จากท่าเตียนถึงท่าเตียน

ทำไมเรียกว่า ท่าเตียน เพราะเห็นว่ารกรุงรังมาก หรือจะใช้ชื่อให้หายรก หรือชื่อ "เยาะเย้ย" เพราะเห็นว่ารกนัก
บันทึกวันวาร

การรบไทย-พม่า ศึก ๙ ทัพ จบสิ้นลงด้วยชัยชนะของไทย เป็นศึกครั้งสุดท้าย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต้นรัชกาลที่ 1 ของราชวงศ์จักรี ทรงเห็นว่าต่อนี้ไปการรบก็ไม่มีอีกแล้ว จึงทำการปลดปล่อยพลรบ ซึ่งมีคนไทย-ไทยอิสลามและจีนที่ตกทอดมาจากสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ออกไปเลือกทำเลที่ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์กันเอาเอง

สำหรับคนจีน อันเนื่องมาจากต้องค้าขายติดต่อกับเรือสำเภาบรรทุกสินค้าจากประเทศจีน จึงจำเป็นต้องมีถิ่นพำนักใกล้ๆแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาเขตจีนไปถึงคลองผดุงกรุงเกษม ส่วนทางตะวันออกของคลอง จากคลองมหานาค ทุ่งมหาเมฆ หนองจอก-มีนบุรี ลาดกระบัง เป็นอาณาเขตของคนที่นับถือศาสนาอิสลาม

จากจดหมายเหตุของคณะมิชชันนารีอเมริกันเข้าสู่ประเทศสยาม (ไทย) ในรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีแบ่งออกเป็น 3 แห่ง แยกย้ายกันอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากพระบรมมหาราชวังลงไปทางใต้ 20-60 เส้น

ข้อความเหล่านี้แสดงว่า ตั้งแต่ท่าเตียนลงไปทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งชุมชนชาวจีน อยู่กันอย่างหนาแน่นมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมนั้นจะมีชื่อว่ากระไรไม่ปรากฏ ที่นอกวังทางริมแม่น้ำด้านใต้ ซึ่งเรียกกันว่า "ท่าเตียน" นั้น มีศาลต่างประเทศตั้งอยู่ใกล้กับคลังสินค้า เป็นสิ่งคาใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ทำไมเรียกว่า ท่าเตียน เพราะเห็นว่ารกรุงรังมาก หรือจะใช้ชื่อให้หายรก หรือชื่อ "เยาะเย้ย" เพราะเห็นว่ารกนัก

 

พ.ศ.2461 สมัยรัชกาลที่ 6 ท่าเตียนจัดเป็นตำบลหนึ่งเรียกว่า ตำบลท่าเตียน ขึ้นอยู่กับอำเภอ (เขต) พระราชวัง ซึ่งมีตัวอำเภอตั้งอยู่ที่ตึกแถวถนนท้ายวัง ตรงท่าเตียนนั่นเอง แต่ปัจจุบันท่าเตียนขึ้นอยู่กับเขตพระนคร จากอดีต ท่าเตียนเป็นชุมชนใหญ่มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เพราะมีวังเจ้านายตลอดจนมีบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และบ้านเรือนราษฎรปลูกสร้างอยู่ที่ท่าเตียนเป็นจำนวนมาก และเป็นท่าเรือข้ามฟากที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วย

จนกระทั่งมามีชื่อเรียกกันต่อมาว่า "ท่าเตียน" ก็เพราะเกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไฟเผาผลาญผู้คนและบ้านช่องเรียบหมด เหลือแต่เสาโด่เด่กับซากไฟไหม้ดำกองกับพื้น วันนั้นตรงกับเดือนเมษายน ตกค่ำเพลายามเศษ เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่โรงของพระองค์เจ้ามหาหงส์ บริเวณนั้นมีเหย้าเรือนกระท่อมห้องหอรกรุงรังมาก ทางเดินก็แคบนัก

ขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ ไม่มีใครช่วยดับไฟ มัวพะวงห่วงข้าวของ ทรัพย์สมบัติของตนเอง ช่องทางเดินคับแคบอยู่แล้ว ไฟเริ่มลุกโหมแรง บ้านที่อยู่ข้างใน ผู้อพยพออกมาไม่ได้ ตายในไฟไปหนึ่งคน เรือนหม่อมเจ้าในวังกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ (วังอยู่เหนือท่าเตียน) บ้านเรือนข้าราชการใกล้เคียงติดกับหมู่บ้านและโรงงานของนายด้าน ทำการในพระราชวังนี้ และทำการในวัดเชตุพนฯอยู่ติดกันกับวัง ก็มอดไหม้เสียหายหมด ลมพัดหวนกลับไปกลับมา ไฟร้อนแรงมาก ผู้คนจะเข้าไปช่วยกันตัดทางไฟก็ไปไม่ได้ ไฟได้ลุกหวนกลับขึ้นมาข้างบน จนกำแพงโรงใหม่ใกล้พระคลังสินค้าข้างล่าง (ไปทางใต้) ไหม้ลงไปถึงสะพานฉนวน วัดพระเชตุพนฯ

พวกที่ดับไฟตั้งรับอยู่จุดนั้นช่วยสกัดไฟได้สำเร็จ หนักใจที่ป้อมภูผาสุทัศน์ เพลิงไหม้ใกล้ป้อมจนหลังคาร้อนระอุเกิดควันกรุ่น ภายในป้อมมีดินปืนอยู่ ซึ่งเกิดปัญหา เพราะหากขนย้ายออกไปก็เสี่ยงจากความร้อนและเปลวไฟ ในที่สุดจึงทิ้งไว้ที่เดิม ระดมคนช่วยกันสาดน้ำไปเรื่อยๆ ป้องกันความอบอ้าวอันเป็นอันตรายถึงระเบิด ความเสียหายนั้น

ส่วนชุมชนจีนที่เคยกรำศึกสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น ศึกบางกุ้ง และมาถึงศึกพม่า 9 ทัพ กับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 และเมื่อท่าเตียนวอดวายไปกับกองเพลิงจนเตียนราบไปหมดทั้งท่าน้ำ จัดที่ให้ย้ายไปอยู่ใหม่คือสำเพ็ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนก็เรียกที่ตรงนั้นว่า ท่าเตียน ความเสียหายในกองเพลิง นอกจากชุมชนคนจีนแล้วก็มีเรือนหม่อมเจ้าในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ 28 หลัง โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ 3 หลัง เรือน 13 หลัง เรือนข้าราชการและราษฎร 44 หลัง ศาลาวัดสองหลังครึ่ง โรงงานของในหลวง 9 โรง และประตูท่าช้างอีก 1

 เรียนท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ท่าเตียน เตียนเพราะยักษ์วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) มิได้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตีกับยักษ์วัดโพธิ์ตามที่เล่าขาน อย่าไปโทษยักษ์ทั้งสอง เพราะเป็นยักษ์ด้วยกันต้อง "สมานฉันท์" เห็นอกเห็นใจกัน