กล้า ศิริวัฒนธรรม เปิดบ้านดูแลคนป่วยสูงวัยผู้ยากไร้และพิการ

สารคดีพิเศษชุดพอเพียง-แบ่งปัน

บ้านไม้ใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยในชนบทหลังหนึ่งตั้งอยู่เยื้องกับสถานีอนามัยตำบลดอนกรวย อำเภอดำเนินสะดวก และไม่ไกลจากวัดหลวงพ่อสด บนถนนบางแพ-ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มีป้ายชื่อแขวนระบุ "บ้านศิริวัฒนธรรม" แต่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันว่า "บ้านคนแก่" เพราะผู้คนภายในบ้านประมาณ ๓๕ คน เป็นคนสูงวัยทั้งหมด - ชาย ๑๑ คน หญิง ๒๔ คน - แยกกันนอนป่วยอยู่บนเตียงคนไข้ที่ตั้งเรียงกันเหมือนห้องรวมในโรงพยาบาล ๒ ห้องใหญ่ชั้นล่างของบ้าน โดยมีกล้า และ นารี ศิริวัฒนธรรม สองสามีภรรยาพร้อมลูกชายวัยรุ่นคนโตช่วยกันดูแลป้อนน้ำอาหาร ยา และเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือผ้ากันเปื้อนให้ฟรีทุกอย่างจนถึงวาระสุดท้ายของแต่ละคน ด้วยจิตเมตตาที่เป็นกุศลกรรมอันน่าชื่นชม และประทับใจที่หาดูได้ยากในสังคมปัจจุบัน

 

ความกตัญญูนำทางให้เกิด

เรื่องราวของการบำเพ็ญบุญใหญ่นี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เมื่อบิดาในวัยเพียง ๖๘ ปี เกิดล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ เนื่องจากไขมันในเลือดสูงและไม่มีคนดูแล หลังจากมารดาซึ่งเป็นกำลังหลักในการเปิดร้านขายอาหารที่หน้าบ้านได้เสียชีวิตไปก่อน ศพยังไม่ได้ฌาปนกิจ ตั้งไว้ในบ้านและบิดาก็มานอนอยู่หน้าโลงทุกคืน ไม่มีคนพาไปพบแพทย์เพื่อรับยาที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากลูกหญิงชายทั้ง ๗ คน ต่างแยกกันออกไปสร้างครอบครัวและตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่ต่างถิ่น คนโตเสียชีวิตแล้ว ๓ คน ลูกสาวคนที่ ๕ มีธุรกิจเขียงหมูในตลาดสดที่ฮ่องกง และน้องชายถัดมา คือกล้า ได้ไปช่วยทำงานอยู่ด้วย มีรายได้ดีเดือนละกว่าสองแสนบาท พี่คนรองและน้องชายคนสุดท้องมีภาระครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด ไม่อาจทิ้งมาได้ จึงเหลือเพียงกล้า วัย ๓๑ ที่เพิ่งแต่งงานกับนารีและมีลูกชายตัวเล็กเกิดที่ฮ่องกง ที่พอจะกลับมารับหน้าที่ "ลูกกตัญญู" เพื่อดูแลบิดาที่บ้านเกิด ณ ดำเนินสะดวกได้ เขาจึงหอบลูกน้อยและภรรยากลับบ้านด้วยความเต็มใจ ซึ่งในช่วงแรกๆ นารีไปสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล ดูแลคนป่วยที่โรงพยาบาลดำเนินสะดวก ห่างจากบ้านไปเพียง ๖ กิโลเมตร เพื่อมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ส่วนกล้าก็อยู่ดูแลบิดาที่บ้านอย่างสงบสุข โดยพาไปพบแพทย์และรับยาตามนัดเสมอมา เป็นเวลายาวนานติดต่อกันถึง ๑๑ ปี จนวาระสุดท้ายของท่านในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๓

เนื่องจากบ้านมีขนาดกว้างใหญ่ แวดล้อมด้วยไม้ผลบนเนื้อที่ร่วม ๒ ไร่ แต่อยู่กันเพียง ๔ คน ก็ออกจะรู้สึกเงียบเหงา เวลาพาบิดาไปโรงพยาบาล กล้าได้พบเห็นคนป่วยที่ชราภาพ บ้างก็พิการ ช่วยตัวเองแทบไม่ได้ และไม่มีญาติหรือลูกหลานมาเหลียวแล เหมือนถูกทอดทิ้งไว้ให้เป็นภาระแก่โรงพยาบาล ซึ่งมีจำนวนเตียงจำกัด คนไข้จึงล้นห้อง ออกมานอนเรียงรายกันอยู่ตามระเบียงทางเดิน นารีผู้ทำงานอยู่ที่นั่นได้รู้เห็นประวัติคนไข้อย่างชัดเจน ว่าใครเป็นใคร จึงเกิดความคิดร่วมกันที่ถือเป็นการทำบุญกุศล ด้วยเริ่มรับหญิงตาบอด อายุประมาณ ๕๐ ปีเศษ ชื่อ เล็ก มาอยู่ที่บ้านให้กินนอนอยู่ฟรี ซึ่งกล้าเล่าถึงความเป็นมาว่า

"ทีแรก พี่เล็กก็ไม่เชื่อใจนักว่าเราจะเลี้ยงดูแกจริง คิดว่าเราจะหลอกเสียมากกว่า ทั้งๆที่ตัวแกไม่มีสมบัติอะไรเลย เหตุที่ผมชวนแกมาอยู่เพราะสงสาร เห็นแกมาหาหมอ เดินขึ้นบันไดแล้วเหยียบพลาด ตกกลิ้งลงไปบนดินเกือบตกคูน้ำข้างตึกโรงพยาบาล ถามไถ่ได้ความว่า พี่เล็กตาเจ็บก่อนจะบอดไปตั้งแต่เป็นสาว มีพ่อแม่ สามีและลูก ทุกคนตายจากไปหมด เหลือตัวคนเดียว ต้องไปอาศัยที่เพิงท้ายวัด และอาศัยข้าวก้นบาตรพระประทังชีวิตไปวันๆ ถ้าไม่มีคนเอาข้าวเย็นมาให้ก็อด ผมเลยเอาแกมาเลี้ยงร่วม ๑๒ ปี เพื่อให้เป็นเพื่อนพ่อ อย่างน้อยก็ให้ท่านมีเพื่อนคุย และบางครั้งแกก็ร้องเพลงพื้นบ้านให้ฟังได้ จนแกเสียตามพ่อไปในปีถัดมาคือ พ.ศ.๒๕๕๔"

ระหว่างเริ่มรับพี่เล็กมาอยู่ กล้าได้ลงทุนของตัวเองต่อเติมเป็นห้องพักชั้นล่าง เพื่อขยายรับชาวบ้านผู้ชายสูงวัยที่มีคนมาส่งข่าวว่า เขานอนป่วยอยู่ติดบ้านเก่าโทรมๆอย่างเดียวดาย ไม่มีญาติพี่น้อง รวมทั้งคนไข้หญิง- ชายชราที่ญาตินำมาส่งไว้ที่โรงพยาบาลแล้วไม่มาดูแลหรือรับผิดชอบ คือกลายเป็นคนไข้อนาถาที่ถูกทอดทิ้งให้เป็นภาระของทางราชการ เมื่อครอบครัวศิริวัฒนธรรมยินดีเปิดรับช่วงคนไข้เหล่านี้ไปช่วยเลี้ยงดู ไม่รวมถึงยารักษาเฉพาะโรค จำนวนจึงเพิ่มเป็น ๖- ๑๐ คนในปีถัดมา โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่เป็นคนป่วยด้วยโรคติดต่อ อาทิ วัณโรค หรือเอดส์ คนไข้ชราเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทนอนติดเตียงที่รอวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งสิ้น จะมีบางรายที่พิการแต่พอจะเดินและช่วยเหลือตัวเองได้เล็กน้อยก็มี ซึ่งคนป่วยสูงวัยยากไร้ทั้งหมดนี้ กล้าจะรับไว้ก็ต่อเมื่อผ่านการพิจารณาส่งตัวจากเจ้าหน้าที่พัฒนาการในอำเภอหรือจังหวัดที่มีหน้าที่คอยดูแลด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ขาดแคลนเท่านั้น โดยคนไข้ทุกคนจะมีประวัติและจดหมายราชการส่งตัวมาให้เป็นเอกสารสำคัญ ซึ่งเมื่อถึงวาระสุดท้าย กล้าก็จัดงานศพให้แล้วไปแจ้งการถึงแก่กรรมให้ผู้ใหญ่บ้านหรือทางอำเภอออกใบมรณบัตรไว้เป็นหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ต่อไป

กล้าเล่าต่อว่า มีคนจำนวนมากยังเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นที่ครอบครัวเขาทำอยู่ทุกวันนี้ หลายคนพากันคิดว่ากล้าเปิดบ้าน "รับเลี้ยงคนแก่-คนเจ็บ" แบบทั่วๆไปที่พบเห็นตามป้ายโฆษณา บางครั้งจึงนำคนเจ็บมาให้ พร้อมอยากมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าใช้จ่าย โดยไม่ได้สอบถามรายละเอียดมาก่อน ซึ่งกล้าจำเป็นต้องปฏิเสธ เพราะเขาไม่ได้ทำเป็นธุรกิจการค้า หากเขารับไว้สักคนก็จะมีผู้นำคนแก่เจ็บมาให้อีกมากมาย จนไม่มีที่ให้อยู่ เกิดความยุ่งยากและเกินกำลังที่เขาจะรับได้ และหากต้องทำเช่นนั้นจริง ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ว่า เขาต้องไปขออนุญาตทางการสาธารณสุขให้เป็นเรื่องเป็นราวแบบสถานพยาบาลที่เป็นธุรกิจ แต่เมื่อกล้าเปิดบ้านเป็นการบุญการกุศล เขาจึงได้รับแต่คำอนุโมทนาและเปิดทางให้คนใจบุญได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เท่านั้น

 

สงเคราะห์ฟรีจากการบริจาคเท่านั้น

มีคำถามว่า ภาระการเลี้ยงดูคนป่วยสูงวัยจำนวนหลายสิบคน จนย่างเข้าปีที่ ๑๗ แม้บ้านช่องไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ข้าวปลาอาหาร ตลอดจนค่าน้ำ-ไฟฟ้า เดือนหนึ่งๆ ก็เป็นเงินมิใช่น้อย (นับเป็นหมื่นบาท) กล้าเปิดเผยว่า

"เราใช้จ่ายเงินส่วนตัวไปมาก นับได้หลายล้านบาท เงินที่มีก็หมดไป เรามีลูกเล็กเพิ่มมาอีกคน และภรรยาผม-นารีก็ต้องออกจากงานมาช่วยทำงานบ้าน ทำอาหารและดูแลคนเจ็บ เพราะมีเพิ่มขึ้นนับหลายสิบคน เราช่วยกันป้อนอาหารและยา-วิตามินตามสมควรที่มี เราไม่ขอรับเงินจากทางราชการหรือออกไปขอรับเงินบริจาคจากคนภายนอก แต่เราอยู่มาได้เพราะมีคนใจบุญที่ทราบเรื่องที่เราเอาคนแก่คนเจ็บป่วยมาเลี้ยงดูฟรีๆ และเห็นใจที่เราก็ไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร เขาพูดบอกกันไป ปากต่อปาก คนก็พากันมาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวันสุดสัปดาห์จะมีคนมาบริจาคเป็นเงินบ้าง เอาข้าวสารมาให้ เอาผักจากสวน อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค ยาสามัญประจำบ้านและของใช้สำหรับคนป่วย เช่น ผ้ากันเปื้อน บางคนก็นำอาหารสำเร็จรูปที่คนเจ็บจะทานได้ทันทีก็ทำมาให้เสมอ

"ส่วนราชการที่เคยให้เงินหนึ่งแสนบาท คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี คุณสุเทพ โกมลภมร คณะศิษย์ธรรมศาสตร์ราชบุรี และคหบดีจากโพธารามก็มาให้ทุกปี แต่รายใหญ่ที่สุดที่มีป้ายประกาศขอบคุณติดไว้บนเสาแท็งก์น้ำสูงใหญ่ คือ พระอาจารย์ทรงพล เขมรังสี แห่งสำนักสงฆ์เขาตะแบง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และคณะศิษย์ที่เมตตาเป็นเจ้าภาพนำเงินทอดผ้าป่าและนำแรงงานพระเณรมาช่วยสร้างโรงอาหาร ขุดเจาะน้ำบาดาล วางท่อน้ำโดยรอบ สร้างที่พักผู้พิการและต่อระบบไฟฟ้าในบริเวณบ้าน ซื้อเครื่องปั่นไฟสำรอง นับมูลค่าหลายล้านบาท

"ส่วนที่ผมปลื้มใจคือ มีนักเรียนพยาบาลจากโรงพยาบาลหลายแห่งโดยรอบจังหวัดราชบุรี รวมถึงนักเรียนอาชีวะ ต่างมาช่วยเป็นอาสาสมัคร มีจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ ผู้หญิงก็ดูแลคนป่วย ช่วยเช็ดตัว ป้อนยาป้อนอาหารและพูดคุยเป็นเพื่อน ผู้ชายก็ช่วยปรับปรุงสวนหย่อมรอบบ้าน ตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ อย่างเช่นป้ายบอกชื่อบ้านศิริวัฒนธรรม ก็เป็นผลงานของพวกเขา ปีที่แล้ว ผมรวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง เจ้าของที่ดินติดกันด้านหลังบ้านที่เปิดทางไปออกถนนอีกด้านหนึ่งได้ มาบอกขายในราคาห้าแสนบาทต่อเนื้อที่ครึ่งไร่ ผมจึงซื้อไว้ เพื่อจัดสร้างเป็นห้องพักคนพิการ และชั้นบนเป็นห้องพักสำหรับนักเรียนอาสาสมัครที่บางครั้งมาช่วยทำงานจนค่ำและจำเป็นต้องนอนค้างคืน จะได้มีที่พัก ดีกว่าปล่อยให้เดินทางกลับตอนค่ำมืดซึ่งไม่ปลอดภัย ขณะนี้ถมดินที่พื้นและขึ้นโครงเสาเหล็กไว้แล้ว รอจนได้เงินอีกสักก้อนหนึ่งจึงจะต่อเติมให้แล้วเสร็จ ซึ่งก็ค่อยเป็นค่อยไป สุดแท้แต่คนใจบุญจะมาช่วย และในเดือนเมษายนนี้ก็มีกลุ่มคณะแจ้งบอกมาว่าจะจัดทอดผ้าป่ามาช่วย ผมถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยากไร้ให้เป็นสุขตามอัตภาพ"

ก่อนหน้านี้ มีกลุ่มศิลปินที่ทราบเรื่องกิจการบุญของบ้านศิริวัฒนธรรมได้จัดทำเสื้อทีเชิ้ต กระเป๋าหิ้ว มาให้จำหน่ายเป็นของที่ระลึกสำหรับคนมาเยี่ยม เป็นรูปคนหญิงชราหน้ายิ้ม ผมขาวโพลน ติดโบแดงเหนือหูด้านขวา และมือซ้ายชูสองนิ้วชี้/นิ้วกลาง รวมทั้งใบปลิวบอกเล่าเรื่องบ้านศิริวัฒนธรรม พร้อมแผนที่ตั้ง

 

คนไทย ไม่ว่าจักนับถือศาสนาใด พื้นฐานเป็นคนใจบุญสุนทาน มีเมตตาธรรมและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ด้อยโอกาสกว่าเสมอ สังคมไทยจึงอยู่ร่วมกันด้วยดี จนได้ชื่อติดอันดับโลก ว่าเป็นบ้านเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านพืชพันธุ์ธัญญาหาร และผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและสันติ ยิ่งหากน้อมเกล้าฯ นำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นธงชัยนำหน้าด้วยแล้ว สังคมไทยก็จักยิ่งเพิ่มพูนความรักความเข้าใจและความสุขยิ่งๆขึ้นไปเป็นทวีคูณ เพราะการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั่นเอง