เจีย...จิ๋วแต่แจ๋ว

อาหารบำบัด

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

ประโยชน์ของเมล็ดเจียนั้นมีมากก็จริง แต่สรรพคุณที่เราได้ยินได้ฟังมา บางอย่างที่เกินจริงไปก็มีเหมือนกัน ฉบับนี้ เรามารู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเมล็ดเจียกันต่อนะคะ...

 

6. เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3

เมล็ดเจียมีกรดโอเมก้า 3 เยอะพอๆกับเมล็ดแฟล็กซ์ ความจริงแล้ว หากเทียบกันกรัมต่อกรัม เมล็ดเจียมีโอเมก้า 3 มากกว่าแซลมอนเสียอีก แต่หากมาดูในรายละเอียดแล้ว โอเมก้า 3 ในเมล็ดเจียส่วนใหญ่ คือ ALA หรือกรดอัลฟา ไลโนลีนิก ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างที่คิด เพราะ ALA จะต้องถูกแปลงให้อยู่ในรูปของกรด EP และ DHA เสียก่อน ร่างกายจึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถแปลงไขมันเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น โอเมก้า 3 จากพืชจึงมีประสิทธิภาพด้อยกว่าที่ได้จากสัตว์ เช่น ปลา โดยสิ้นเชิง

จากการศึกษาพบว่า เมล็ดเจีย (โดยเฉพาะชนิดที่บดแล้ว) มีผลต่อการเพิ่มระดับ ของ ALA และ EPA ในเลือด แต่ไม่มีผลต่อ DHA ซึ่งการที่มันไม่ได้ให้ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญที่สุดเลยนั้น ทำให้การพูดถึงประโยชน์ของเมล็ดเจียในแง่ของการให้กรดไขมันโอเมก้า 3 จะดูเกินจริงไปมากทีเดียว เพื่อให้ร่างกายได้รับ DHA ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง และร่างกาย เราควรรับประทานปลา หรือน้ำมันปลา หรือวิตามินเสริม DHA (สำหรับคนไม่กินเนื้อสัตว์) อย่างสม่ำเสมอ

 

7. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

การที่เมล็ดเจียอุดมด้วยไฟเบอร์ โปรตีน และโอเมก้า 3 เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ก็น่าจะมีประโยชน์ต่อระบบการเผาผลาญ แต่ทว่า ผลจากการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก

จากการให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานเมล็ดเจีย โปรตีนถั่วเหลือง และโนพาล (สารสกัดจากตะบองเพชร) มีผลปรากฏออกมาว่า ช่วยลดโคเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่ม HDL โคเลสเตอรอลตัวดี และลดการอักเสบ แต่เนื่องจากการทดลองนี้ไม่ได้มีเพียงเมล็ดเจีย ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้ว่า เมล็ดเจียทำให้เกิดผลดังกล่าวด้วยลำพังตัวของมันเอง

 

8. มีสารอาหารที่สำคัญต่อกระดูก

เมล็ดเจียมีสารอาหารหลายชนิดที่สำคัญต่อสุขภาพของกระดูก เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโปรตีน...เมล็ดเจีย 2 ช้อนโต๊ะ (28 กรัม) ให้แคลเซียม 18 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ซึ่งหากเทียบปริมาณกรัมต่อกรัมแล้วสูงกว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ทำจากนมเสียอีก เมล็ดเจียจึงเป็นอาหารทางเลือกเสริมแคลเซียมที่ดีสำหรับคนที่ไม่กินนม

 

9. ดีสำหรับคนเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

มีการศึกษาวิจัยที่รองรับความสำเร็จของการใช้เมล็ดเจียกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยในการวิจัยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 20 คน รับประทานเมล็ดเจีย วันละ 37 กรัม หรือรำข้าวสาลี 37 กรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า เมื่อผู้ป่วยเหล่านี้มีสุขภาพที่ดีขึ้นในหลายๆด้านเมื่อรับประทานเมล็ดเจีย อย่างเช่น ความดันโลหิตลดลง 3 - 6 มิลลิเมตรปรอท และตัวชี้การอักเสบที่เรียกว่า hs - CRP (โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ) ลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค vWF (ความผิดปกติในการแข็งตัวของเกล็ดเลือด) ก็ลดลง 21 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีผลต่อน้ำตาลในเลือด แต่ก็ไม่มากนัก เนื่องจากเมล็ดเจียมีไฟเบอร์สูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังกินอาหาร แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีผลงานวิจัยใดยืนยันในข้อนี้

 

10. เพิ่มกำลังวังชาได้เหมือนเครื่องดื่มชูกำลัง

ดังที่กล่าวในตอนต้นว่า สมัยก่อนชาวแอซเท็ก และชาวมายา กินเมล็ดเจียเมื่อต้องการเพิ่มกำลังวังชาก่อนออกรบหรือใช้แรงงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีงานวิจัยที่ทดลองให้อาสาสมัคร 6 คน กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง กับเครื่องดื่มเกเตอเรด กับให้รับประทานเมล็ดเจียกับเครื่องดื่มเกเตอเรด ผสมกันอย่างละครึ่ง ก่อนไปวิ่งบนสายพาน 1 ชั่วโมง ตามด้วยวิ่งทางไกลอีก 10 กิโลเมตร ซึ่งผลที่ออกมาไม่ต่างกันเลย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทดแทนด้วยเมล็ดเจียกับเกเตอเรดไม่ได้ลดความสามารถในการออกกำลังกายแต่อย่างใด ซึ่งแสดงว่าเมล็ดเจียเป็นแหล่งพลังงานที่ดี และจากการศึกษานี้ ยังพบว่า เมล็ดเจียช่วยให้นักกีฬามีแรงเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายได้นานขึ้น จากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น พร้อมกับช่วยให้ร่างกายต้องการน้ำตาลน้อยลง

 

11. เข้ากับอาหารได้ทุกชนิด

ข้อสุดท้ายนี้ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็สำคัญไม่น้อยค่ะ ด้วยความที่เมล็ดเจียเองไม่มีรสชาติ เราจึงสามารถเติมเมล็ดเจียในอาหารอย่างอื่นได้ทั้งนั้นตามความชอบ จะกินแบบแช่น้ำให้พองก็ได้ หรือใส่กับอาหาร เช่น ใส่โยเกิร์ต พุดดิ้ง กินเป็นอาหารเช้า ใส่โจ๊ก สมูทตี้ หรือชงกับน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ชงกับน้ำผลไม้ หรือใส่ในสลัด เรียกว่า ใส่ได้เกือบทุกอย่าง ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม และเนื่องจากเมล็ดเจียมีความสามารถในการดูดน้ำและไขมัน จึงมีการนำไปผสมในซอสเพื่อช่วยให้มีความข้นขึ้น และแม้แต่ใช้แทนไข่ในอาหารบางชนิด

ข้อควรระวัง : การเพิ่มเมล็ดเจียในอาหารเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับอาหารมากขึ้น แต่ถ้าหากคุณไม่คุ้นเคยกับอาหารที่มีไฟเบอร์มากๆ ก็อาจจะเป็นปัญหาต่อระบบการย่อยได้ หากกินมากเกินไป ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะครึ่ง

แม้ว่าอาหารที่ดีจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อาหารทุกชนิดก็ย่อมจะดีอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมด้วยเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะการกินในปริมาณที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่นานเกินไป และควรเว้นไปกินอย่างอื่นบ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป อาหารที่ดีก็จะไม่เกิดโทษ และไม่ถูกกล่าวโทษ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราเองนะคะ