เที่ยวมันๆในวันหยุดยาว พัทยา - สัตหีบ - ชลบุรี (๒)

ท่องเที่ยวไทย
ช่างภาพ: 

เข้าวันที่ ๒ ของทริปตะลอนเที่ยวในวันหยุดยาว ณ เมืองพัทยา สัตหีบ และชลบุรี แม้ว่าวันแรกเราจะทั้งชมทั้งชิมกันอย่างจัดเต็ม แต่เช้าวันนี้สมาชิกทุกคนไม่มีร่องรอยความอ่อนล้าให้เห็นเลย เรียกว่าพร้อมที่จะลุยกันต่ออย่างเต็มที่ หลังจากที่วันแรกเราเน้นเที่ยวในพัทยากันไปแล้ว วันที่สองพวกเราจึงตั้งใจจะตะลุยเที่ยวต่อในส่วนอำเภอสัตหีบ โดยจุดหมายของเราวันนี้อยู่ที่ "ฐานทัพเรือสัตหีบ"

จุดแรกที่เราจะแวะเยี่ยมชม คือ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายสินค้าโอท็อป ของกลุ่มแม่บ้านทหารเรือชลบุรี ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนสัตหีบ ภายในฐานทัพเรือ เพียงแค่เดินเข้าไป เราก็โดนดักด้วยบรรดาสินค้าที่มีลายสมอเรือเป็นสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมวก เสื้อ กระเป๋า พวงกุญแจ หมอนรองคอ ซึ่งส่วนมากจะเน้นที่สีขาวและสีกรมท่า เรียบง่ายและดูดี พวกเราแทบจะกระโจนเข้าใส่กันทีเดียว

คุณจิรา หนูศักดิ์ ประธานกลุ่มบาติคแม่บ้านทหารเรือ ให้การต้อนรับคณะเราอย่างอบอุ่น และเล่าถึงความเป็นมาของการผลิตสินค้าโดยกลุ่มแม่บ้านทหารเรือภายใต้ชื่อ พัฒน์นาวี ว่า เริ่มต้นจากเหล่าแม่บ้านทหารเรือชั้นผู้น้อย ซึ่งสามีออกเดินทางไปปฏิบัติราชการในจังหวัดต่างๆได้รวมกลุ่มฝึกหัดเขียนผ้าบาติค เพื่อเป็นอีกช่องทางหารายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งได้พัฒนาฝีมือกันจนเข้าที่เข้าทางเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่าย ทั้งผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หรือผ้าเช็ดหน้า จนได้รับออเดอร์จากต่างประเทศ

นอกจากผ้าบาติคที่สร้างชื่อแล้ว ยังออกสินค้าจำพวกเสื้อยืด เสื้อโปโล กระเป๋า พวงกุญแจ โดยสินค้าเหล่านี้จะออกแบบให้มีลวดลายสมอเรือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทหารเรือ อีกทั้งยังตรงกับตราพัฒน์นาวี ซึ่งเป็นโบสีเหลืองกับสมอเรือ สื่อความหมายถึงการเฝ้ารอสามีและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ โดยสินค้ากลุ่มนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวซื้อหากลับไปเป็นของฝากของที่ระลึก คุณจิราเล่าต่ออีกว่าทางกลุ่มแม่บ้านทหารเรือร่วมกันคิดและออกแบบสินค้าที่จำหน่ายเอง โดยอาศัยการศึกษาดูแบบจากที่ต่างๆแล้วนำมาประยุกต์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากทำเพื่อเป็นอาชีพเสริม ปัจจุบันการผลิตสินค้าจำหน่ายในชื่อพัฒน์นาวีเรียกได้ว่าเป็นรายได้หลักของสมาชิกกลุ่มแม่บ้านทหารเรือก็ว่าได้

สินค้าที่จำหน่ายนอกจากสวยงามแล้ว ยังคุณภาพดี ที่สำคัญคือราคาไม่แพง ทุกคนล้วนจับจ่ายติดไม้ติดมือกลับไปกัน ฉันเองได้หมวกใบน้อยลายสมอเรือแสนเก๋กลับไปด้วย ๑ ใบ สำหรับคนที่อยากอุดหนุนสินค้าโอท็อปฝีมือเหล่าอิสตรีผู้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ทหารกล้า สามารถซื้อหากันได้ที่กลุ่มแม่บ้านทหารเรือชลบุรี ภายในฐานทัพเรือสัตหีบ หรือที่ร้านอาหารสโมสรสัญญาบัตรเรือนสักประดู่ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ฐานทัพเรือสัตหีบ ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.patanavy.wordpress.com หรือ facebook : patanavy โทร.๐-๓๘๓๓-๔๓๐๔ ๐๘-๙๗๕๒ -๘๖๑๒

จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวถัดมา ซึ่งเป็นการตามรอยโครงการ "เขาเล่าว่า..." หนึ่งในแคมเปญแนะนำแหล่งท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจะแนะนำสถานที่ที่มีเรื่องเล่าหรือความเชื่อสืบทอดกันมา ทั้งนี้ ภายในฐานทัพเรือสัตหีบมีสถานที่ที่เรียกว่า "เขาเล่าว่า... สะดือมังกร ณ หาดเตยงาม" นั่นเอง

ในการตามรอยสะดือมังกร เราได้รับความอนุเคราะห์ด้านข้อมูลจาก พันจ่าโท นิกรณ์ พูลปาน เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจการการท่องเที่ยว หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มาเล่าถึงเรื่องราวว่าอะไรคือสะดือมังกร

พันจ่าโทนิกรณ์เล่าว่า บริเวณอ่าวนาวิกโยธิน ของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ในอดีตชาวบ้านเรียกว่า อ่าวทุ่งไก่เตี้ย บางครั้งเรียกว่า อ่าวตะกันหรือตากัน เป็นอ่าวเปิดสู่อ่าวไทย มีทิวเขาแหลมปู่เจ้าอยู่ทางด้านซ้าย และทิวเขาสูงอยู่ทางด้านขวา มีส่วนที่เป็นชายหาดยาวประมาณ ๑.๘ กิโลเมตร ซึ่งปกคลุมไปด้วยพรรณไม้ตามธรรมชาติ ได้แก่ ต้นเตยทะเล มะพร้าว ตาล และผักบุ้งทะเล ด้วยความที่ชายหาดมีต้นเตยทะเลขึ้นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกหาดแห่งนี้ว่า หาดเตยงาม ความสวยงามของหาดแห่งนี้คือ สีน้ำทะเลที่เป็นสีเขียวมรกต และเม็ดทรายมีความละเอียด

สำหรับความเชื่อเรื่องสะดือมังกรมาจาก สมัยก่อนมีชาวไทยเชื้อสายจีนตระกูลหนึ่งเดินทางผ่านอ่าวแล้วเห็นว่า บริเวณหาดเตยงามนี้มีฮวงจุ้ยดี คือมีลักษณะคล้ายรูปมังกรหมอบ หัวอยู่ทางด้านแหลมปู่เจ้า หางอยู่ทางด้านเขาสูง บางคนมองว่าคล้ายสิงห์นอนหมอบ โดยมีขาทั้งสองข้างยื่นมาข้างหน้า รวมทั้งยังมีลักษณะภูมิประเทศที่ดี เรียกว่า "หน้ามีน้ำหลังพิงเขา" และบริเวณกลางอ่าวมีกระแสน้ำวนคล้ายสะดือของมังกร เลยมีความเชื่อว่า เมื่อได้อาบหรือแช่ตัวในอ่าวนี้จะเป็นการรับพลังพิเศษ อันเป็นสิริมงคลทำให้มีความเจริญก้าวหน้า หายจากโรคภัย ซึ่งเป็นในเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล

ปัจจุบันยังมีชาวไทยเชื้อสายจีนในตระกูลดังกล่าว เดินทางมาแช่ตัวที่อ่าวแห่งนี้เป็นประจำ ปีละหลายครั้ง จุดที่ลงแช่ตัวอยู่ตรงทางแยกบ้าน น.๑๔ ถึงหน้าสโมสรประดู่คู่ หากมองด้วยตาอาจจะสังเกตยากสักหน่อย เพราะจุดแช่ตัวอยู่กลางทะเลไม่ได้มีแก่งหินหรืออะไรให้เป็นจุดสังเกตได้

ผู้ที่ต้องการมาแช่ตัวรับพลังมีข้อปฏิบัติ เริ่มจาก แต่งกายด้วยชุดขาว สักการะกรมหลวงชุมพรฯ ทำจิตใจให้สงบ เดินลงสู่ทะเลที่ความลึกระดับอก จากนั้นหันหน้าไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออก พันจ่าโทนิกรณ์บอกว่าตัวเขาจะหันหน้าไปเขาแหลมปู่เจ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของทางศาลกรมหลวงชุมพรฯ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน จากนั้นนำน้ำทะเลลูบมือลูบหัวตัวเอง ให้สิ่งไม่ดีไหลไปกับสายน้ำแล้วรับสิ่งดีๆเข้ามา แต่ในบางคนดำน้ำลงไปมิดหัวเลยก็มี พอเวลาจะขึ้นจากน้ำให้เดินถอยหลังขึ้นจากทะเล หรือบางคนใช้วิธีเดินถอยหลังลงทะเลแล้วเดินกลับหันหน้าเข้าหาฝั่งก็มีให้เห็นเช่นกัน ชุดที่สวมใส่ถ้าเป็นไปได้ให้สละทิ้ง บริจาคเป็นทาน

วันที่ถือว่ามงคลเหมาะแก่การลงไปแช่ตัว คือวันที่ ๙ เดือน ๙ วันตรุษจีน และวันพระใหญ่ แต่ฐานทัพเรือสัตหีบได้เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถลงไปแช่ตัวได้ทุกวันตามสะดวก

ตามที่กล่าว สะดือมังกรเป็นจุดที่อยู่ภายในทะเล มองด้วยตาอาจจะไม่เห็นอะไรนอกจากผืนน้ำกว้างๆ ถึงแม้จะไม่ได้ลงแช่ตัว แต่แค่ได้มานั่งรับลมชมวิว สูดอากาศบริสุทธิ์ ปล่อยจิตปล่อยใจไปกับธรรมชาติตรงหน้า ถือได้ว่าเรามารับพลังจากธรรมชาติแล้วเช่นกัน พลังที่คลายความเหนื่อยล้าจากการคร่ำเคร่งทำงานมาตลอด พลังที่ช่วยชำระล้างจิตใจ เติมเรี่ยวแรงให้ตัวเองอีกครั้ง

จุดชมวิวอีกแห่งที่ไปกัน อยู่ตรงบริเวณ ผาวชิราลงกรณ์ หรือชื่อเดิมเรียกว่า ผาแดง ในสมัยก่อน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ เสด็จไปทอดพระเนตรสาธิตการไต่หน้าผา เมื่อจบการสาธิต พลเรือตรี โสภณ สุญาณเศรษฐกร ผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธินในขณะนั้น ได้กราบทูลขอพระราชทานชื่อหน้าผาเพื่อเป็นเกียรติประวัติ และขวัญกำลังใจแก่ทหารนาวิกโยธินทุกนายสืบไป ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ได้พระราชทานชื่อหน้าผาแห่งนี้ว่า "ผาวชิราลงกรณ์" และเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เป็นประธานในพิธีเปิดหน้าผาแห่งนี้ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ ๕๐ พรรษา

ผาวชิราลงกรณ์ นอกจากเป็นสถานที่ฝึกไต่ผาของทหารนาวิกโยธินแล้ว ยังเป็นจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป รวมทั้งคู่รักที่มักจะมาถ่ายรูปแต่งงานกันบริเวณนี้ ถนนเลียบผาที่พวกเราลงไปถ่ายรูปกันเป็นจุดที่เห็นทิวทัศน์มุมสูงของหาดเตยงาม ได้เห็นทะเลและหาดเป็นมุมกว้าง บวกกับลมอ่อนๆพัดมา เป็นบรรยากาศไม่เลวทีเดียว แต่ระหว่างชมวิวต้องระวังรถราพอสมควร เพราะจุดนี้เป็นถนนสัญจร ไม่ได้มีทางเท้าหรือจุดพักนั่งชมวิว เราต้องลงเดินเลียบถนนกัน ดังนั้น เวลาถ่ายรูปต้องระวังรถด้วย อย่าถ่ายเพลินเดี๋ยวจะโดนรถเสยเข้าได้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสทัศนียภาพนี้ มีบริการรถรางชมทัศนียภาพ ซึ่งจะวิ่งรอบอ่าวนาวิกโยธิน สามารถขึ้นรถได้บริเวณจุดจอดรถหน้าหาดเตยงาม สอบถามข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบริการการท่องเที่ยว หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เบอร์โทรศัพท์ ๐-๓๘๓๐-๘๑๒๖ ๐๘-๔๓๗๗-๖๗๙๑ หรือทางเว็บไซต์ www.marinestravel.com

เมื่ออิ่มเอมกับบรรยากาศทะเลจนสมควรแล้ว ชาวคณะทั้งหมดได้เดินทางกลับสู่โรงแรมเพื่อพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงสำหรับกิจกรรมวันพรุ่งนี้ที่ดูท่าจะต้องใช้พลังงานมากพอสมควร

วันสุดท้ายของการพักผ่อนตะลอนทริป ๓ วัน ๒ คืน เที่ยวมันๆวันหยุดยาว จุดหมายของเราวันนี้จะเข้าไปในตัวเมืองจังหวัดชลบุรีกัน เพื่อร่วมเทศกาลอันเลื่องชื่อของที่นี่ ประเพณีวิ่งควาย ครั้งที่ ๑๔๔ ประจำปี ๒๕๕๘ ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี

จากสูจิบัตรงานประเพณีวิ่งควายจังหวัดชลบุรี กล่าวไว้ว่า "ชลบุรี" เป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีประเพณีวิ่งควาย ซึ่งมีมานานกว่า ๑๐๐ ปี โดยงานจะจัดขึ้นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือก่อนวันออกพรรษา ๑ วัน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่การไถหว่านได้เสร็จสิ้นเรียบร้อย คนกับควายจึงได้มีโอกาสพักผ่อนหลังจากที่ตรากตรำทำงานในท้องนามาอย่างยาวนาน

ประเพณีวิ่งควายในยุคแรก เกิดขึ้นประมาณ ๑๐๐ กว่าปีก่อน ณ วัดใหญ่อินทารามพระอารามหลวง ในตอนนั้นเจ้าอาวาสพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาได้หารือกันว่าจะจัดเทศน์มหาชาติขึ้น เป็นงานประจำปี โดยกำหนดเอาเวลารุ่งอรุณของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษา โดยปีแรกผู้รับเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ส่วนมากเป็นชาวนาและชาวสวน สมัยนั้นนิยมติดกัณฑ์เทศน์ด้วยอาหารพื้นเมือง เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร หมาก มะพร้าว อ้อย โดยใช้เกวียนบรรทุกมาที่วัด พร้อมตกแต่งเกวียนของตนให้สวยงาม เมื่อเกวียนมาถึงวัด ตกบ่ายคนขับเกวียนก็ชวนกันขี่ควายไปยังสระบัว ให้ควายได้กินน้ำและอาบน้ำในสระ เมื่อมีคนขี่ควายไปชุมนุมพร้อมๆกันจำนวนมาก จึงเกิดนึกสนุกท้าประลองกันว่าควายของใครมีฝีเท้าเร็วกว่า ดังนั้น วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ของปีต่อๆมา ควายเทียมเกวียนที่บรรทุกเครื่องกัณฑ์เทศน์มาวัดจึงถูกนำออกมาวิ่งในตลาด จนทำให้เจ้าของควายที่อยู่ตำบลใกล้เคียงนำควายมาวิ่งบ้าง บางคนอาจนำควายของตนมาวิ่งแก้บนก็มี

และได้เกิดเป็นความเชื่อที่ว่า ถ้าปีใดไม่มีการวิ่งควาย ปีนั้นควายจะเป็นโรคระบาดล้มตายเป็นจำนวนมาก หรือถ้าควายของใครเจ็บป่วย เจ้าของจะนำควายของตนไปบนกับเทพารักษ์ เมื่อใดที่หายเป็นปกติแล้วจะนำมาวิ่งแก้บน นอกจากนั้น ยังมีการตกแต่งควายของตนให้สวยงาม โดยเฉพาะส่วนหัวตั้งแต่คอขึ้นไป จะตกแต่งเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของควายหลังจากการใช้งาน

กำหนดการของงานเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. ด้วยกิจกรรมขบวนแห่เกวียนกัณฑ์ ทศชาติชาดก ๑๓ กัณฑ์รอบเมือง ตามที่กล่าวประเพณีวิ่งควายเกิดขึ้นมาโดยสืบเนื่องกับงานบุญเทศน์มหาชาติ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ดังนั้น เมื่อพูดถึงงานประเพณีวิ่งควาย จึงขาดไม่ได้เลยกับขบวนเกวียนกัณฑ์ ทว่า ฉันและคณะมาไม่ทันได้ชมขบวนแห่ดังกล่าว เรามากันถึงบริเวณพิธีก็เวลาประมาณเกือบสิบโมงแล้ว

แดดบริเวณที่จัดงานเรียกว่าแรงมากๆ สำหรับคนที่จะมาร่วมงานแนะนำเลยว่า หมวกหรือร่มกันแดดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เสื้อแขนยาวหรือปลอกแขนเป็นอีกสิ่งที่ควรจะสวมใส่มาด้วย เพราะแดดจะแผดเผาจนแสบแขนทั้งสองข้าง อีกสิ่งที่ต้องระวังคือการเดินภายในงาน เพราะตามพื้นเต็มไปด้วยมูลของควายแทบจะตลอดทาง ต้องใช้วิธีหลบหลีกของใครของมัน นอกจากต้องหลบมูลควาย ยังต้องหลบขบวนควายที่จูงเดินในงาน และผู้คนที่หนาแน่นอีก เป็นการเดินชมงานที่ท้าท้ายมาก (ฮา) ก่อนจะเริ่มพิธีเปิด ฉันได้มีโอกาสไปยืนดูควายซ้อมวิ่งภายในเต็นท์ของสื่อมวลชน เป็นครั้งแรกของฉันที่ได้เห็น ประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าจะเร็วและน่าหวาดเสียวขนาดนี้ ณ จังหวะที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ควายตัวหนึ่งก็พุ่งมาทางทิศที่เรายืน จะเหลืออะไรล่ะคะ แตกกระเจิงกันไปทุกทิศ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน บวกกับอากาศร้อน ทำให้ควายตื่นได้ง่าย ทางที่ดีคือไปยืนชมบนอัฒจันทร์จะปลอดภัยที่สุด

การแข่งวิ่งควาย มีด้วยกันหลายรุ่น ทั้งรุ่นจิ๋ว รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ผู้ขึ้นขี่ส่วนมากจะเป็นเด็กหนุ่มอายุตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป มีระยะทางวิ่งประมาณ ๑๐๐ เมตร นอกเหนือจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกมาก เช่น ประกวดควายสวยงาม ประกวดตกแต่งควาย และมีการแข่งขันกีฬาไทยพื้นบ้าน ได้แก่ ปีนเสาน้ำมัน ตะกร้อลอดบ่วง ชกมวยไทย เป็นต้น

การแข่งขันจะเริ่มจากรุ่นจิ๋ว ซึ่งเป็นควายเด็กที่ไม่เคยมีประสบการณ์แข่งมาก่อน ดังนั้น ปัญหาที่พบคือ ตื่นง่าย กว่าจะจัดให้ควายทุกตัวเข้าประจำที่ในลู่เรียกได้ว่ากินเวลานานใช่เล่น พอลู่ที่ ๑ พร้อม ลู่ที่ ๓ ตื่น ออกวิ่งไปก่อนสัญญาณ ก็ต้องไปตามให้กลับเข้าที่ ฉันยืนรอกันจนเหงื่อไหลท่วมไปทั้งตัว อย่างที่บอกว่าบริเวณแข่งวิ่งเป็นลานโล่ง จึงไม่มีต้นไม้ใดๆมาช่วยบังแสงแดดให้เรา ควรเตรียมอุปกรณ์กันแดดมาให้พร้อมที่สุด เมื่อเจ้าควายรุ่นจิ๋วทุกตัวพร้อมแล้วก็ออกสตาร์ท ช่วงเวลาแข่งจริงเพียงชั่วอึดใจ แต่เป็นอึดใจที่เชื่อว่าทุกคนแทบจะกลั้นหายใจ ลืมกะพริบตา ลืมไปหมดทุกสิ่ง ทุกสายตาจับแต่เจ้าควายรุ่นจิ๋วที่ทะยานออกไปอย่างนักวิ่งลมกรด พาผู้ขี่ที่อยู่บนหลังแทบจะปลิวตกสู่พื้น เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจฉันเป็นอย่างมาก ควายที่เราเห็นยืนนิ่งๆตามท้องทุ่งจนชินตา วิ่งควบเต็มฝีเท้าอย่างรวดเร็ว รุนแรง และดุดัน คุ้มค่าแล้วกับที่อดทนต่อความร้อนรอคอยวินาทีนี้ เป็นอึดใจสั้นๆที่มากมายด้วยความประทับใจ

เสียดายที่เวลาจำกัดทำให้ฉันได้อยู่ดูแค่รุ่นจิ๋วแข่ง อดดูรุ่นใหญ่ที่เจนจัดสนาม เวลาวิ่งคงเท่น่าดูเชียว ฉันไม่สงสัยแล้วว่าทำไมผู้คนถึงหลั่งไหลมาชมประเพณีวิ่งควายกันมากขนาดนี้ เพราะถ้าได้มาเห็นด้วยตาก็คงชื่นชอบไม่ต่างกัน สมกับคำขวัญที่ว่า "หนึ่งเดียวในไทย หนึ่งเดียวในโลก" จริงๆ

ช่วงเวลาวันหยุดยาวของฉันได้จบลง การเดินทางของฉันก็เสร็จสิ้นลงด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะมีจังหวะที่รู้สึกเหนื่อยล้าจนอดคิดไม่ได้ว่า รู้อย่างนี้นอนอยู่บ้านดีกว่า แต่ท้ายที่สุด ความประทับใจที่พบเจอตลอดเส้นทางก็ทำให้ฉันไม่เสียใจที่ได้ร่วมทริปในครั้งนี้ ในวันหยุดยาวครั้งหน้า ฉันคงต้องหาโอกาสกลับมาเที่ยวมันๆที่พัทยา สัตหีบ และชลบุรีให้ได้อีกสักครั้ง...