“หญิงไทย” กายใจสมบูรณ์ ด้วยการแพทย์แผนไทย

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพสตรี ด้วยการเสวนาเรื่อง “หญิงไทยกายใจสมบูรณ์ ด้วยแพทย์แผนไทย” โดยมี ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มาให้คำแนะนำและแนวทางแก้ไข สำหรับสาเหตุอันส่งผลต่อสุขภาพผู้หญิง ที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆตามมา คือ การคั่งค้างของประจำเดือน ซึ่งสมุนไพรและยาไทยใกล้ๆตัว ทำให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดี นับตั้งแต่การเริ่มมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การหมดประจำเดือน และภาวะหลังหมดประจำเดือน

สมัยก่อนได้เยียวยาเรื่องประจำเดือน ด้วยใช้การอบร่ำด้วยเครื่องหอม เพื่อไม่ให้มีอาการปวดรอบเดือนเป็นนิสัย อีกทั้งในการตั้งครรภ์ การคลอด หรือหลังคลอดบุตร หากไม่ได้รับการดูแลที่ดี อาจมีอาการผิดปกติและเจ็บป่วยไปทั้งชีวิต จนกระทั่งไม่อาจจะแก้ไขได้ เช่น เกิดอาการหนาวใน ที่หมอเมืองเรียกกันว่า ลมผิดเดือน หรือหมอยาอีสานเรียกว่า ผิดกะบูน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น โรคกะบูนเลือดและกะบูนลม ในภาวะการหมดประจำเดือนนั้น ทุกธาตุในร่างกายจะอ่อนกำลังลง แล้วยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นอาการประจำเดือนมาก ประจำเดือนขาดหรือมาน้อยผิดปกติ อาการตกขาว ไข้ทับระดูหรือระดูทับไข้ สมัยก่อนคนส่วนใหญ่แล้ว เลือกใช้สมุนไพรที่หาง่าย เพราะเป็นปัญหาประจำเดือน สมุนไพรชนิดไหนไม่มีในบ้าน ก็หามาปลูกกันเอาไว้ เพื่อนำมาใช้สอยยามที่จำเป็น เช่น ยอ อันมีกุศโลบายปลูกเป็นไม้มงคล หรือไผ่จืด...ที่ปลูกเอาไว้รักษาไข้ทับระดู

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า “ในหลักการดูแลสุขภาพสตรี ทางด้านการแพทย์แผนไทย จะให้ความสำคัญในเรื่องการรักษาความสมดุล ของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกาย การมีประจำเดือนและการคลอดบุตรของผู้หญิง จำเป็นต้องใช้การทำงานของธาตุไฟ ดังนั้นยามักเป็นตำรับที่เข้าสมุนไพรรสร้อน รสสุขุม ดังนั้นน้ำเย็น ของเย็น หรือสมุนไพรรสเย็น จึงเป็นของแสลงสำหรับผู้หญิงขณะมีรอบเดือน รวมถึงระยะก่อนและหลังคลอด แต่ถ้าธาตุไฟในร่างกายมากเกินไป ก็จะไปมีผลต่อธาตุลมก่อนเป็นอันดับแรก ต่อเนื่องไปสู่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ทำให้เกิดความผิดปกติ การรู้จักรสและคุณสมบัติของยาสมุนไพร มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการดูแลสุขภาพของสตรี คนในสมัยก่อนมีความรู้กันเป็นอย่างดี และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังเช่นการมีประจำเดือนครั้งแรก จะใช้สมุนไพรที่ประกอบด้วย ไพล ขมิ้น เปราะหอม ใบเล็บครุฑ ผิวมะกรูด ตำผสมกันทาตัวให้กับลูกสาว ที่มีประจำเดือนเป็นครั้งแรก เรียกกันว่า การอบโจลมะลบ

...ซึ่งการอบโจลมะลบนั้น เชื่อว่า จะทำให้ลูกสาวไม่เครียด ไม่หวาดกลัวในการมีประจำเดือน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ปวดรอบเดือนในภายหน้า แล้วหากเป็นไข้ทับระดู (สภาวะที่ความร้อนมาเจอกับความร้อน ทำให้ร่างกายมีความผิดปกติ เช่น เป็นไข้ร้อนไปทั้งตัว ปวดหัว ปวดไปทั่วสรรพางค์กาย หรืออ่อนเพลียไม่มีแรง) จะใช้ยาเย็นจำพวกพืชตระกูลข้าวหรือหญ้า เข้าไปช่วยลดความร้อนหรืออาการไข้ ที่เกิดจากเลือดเสียที่ออกไม่หมด ดังนั้นต้องหาวิธีทำให้เลือดเสีย ที่คั่งค้างอยู่นั้นออกมาให้ได้ หากมีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว จำต้องใช้ยารสร้อนเข้าช่วย โดยให้กินสมุนไพร เช่น ยอ ยากุลกา ผักแพว หรือเอาน้ำอุ่นประคบบริเวณท้อง เพื่อให้เลือดไหลออกได้ง่ายขึ้น พอเลือดเสียออกมาได้แล้ว อาการต่างๆก็จะหายไปเอง”

โดยตำรับยาแก้ไข้ทับระดู มีการรวบรวมเอาไว้ดังนี้ ใช้ ไผ่จืด ทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) จำนวน 1 กำมือกับ 3 แก้ว ต้มเดือด 10 นาที กินครั้งละ 1 แก้วทุก 2-4 ชั่วโมง ใช้ ข้าวโพด ทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) จำนวน 1 ต้นหรือซังข้าวโพด 3 ซัง มาต้มกับน้ำ 3 แก้วให้เหลือ 1 แก้ว กินครั้งละ 1 แก้ววันละ 3 เวลา ใช้ บานไม่รู้โรยดอกขาว ทั้ง 5 ต้มกิน ใช้ รากไผ่รวก 1 กำมือมัด 3 เปลาะ ใส่น้ำ 4 แก้วต้มให้เหลือ 1 แก้วกิน 3 ครั้งต่อวัน แล้วควรแก้มัดออก 1 เปลาะ แล้วควรเติมน้ำต้มใหม่ให้เท่าเดิมทุกครั้ง ใช้ ดอกกล้วย-หัวปลี ต้มกินน้ำ ใช้ ผักแพว ทั้งห้า มาตัดหัวตัดท้ายต้มกิน ใช้ ลูกยอ จิ้มเกลือ หรือจะใช้ยอกวนผสมพริกไทย ตามตำรับยากุลกา ใช้ ฝักฝาง 3 ฝักตัดเป็นสามท่อน เอาแต่ท่อนกลางต้มกิน ใช้ เปลือกมะยม ขนาดเท่าฝ่ามือ 3-5 ชิ้น เกลือ 2-3 เม็ด ใส่น้ำให้พ้นเปลือกมะยมต้มให้เดือด 10 นาที กินครั้งละครึ่งแก้ววันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ก็สามารถแก้ไข้ทับระดูได้

ส่วนหญิงสาวที่เริ่มมีประจำเดือน อาจมีอาการปวดรอบเดือน แล้วก็จะเกิดความวิตกกังวลใจ ซึ่งเกิดจากธาตุลมพิการ มักมีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง ท้องอืด ปัสสาวะคั่ง ปวดไปทั่วส่วนล่างของร่างกาย แพทย์แผนไทยแนะนำให้งดการอาบน้ำเย็น การสระผมด้วยน้ำเย็น การดื่มน้ำเย็น การกินอาหารที่มีคุณสมบัติเย็น ในระหว่างมีประจำเดือน และควรออกกำลังกาย ทั้งเลือกกินอาหารที่มีรสร้อน ขม เปรี้ยว และใช้ตำรับยาดังต่อไปนี้ ลูกยอ จิ้มเกลือ ตำส้มตำกิน หรือยอผสมพริกไทย ตามตำรับยากุลกา ใช้ รากเอนอ้า ต้มกินแก้ปวดประจำเดือน ถ้าได้เอนอ้าดอกขาวจะดีมาก หัวหรือรากของ เครือหมาน้อย ฝนกับน้ำกินวันละ 3 เวลา

เถาแห้งเครือหมาน้อย มาทำเป็นลูกกลอน หนักประมาณ 1-2 กรัม กินวันละ 2-3 ครั้ง หรือจะใช้เถาหรือราก 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดจากน้ำ 3 ส่วนให้เหลือ 1 ส่วน กินครั้งละครึ่งแก้ว 3 เวลา ใบอัคคีทวาร กินเป็นผักสด ยำกิน หรือนำใบมาต้มน้ำกิน ต้นสดของ ผักคราดหัวแหวน ผสมกับน้ำมะนาว ทำเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหาร น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะพูน ผสมเหล้าขาว 1-3 ช้อนชา กินงาผงครั้งครึ่งช้อนชาวันละ 2 ครั้ง เป็นประจำ ใช้ ขี้เหล็ก ทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) ปริมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรเดือดประมาณ 15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ววันละ 3 เวลา

แต่หากมีอาการตกขาว หมอพื้นบ้านเชื่อว่า ตกขาวเกิดจากการที่ปิตตะโทษ (ความร้อน)ในร่างกายเผาเลือดสีแดง ให้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นสีขาว จะมีอาการตกขาวที่มีกลิ่นเหม็น บางครั้งก็รู้สึกร้อนที่ช่องคลอด ร่วมกับอาการปัสสาวะลำบาก หรือบางครั้งตกขาวมีสีอื่นปน อาจมีอาการปวดแสบคัน อาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ใจสั่น ซีดเซียว สะลึมสะลือไม่สดชื่น ไม่มีเรี่ยวแรง ในอดีตอาการเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญมาก บ่งบอกถึงความไม่ปกติ ที่ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นอาจลุกลามอันตรายถึงชีวิต หากมีอาการควรงดอาหารรสจัด อาหารที่มีคุณสมบัติร้อน อาหารสำเร็จรูปที่มีสารกันบูด มีสีสังเคราะห์ งดใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น หากอยู่ภายใต้ความร้อนนานๆ ภายใต้สภาวะเครียด เช่น การอดข้าว อดนอน อดน้ำ มีความวิตกกังวลต่างๆ รวมทั้งการที่ต้องเดินทางในระยะเวลานาน หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง แพทย์แผนไทยแนะนำให้กินอาหาร ที่มีคุณสมบัติเย็น มีรสหวาน มีกลิ่นหอม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย รักษาสุขอนามัย

โดยใช้ยาสมุนไพรในการรักษาต่อไปนี้ อาทิ พลูคาว ทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) นำไปตำและขยี้เอาแต่น้ำ ผสมน้ำตาลเล็กน้อย กินเรื่อยๆประมาณ 3 วัน อาการตกขาวจะดีขึ้น หรืออาจใช้ขมิ้นชันสด เคี้ยวกลืนแล้วกินน้ำอุ่นตาม หรือการใช้ ยอ ทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) ต้มน้ำ 3 ส่วนให้เหลือ 1 ส่วน กินครั้ง 1 แก้ววันละ 3 เวลา หรือใช้ เถาวัลย์เปรียง มาหั่นเป็นแว่นตากแห้ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรให้เดือด 15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา มะระขี้นก ใช้ 10 ผล โขลกทั้งเมล็ดคั้นน้ำ จะได้น้ำประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับเหล้าโรง 1 ช้อนชา กินวันละ 1 ครั้งประมาณ 3 วันก็จะเป็นปกติ

หรือใช้ บานไม่รู้โรยดอกขาว (ชนิดก้านเขียว) 1 ต้น ใส่น้ำพอท่วมตัวยา ต้มเดือดนาน 10-20 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน หรือใช้ สบู่เลือด หั่น 3 แว่นโขลกให้ละเอียด ผสมกับกับน้ำซาวข้าวหรือสุรา กินครั้งละ 1 ถ้วยชาช่วงเช้า เย็น และก่อนนอน จะช่วยแก้ได้ทั้งตกเลือดและตกขาว หากที่บ้านมี ต้นกระดังงาไทย สามารถใช้ราก เปลือก ใบ อย่างละ 1 กำมือ หัวข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ขนาดเท่าลูกเงาะ อย่างละ 2 ก้อน ใส่น้ำพอท่วมตัวยา ต้มครั้งละ 1 แก้วกิน 3 เวลาและก่อนอาหาร หรือหากมี ต้นลูกใต้ใบ ก็สามารถใช้ลูกใต้ใบทั้ง 5 (หมายถึงใช้ทั้งใบ ดอก ราก ผล ต้น) ต้มน้ำเดือดนาน 10-15 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน

ในทางด้านการแพทย์ตะวันออก อาการตกขาวถ้ามีปริมาณไม่มากนัก จะถือว่าเป็นปกติ แต่ถ้าตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีสีผิดปกติ มีอาการคัน ซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ต้องรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วย ส่วนที่มีประจำเดือนมามากกว่าปกติ เชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายมีธาตุไฟมากเกินไป มีผลต่อธาตุลมให้กำเริบขึ้น ทำลายธาตุน้ำและธาตุดิน สังเกตุได้จากอาการดังต่อไปนี้ หน้าซีด อ่อนเพลีย ตาพร่า มึนงง หิวน้ำมากกว่าปกติ ร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ ควรงดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง งดกินอาหารที่มีรสจัด งดการมีเพศสัมพันธ์ งดการทำงานหนักหักโหม

นอกจากนั้นควรอยู่ในที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก กินอาหารรสเย็น หวาน ฝาด โดยทางด้านการแพทย์แผนไทย มีตำรับยาที่เป็นสมุนไพรใกล้ตัว อย่างการใช้ ใบทับทิม 7 ใบ ตำกับข้าวสารกล้อง 7 เม็ดให้เข้ากัน กินวันละ 2 ครั้งเช้ากับเย็นก่อนอาหาร เป็นระยะเวลา 1 เดือน ให้สรรพคุณได้ทั้งยารักษาและป้องกัน หรือใช้ ก้านสะเดา สด 30 ก้าน พับทบแล้วใช้ตอกมัด 3 เปลาะ ต้มกับน้ำประมาณ 3 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 3 ถ้วยชา กินครั้ง 1 ถ้วยชาวันละ 3 ครั้ง กิน 1 ถ้วยให้แก้มัด 1 เปลาะ หรือใช้ ต้นไมยราบ 1 กำมือ พันด้วยด้ายสีดำ 3 เปลาะ (แทนพุทธัง ธรรมมัง และสังฆัง) ต้มกินประมาณ 2-3 วัน ยาจะค่อยๆปรับสมดุลภายในให้ดีขึ้น และข้อที่ควรต้องระวัง คือ การมีประจำเดือนมากเกินไปเป็นเวลานาน ควรรีบไปพบแพทย์ตรวจรักษา เพราะอาจเกิดการเสียเลือด หรืออาจเป็นอันตรายได้

ส่วนในกรณีที่ประจำเดือนมาน้อย ประจำเดือนขาด หรือประจำเดือนไม่ปกติ สาเหตุเกิดจากธาตุไฟ ธาตุลมที่น้อยและผิดปกติ จะมีอาการตัวบวม อาการเย็นที่แขนขา หนาวใน ปวดเมื่อย เซื่องซึม ปวดหัว ท้องอืด หัวใจจะเต้นช้า เล็บซีด ความดันต่ำ อ่อนเพลีย มึนงง ควรงดอาหารที่เย็น หวาน ฝาด งดดื่มน้ำเย็น ไม่อยู่ในห้องแอร์นานเกินไป งดอาบน้ำเย็น โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ ควรกินอาหารคุณสมบัติเผ็ดร้อน หรือกินอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และกินยาสมุนไพรดังต่อไปนี้ ใช้ รากเจตมูลเพลิงแดง 1-2 กรัม ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย (ปริมาณ 200-250 มิลลิลิตร) กินครั้งละ 1/4 ถ้วย จะช่วยขับประจำเดือน หรือกิน ลูกยอ จิ้มเกลือ ตำส้มตำ หรือยอกวนกับพริกไทย ตามตำรับยากุลกา ใช้ ยอดไผ่ป่า หรือ ไผ่สีสุก ต้มกับน้ำกินครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหารวันละ 2-3 ครั้ง ใช้ แก่นขี้เหล็ก หรือ แก่นฝาง อย่างละ 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมตัวยาประมาณ 10 นาที กินครั้งละ 1 แก้ววันละ 3 ครั้งก็ได้ หรือใช้ยาตำรับสตรีที่มีรสร้อน เช่น ประสะไพล ยาไฟประลัยกัลป์ ยาไฟห้ากอง ยาเลือดงาม

ส่วนทางด้านสตรีที่ตั้งครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ ในทางการแพทย์แผนไทยเชื่อว่า มีการเสียสมดุลของธาตุไฟ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลถึงระบบสุขภาพหลังคลอดด้วย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ปวดเมื่อยตัว มดลูกหย่อน หนาวง่าย (หนาวใน) ดังนั้นภายหลังคลอดบุตร มารดาควรดูแลตนเอง ด้วยตัวอย่างสมุนไพรและสูตรตำรับยาแผนไทย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อาทิ ยาอบอาบหลังคลอด...ใช้อัคคีทวารทั้ง 5 ใบเปล้าใหญ่ ใบหนาด ต้นปูนป๊ก หรือ ราชาวดี ต้มอาบ ยารมด้วย หญ้ายุ้ม...นำหญ้ายุ้มต้มในหม้อ ให้สตรีหลังคลอดนั่งเหนือไอ จะทำให้ช่องคลอดกระชับได้ดังวัยสาว เสน่ห์จันทร์ขาว...นำเหง้าตากแดด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตรพอเดือดหรี่ไฟ ต้มต่อไปอีก 15 นาทียกลง กินครั้งละครึ่งแก้วเช้าเย็นเป็นประจำ ในช่วงหลังคลอด 20-40 วัน นอกจากนี้ยังใช้ทำลูกประคบ โดยนำตัวยามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ วางบนผ้าขาว แล้วนำหินกลมเท่ากำปั้น ไปเผาไฟจนร้อน แล้วนำมาทับบนสมุนไพร แล้วห่อรวมกัน ใช้ประคบสตรีหลังคลอด หรือใช้ ขมิ้นชัน หรือ กูยิ ที่ชาวมุสลิมให้สตรีหลังคลอดทุกคนกิน โดยจะนำขมิ้นมาตำให้ละเอียด แล้วผสมน้ำเล็กน้อย ให้กินทันทีตลอดระยะเวลา 40 วัน

สำหรับสตรีที่อยู่ในภาวะหมดประจำเดือน ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของสมดุลร่างกาย โดยเฉพาะธาตุลมที่ก่อให้เกิดสภาวะทางอารมณ์ และร่างกายที่ปรวนแปร จะมีอาการเหงื่อออกกลางคืน ประจำเดือนมาไม่ปกติ น้ำหนักขึ้น ปวดเต้านม ปวดหัว นอนไม่หลับ ช่องคลอดแห้ง อ่อนเพลีย ความจำและสมาธิสั้นลง กระดูกบางลง จะมีอาการคล้ายกับสตรีในภาวะหลังหมดประจำเดือน ซึ่งธาตุทุกธาตุในร่างกาย จะอ่อนกำลังลงไป มีอาการทั้งทนร้อน ทนหนาว ทนความเครียดได้น้อยลง แล้วยังทำให้ผิวแห้ง ท้องอืดง่าย ปัสสาวะคั่ง ท้องผูกง่าย การทรงตัวไม่ดี จึงควรมีการปรับสมดุลธาตุลม ให้ได้อยู่ในภาวะปกติ

ในแพทย์แผนไทยใช้สมุนไพรรสสุขุม ไม่ควรอยู่ในที่เย็นหรือร้อนเกินไป ไม่ควรอยู่ในสภาวะเครียด ควรรักษากายใจให้สมดุล กินอาหารที่สมดุล ได้รับแสงแดดที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตำรับยาที่จะแนะนำ ได้แก่ ลูกยอ จิ้มเกลือ ยอตำส้ม หรือยอกวนกับพริกไทยตามตำรับยากุลกา ตาไก้ (กำแพงเจ็ดชั้น) หั่นเป็นชิ้นๆตากแห้ง แล้วชงดื่มเป็นประจำ หญ้าแห้วหมู 7 หัว เคี้ยวสดๆกินทุกวัน ช่วยเสริมสร้างและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รากสามสิบต้ม กินหรือแช่อิ่มกิน มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก กระพังโหม ต้มรวมกันกินเป็นประจำ ส่วนยาหอมบำรุงเลือดลมให้ปกติ เช่น ยาหอมอินทจักร หรือกินฟองเต้าหู้เป็นประจำ ก็สามารถช่วยในการปรับสมดุลได้ หรือจะกิน บัวบก ขิง ขมิ้น พริกไทย เป็นประจำ สำหรับสตรีในภาวะหลังหมดประจำเดือน หากไม่ต้องการให้ผิวแห้ง ควรทาน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวให้สม่ำเสมอ

หากท่านใดที่มีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตกฤษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลความรู้ เรื่องสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ที่ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือโทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ