแหน่งสาวแฮ็คมาเป็นจุดเริ่มต้น”     

บทบาทที่อยากขอเลี่ยง

“บทบาทที่โป๊ๆ อย่างเดียวเลย ฝนรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราเองเลย แล้วเวลาฝนทำไปจะรู้สึกไม่สบายใจ พอมีความรู้สึกไม่ดี...งานก็ออกมาไม่ดีตามไปด้วย แล้วพอผลงานออกสู่สายตาสังคม เรายังแคร์คุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย ยังแคร์สังคมรอบข้าง แม้แต่บทในแนวเซ็กซี่...เราก็ต้องมีลิมิต แล้วก็ต้องมีเหตุมีผลด้วย หรือจะร้ายอย่างเรยาหรือปรุงฉัตร ก็ร้ายเป็นคาร์แลตเตอร์หนึ่งในละครเท่านั้น ซึ่งฝนว่า คนธรรมดาก็เป็นกัน และก็มีจริงๆให้เห็นอยู่”     

เป้าหมายในวงการบันเทิง

“ตอนแรกที่เข้ามาทำงาน ฝนคิดว่า จะทำเป็นแค่งานอดิเรก เพราะว่าเรายังเรียนหนังสืออยู่ กะว่าเรียนจบจะไปเป็นแอร์โฮสเตด ซึ่งเป็นความคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ฝนไม่เคยคิดด้านการเป็นนักแสดงเลยนะ คิดอย่างเดียว...ฝนอยากเป็นแอร์ รู้สึกอยากได้ท่องเที่ยวทั่วโลก ได้พูดภาษาที่เราชอบ ได้อะไรอย่างนี้ละ แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้ามาในวงการบันเทิง แล้วเส้นทางก็โตขึ้นมาโดยตลอด จนอยู่ตรงนี้ออกไปไหนไม่ได้แล้ว พอตอนหลังทำงานมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะรู้ว่า นี่แหละ!!! เป็นอาชีพที่เรารักจริงๆ คือ การเป็นนักแสดง แม้ต่อไปจะไม่ได้เป็นนางเอก...ไม่เป็นไร เป็นแม่ เป็นยาย...ก็ได้ ขอแค่ได้ทำงานที่เรารัก ทำงานอยู่ในวงการแค่นี้ก็พอแล้ว
...ส่วนเรื่องเรียนต่อคงพักเอาไว้ก่อน แม้จะเรียนจบปริญญาโทมาแล้ว เคยบอกกับคุณแม่ว่า ถ้าอยากเรียนต่อ...จะไปต่อที่เมืองนอก มันก็เท่ากับว่า ต้องทิ้งจากการงานตรงนี้ไปเลย ในขณะที่ตอนนี้เราเองก็ยังมีโอกาสที่ดีๆอยู่ แล้วถ้าไปเรียนต่อก็ยังนึกไม่ออก เพราะตั้งแต่เด็กเราก็ยังไม่เคยคิด ด้วยยังไม่ได้มีการวางแผนไว้ ก็เลยไปนึกในเรื่องของธุรกิจมากกว่า คือ เป็นนักแสดงในวงการด้วย แล้วมีอะไรที่มารองรับได้อีกทางหนึ่ง ตอนนี้ฝนเปิดร้านกาแฟเล็กๆ แต่เรานะ...อยากทำให้มันใหญ่ขึ้น ทำให้เป็นธุรกิจของครอบครัวไปเลย ร้านกาแฟของฝนชื่อ ‘คุ๊กกี้คอฟฟี่’ อยู่แถวพุทธมณฑลสาย 2 ขอเรียนเชิญกันด้วยนะค่ะ
...สาเหตุที่ตั้งชื่อคุ๊กกี้คอฟฟี่ เพราะก่อนหน้านี้ ฝนนำคุ๊กกี้ขายที่ตลาดนัดดาราช่อง 3 คือ คุณแม่จะทำขายเอง พอผ่านไปปีสองปีการตอบรับดีมากๆ เราก็เอ้!!! ทำไมไม่เปิดร้านขายเอง เพราะเวลามาขายที่ตลาดนัดดาราทีไร คนมักจะถามกันว่า จะหาซื้อได้ที่ไหนอีก ที่สามารถซื้อทานได้ทุกๆวัน โดยคุณแม่ไปเรียนทำคุ๊กกี้ แล้วมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสูตรเฉพาะตัว แต่โดยส่วนตัวฝนทำไม่เป็นเลย (หัวเราะ) คอยเป็นนักชิมอย่างเดียว ฝนเป็นผู้หญิงที่ทำอาหารไม่เป็น ทำขนมไม่เป็น ในการทำร้านกาแฟนั้น ฝนมีจุดหมายเพื่อเสริมความมั่นคงในชีวิตสักอย่างหนึ่ง เพราะจุดมุ่งหมายอยากเป็นนักแสดงในวงการไปเรื่อยๆ...ใช่ละ แต่เราไม่รู้ว่า เราจะได้รับโอกาสดีๆไปถึงเมื่อไหร่ แล้วชีวิตนักแสดงของเราจะเป็นอย่างไร จึงอยากมีอะไรที่มารองรับชีวิตเอาไว้บ้าง”

เรียนรู้ในวงการบันเทิง

“ได้เยอะแยะมากเลย...เอาตรงข้อดีก่อนนะ ในวงการสอนให้ฝนโตขึ้นเยอะ เพราะตอนที่เข้าวงการมาก็สิบเจ็ดสิบแปด มีชีวิตแค่โรงเรียนกับที่บ้าน เจอะเจอแต่คนที่รักเราทั้งนั้น พอมาอยู่ในวงการบันเทิง ก็จะพบกับคนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งทำให้รู้ว่า เราไม่สามารถไปบังคับ ให้ใครมารักเราได้ทุกคน เพียงแค่ทำตัวให้เป็นตัวของเราเอง แล้วเขาจะรักหรือไม่รักเราก็ตาม ค่อยมาว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องรู้จักการทำใจให้ได้ เมื่อก่อนพอเจอกับคนที่ไม่ชอบ ว่าเราเล่นละครไม่ดี เราก็จะรู้สึกเฮิดมากๆ จนไม่อยากทำงานอีกต่อไปแล้ว พอเมื่อเจอคนที่รักเราจริงๆอย่างพี่กอบสุข อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ของเรา คอยให้คำแนะนำกับเราตลอดมา จนกระทั่งเราเริ่มคิดได้เองว่า เอ่อ!!! ทำไมต้องไปแคร่คนที่ไม่ได้รักเราด้วยนะ
...ในวงการบันเทิงมีคนดีๆเยอะมาก บางครั้งเขาทำงานหนัก ทำงานเหนื่อย แต่ว่าวันไหนเหมือนกับมีงานบุญ ซึ่งไม่ต้องได้ตังค์หรอกนะ...ก็จะเอาแรงเข้าไปช่วย ทำให้ฝนรู้สึกว่า เราก็ทำงานเหนื่อย เขาก็ทำงานเหนื่อย แต่พอมีโอกาสที่ได้ไปช่วยเหลือ คนที่เขาเดือดร้อนกันจริงๆ เขาก็พร้อมที่จะไปช่วยเหลือกัน โดยไม่ได้หวังสิ่งใดมาตอบแทน ส่วนข้อเสีย คือ เราได้เจอคนแปลกๆก็มีหลายแบบละ ซึ่งอาจจะไม่แปลกสำหรับคนอื่นก็ได้ อย่างเจอหน้าเราแล้วไม่ชอบตั้งแต่แรกเห็น ทีแรกฝนก็คิดว่า จะไม่ยุ่งหรือไม่คุยกับคนที่ไม่ชอบเรา ไปๆมาๆมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ฝนก็ทักทายกันตามปกติ วันหนึ่งความดีของเราจะซึมซับเข้าไปเอง แล้วเขาก็ดีกับเราจริงๆ ซึ่งฝนได้พิสูจน์มากับตัวเองแล้ว ถ้าเขารู้สึกไม่ดีกับเรา แล้วเรายังยิ่งไปปิดกั้นเขา จะกลายเป็นเพิ่มความไม่ชอบมากขึ้น แต่ถ้าเราทำตัวเป็นปกติ ถ้าเขาโตกว่าเราก็ไหว้ เป็นเพื่อนก็ทักทายตามปกติ สักวันก็กลายเป็นมิตรกัน เป็นคนที่รู้จักกัน หรือสนิทสนมกันได้”        

เป็นนักแสดงที่ไม่ค่อยเป็นข่าว

 “ถ้าเป็นข่าวที่ดีๆฝนก็ยากมีนะ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ถ้ามีละครออกมา ก็จะได้เจอกันตามงานบ้าง แต่ตามปกติฝนจะอยู่ตามกองถ่ายทั้งวัน แล้วพอหลังละครออกอากาศ ก็มีช่วงที่ต้องออกไปโปรโมท ไปออกงานโน้นนี่บ้าง งานอีเว้นท์ก็มีเข้ามาบ้างตอนมีละคร ก็จะได้เจอหน้าฝนกันตอนนั้นบ่อยหน่อย แต่ช่วงที่ถ่ายละครจะอยู่ยาวในกองเลย ก็จะมีเจอหน้าพี่ๆนักข่าวที่มาเยี่ยมกองบ้าง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า เวลาเจอพี่นักข่าว...เริ่มสนิทกันมากขึ้นนะ เหมือนกับเป็นพี่น้องกันแล้ว คือ เห็นหน้าเป็นพี่ๆนักข่าวก็ยกมือสวัสดี บางคนก็รู้จักชื่อแล้ว บางคนก็ยังไม่รู้ชื่อ แต่ก็เสมือนเป็นพี่น้องกัน เนื่องจากได้คุยกันบ่อยๆ พี่ๆนักข่าวอยากถามอะไรก็ได้ ถึงไม่เป็นนักข่าวฝนก็ตอบหมด ถ้าเป็นคำถามที่นึกถึงใจเขาใจเรา...ฝนตอบได้หมด”

เรื่องราวเกี่ยวกับหัวใจ

“ค่ะ...ตอนนี้ก็รักกันดีค่ะ ฝนประทับใจ...คงเป็นเรื่องความเสมอต้นเสมอปลาย สามารถดูแลเทคแคร์ได้ในระดับหนึ่ง เราไม่ใช่คนที่ให้ผู้ชายมาซัพพอททุกอย่าง...ฝนไม่ใช่คนอย่างนั้นนะ เราแค่ต้องการคนที่มาดูแลกันและกัน ซึ่งพี่เขามีทั้งหมดเลย แล้วก็อาจจะด้วยที่เราเจอกัน เป็นระยะเวลานานแล้ว แล้วก็ค่อยๆมีการพัฒนาขึ้นมา มันเริ่มตั้งแต่เราถ่ายละครด้วยกันเรื่องแรก ตอนนั้นเหมือนกับฝนไม่สบายมาก ในละครเรื่อง ‘แม่หัวลำโพง’ แล้วพี่เขาก็มองมาด้วยสายตาแบบหวงใย ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยกันเลยนะ พอระยะหลังเราเริ่มมาคุยกัน เอ!!! ทำไมอยู่ดีๆเรามาชอบกันตรงไหน ก็เป็นจุดเริ่มต้นเดียวกัน ที่ฝนอยู่ในรถแล้วมองพี่เขาอยู่นอกรถ ขณะที่ฝนป่วยมากไปเข้าฉากไม่ได้แล้ว ขนาดต้องไปโรงพยาบาล แต่ว่าเราขอมากองถ่ายก่อน
...ตอนอยู่ในรถแล้วฝนก็หันไปมองพี่เขา ในมุมของฝนเห็นสายตาที่ห่วงใย อย่างบอกไม่ถูกจริงๆ โดยมีกระจกรถกั้นอยู่ตรงกลาง ฝนรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนนั้น เอ๊ะ!!! ทำไมพี่เขาเป็นห่วงฝนมากขนาดนั้น จากนั้นก็เริ่มพูดคุย เริ่มสนิทสนม มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนทางพี่เขาก็เหมือนกัน ตอนที่มีโอกาสได้คุยกันทีหลัง เขาก็บอกว่า...พี่ก็เห็นฝนป่วย ทำไมไม่รู้เหมือนกัน พี่รู้สึกเป็นห่วงมาก ระหว่างเราสองคน...เรื่องสิ่งของคงไม่จำเป็นนัก แต่บางโอกาสก็มีบ้างตามเทศกาลอย่าง วันเกิด ปีใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดระหว่างเรา คือ การแสดงออก การบอกให้รู้ถึงความรู้สึก ฝนเป็นคนแบบว่า ถ้าฝนรู้สึกผิด...ฝนจะขอโทษ ซึ่งฝนบอกพี่เขาประจำเลยว่า ถ้าตัวเองผิดก็ควรจะขอโทษเราบ้าง ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยขอโทษ...ในความรู้สึกของฝนนะ ต่อมาพี่เขาก็เริ่มดีขึ้นๆ หรือว่าถ้าฝนรัก...ก็บอกว่ารัก หรือฝนคิดถึง...ก็บอกว่าคิดถึง
...ฝนเป็นคนตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ฝนคิดอย่างไร...ฝนจะบอกไปอย่างนั้น ทางคุณแม่ก็ให้ฝนเป็นคนตัดสินใจเอง เพราะว่าฝนก็โตแล้วในระดับหนึ่ง คุณแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเลย คุณแม่จะเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่า มีปัญหาอะไรก็ปรึกษากันได้ทุกๆเรื่อง ตั้งแต่ฝนเกิดมาคุณแม่หรือครอบครัว ไม่เคยมากะเกณฑ์หรือตั้งกฏกติกาอะไร ฝนโชคดีที่เกิดมามีคุณพ่อคุณแม่ หรือมีครอบครัวเป็นแบบนี้ ตอนสมัยเรียนหนังสือคุณแม่ก็แค่บอกว่า ฝนเรียนอย่างไรก็ได้นะลูก...แค่ไม่ให้สอบตกเท่านั้นนะ แล้วก็เรียนในสาขาที่หนูชอบไปแล้วกัน ไม่เคยมาบังคับต้องได้เกรตเท่านั้น ต้องไปเรียนนั่นนี่ หรือต้องทำงานบ้านอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งฝนเคยเห็นครอบครัวของเพื่อนๆเป็นกัน พอเพื่อนๆโดนกะเกณฑ์มากๆ ก็ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข แต่สำหรับฝนเมื่อรู้ว่า ทางครอบครัวไม่ได้มากะเกณฑ์อะไร ก็จะ

ต้องทำตัวให้ดีที่สุด

...ตอนนี้ยามรักกันชอบกันก็พูดได้ว่า อาจจะมีการแต่งงาน...ก็ได้ แต่ฝนไม่รู้หรอกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร เราไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ ฝนจึงคิดว่า เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็อย่างที่บอก รู้สึกอย่างไร...ก็บอกออกไปอย่างนั้น วันไหนเลิกรักกัน...ก็บอกว่าเลิกรัก จะได้ไม่ต้องมาโกรธเคืองกัน ไม่ต้องมาอึดอัดต่อกัน ฝนยังไม่ได้มองไปถึงจุดแต่งงาน แค่มีอะไรก็จะมาปรึกษากันดีกว่า อย่างร้านกาแฟของฝนก็เหมือนกัน ก็อยากจะทำเพียงคนเดียว ไม่อยากให้เป็นแบบว่า...พี่ชอบตรงนั้น ฝนชอบตรงนี้ แค่ว่าฝนไม่รู้เรื่องอะไร อ่ะ!!! ก็เข้าไปขอคำปรึกษาหรือคำแนะนำ อันไหนที่ฝนรู้แล้ว...ก็ดำเนินการทำไปเอง”

เคล็ดลับสวยวันสวยคืน                

“คงเป็นเรื่องการดูแลตัวเองมากขึ้นด้วย ที่ผ่านๆมาไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเลย เมื่อก่อนเราเป็นเด็กๆก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ แม้ผิวพรรณโดนแดดแค่ไหน...ฉันไม่สนโดนมาเลยแดด ถ่ายละครเจอแสงจ้า กันแดดก็ไม่ค่อยทา ครีมบำรุงไม่ค่อยใช้ ผิวพรรณก็ต้องแย่อยู่แล้ว ตอนวัยรุ่นหน้าเป็นสิว ซึ่งเป็นไปตามฮอร์โมนในร่างกาย พอโตขึ้นมาอยู่ดีๆก็หายไปซะอย่างนั้น แต่ก็มีเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เยอะแยะเหมือนสมัยก่อน คนที่เป็นวัยรุ่นแล้วมีสิวมากๆ น่าจะเข้าใจความรู้สึกของฝนดีนะ ฝนอยากจะร้องไห้...ไม่มีที่ไหนที่สิวมันไม่ขึ้น
...แล้วเราต้องทำงาน ทั้งมีเครื่องสำอางอัดเข้าไปอีก พอโตฮอร์โมนก็เปลี่ยน...หน้าก็ไม่มีสิวแล้ว อะ!!! ต่อไปเราก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง ด้วยเราอยู่ในวงการบันเทิง มีคนอยากเห็นหน้าตาเรา ก็คงไม่มีใครอยากเห็นเราไม่สวย มันเหมือนกับแบบว่า เวลาไปเดินตามห้าง ออกไปทานข้าวนอกบ้าน ทำไมเราต้องแต่งตัวหวีผมนิดนึง อันนี้พี่กอบสุขบอกนะ ว่า คนที่เห็นเรา...ทั้งชีวิตอาจเห็นตัวเราจริงๆแค่ครั้งเดียวก็ได้ แล้วเขาอาจจำภาพของเราอย่างนั้นไปเลย ถ้าเราไม่สวย...ก็จะจำไปว่าไม่สวย เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเองสม่ำเสมอ
...เมื่อก่อนก็ไม่รู้จักคำว่า ดูแลตัวเอง ไปทานข้าวก็ไปอย่างนี้ก็ได้ เมื่อก่อนแปลกมาก...ทานอะไรก็อ้วน พอโตขึ้นเหมือนกับว่า เราก็ทานเป็นปกติ อยากทานอะไรก็ทาน...แต่รู้ตัวเอง ฝนจะชั่งน้ำหนักทุกเช้าเย็น เราก็จะรู้ว่า พอน้ำหนักขึ้นมาสักหนึ่งกิโล ก็จะรู้แล้วว่า ควรหยุดทานที่ชอบไปก่อนนะ หรือหันไปทานผักผลไม้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าน้ำหนักคงที่...อยากทานอะไรก็ทาน มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง หลังจากที่ทำงานมาเหนื่อยแล้ว อยากทานอะไร...ก็ควรได้ทาน ในความคิดของฝนเป็นอย่างนั้นนะ ไม่ใช่ว่า โอย!!! อยากทานแต่ก็ทานไม่ได้...เดี๋ยวจะอ้วน พอเกิดความเครียตแล้วจะทำให้อ้วนมากขึ้น ส่งผลถึงหน้าตาที่อาจดูเศร้าหมองไปด้วย”  

นี่แหละครับ...ที่ว่า Lucky in Game…Lucky in Love สำหรับนักแสดงสาวหน้าฉ่ำหวาน อันมีนามว่า น้ำฝน-พัชรินทร์ จัดกระบวนพล ซึ่งจะเห็นหน้าตาและผลงานในวงการบันเทิง ไปอีกนานแสนนานเลยละครับ