"อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ"

...ความสุขแห่งโยคะ...
มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

หากพูดถึงการออกกำลังกายยอดนิยมอย่าง "โยคะ" ในเมืองไทย ชื่อของ "ป้าจิ๊" หรือ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ จะต้องโดดเด่นอยู่ในใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน แทบไม่น่าเชื่อว่า นักแสดงมากประสบการณ์อายุเกิน ๖๐ ปี ท่านนี้จะยังคงเล่นโยคะในท่าต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว รวมทั้งยังรับหน้าที่สอนให้ผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งล่าสุดได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโยคะ สตูดิโอล่าสุดของเมืองไทยนามว่า Yoga & Me ที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์แห่งโยคะด้วยหลักสูตรหลากหลายแปลกใหม่

เรียกว่า ทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโยคะจนแทบแยกไม่ออกจากชีวิต แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของผู้รู้จริงอย่าง "มืออาชีพ" ด้วยเช่นกัน

ก่อนป้าจิ๊จะมาฝึกโยคะ เธอบอกว่า ไม่เคยหยิบจับออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลยสักครั้ง จนกระทั่งคนใกล้ตัวแนะนำให้เริ่มรู้จัก และหลงเสน่ห์ศาสตร์นี้จนถอนตัวไม่ขึ้นมาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว

"ตัวป้าตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว ไม่ได้เป็นคนออกกำลังกายอะไรมาก ก็วิ่งเล่น ว่ายน้ำไปตามประสา จะให้เป็นจริงเป็นจังเป็นเรื่องเป็นราวน่ะไม่เคยเลย แต่ว่าตัวเองเป็นคนไม่อยู่เฉยอยู่แล้ว ชอบทำอะไรเอง ไปโน่นมานี่ ยิ่งพอเรียนจบจากอักษรฯ จุฬาฯ เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง แถมยังทำงานในออฟฟิศอีกด้วย ก็ยิ่งไม่มีเวลาจะไปกำหนดให้ต้องไปเข้าฟิตเนสหรือออกกำลังกายที่ต้องทำเป็นกิจวัตร...

จนกระทั่งได้มาเล่นละครกับ คุณตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี เขาก็แนะนำว่ามีวิชาโยคะ น่าสนใจมาก ป้าจิ๊น่าจะมาฝึก ตอนแรกก็ไม่อยากมา แต่พอตอนหลังก็รู้สึกว่าชอบนะ เวลาเข้ามาในสตูดิโอโยคะ เหมือนกับเราเข้ามาเรียนหนังสือ พอคุณครูปิดห้องปั๊บ เราก็ต้องตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งที่ครูสอนในห้อง คือต้องควบคุมตัวเอง อีกอย่างที่ชอบคือภายในห้องโยคะจะเงียบ ป้าเป็นคนชอบความเงียบ ความสงบอยู่แล้ว ก็เหมือนเราได้มีสมาธิอยู่กับตัวเอง...ป้ามาเริ่มเรียนตอนอายุ ๕๒ ปี เรียนอยู่ประมาณปีกว่าเกือบสองปีถึงได้มาเป็นครูฝึกให้ผู้อื่นต่อไป ตอนนี้ก็ฝึกมา ๙ ปีแล้วค่ะ"

ป้าจิ๊ให้คำจำกัดความของโยคะไว้ว่า เป็นการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหว เป็นการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของผู้เล่นอย่างมีหลักการ

"หลักการนั้นก็คือ ร่างกาย จิตใจ และลมหายใจที่รวมกันเป็นหนึ่ง มีการเหยียด ยืด หายใจเข้าลึก หายใจออกยาว และก็ต้องมีสมาธิ มีสติจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน ป้าจะบอกนักเรียนทุกคนว่า ต้องฝึกอย่างเคารพต่อร่างกายตนเอง คือดูว่าเราทำได้แค่ไหน บางทีเราเห็นคนอื่นทำได้เยอะ ก็อยากทำบ้าง ไปลอกเลียนเขา สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะท่าโยคะจะต้องมาจากภายในที่เราจะรู้เองว่า ร่างกายตอนนี้เหยียดยืดได้แค่ไหน สิ่งสำคัญของการฝึกโยคะคือ ผู้ฝึกจะไม่มีการเจ็บตัว ถ้าเจ็บตัวก็เพราะเกิดจากมีอีโก้ที่มากไปและไม่วอร์มอัพร่างกายพอ ป้าจะบอกนักเรียนว่า เราไม่จำเป็นต้องทำทุกท่าถ้าหากเรายังทำไม่ได้ หรือว่าขณะฝึกรู้สึกเหนื่อยเกินไป ก็แนะนำให้ลงนั่งพักในท่า Child Pose เหยียดแขน ยืดตัวไป พับตัวราบลงไปหาหน้าขาจนกระทั่งกล้ามเนื้อผ่อนคลายดี ลมหายใจสงบ แล้วค่อยขึ้นมาฝึกใหม่ นอกจากนี้ การฝึกทุกครั้งควรจะมีครูสอน ไม่ควรอ่านหนังสือหรือดูจากโทรทัศน์ทำเอง เพราะการฝึกโยคะพร้อมกับดูหนังสือหรือทีวีไปด้วยจะทำให้ขาดความต่อเนื่อง ต้องเล่นให้ได้ทั้งลมหายใจ การเหยียดยืดตัว ถ้ามีครูก็จะช่วยดูแลบอกเราได้"

โยคะมีมากกว่า ๕,๐๐๐ ปี จึงมีอยู่หลายหมื่นท่า หลากหลายรูปแบบ แต่ป้าจิ๊ไม่ได้นำมาสอนทั้งหมด เลือกมาบางท่าที่เป็นพื้นฐานสำคัญ

"ท่าที่เป็นพื้นฐานก็จะมีการทำไหว้พระอาทิตย์ ท่า Downward Facing Dog เป็นท่าเหมือนสามเหลี่ยม มือกดลงพื้น ตัวยืด สะโพกยกขึ้นหาเพดาน เหยียดขาให้ขากดลงไปที่พื้น จะเป็นท่าเริ่มต้นให้นำไปสู่ท่าอื่นๆต่อไป...

จริงๆแล้ว ที่ป้าจิ๊สอนจะมีหลักสูตรที่ออกแบบเอาไว้ ๔ โปรแกรม ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็จะมีท่าที่เราเอามาประมวลกันไว้แล้วว่าควรจะเป็นท่าไหน อย่างไร โดยแบ่งเป็น Hot Yoga ศาสตร์แห่งโยคะร้อนที่ฝึกการเรียนการสอนในห้องที่มีอุณหภูมิ ๓๗ องศาเซลเซียส ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าอุณหภูมิปกติ ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆกระชับขึ้น ลดอาการปวดหลังกับคอ เลือดไหลเวียนดีขึ้น Gentle Yoga ศาสตร์แห่งโยคะที่เน้นความสมดุลของร่างกาย Plus Yoga ศาสตร์แห่งโยคะที่เรียนรู้กับความเคลื่อนไหวของร่างกายไปพร้อมกับลมหายใจด้วยท่าสุริยนมัสการ สุดท้ายคือ Yoga Fly ศาสตร์แห่งโยคะใหม่ล่าสุดที่นำโยคะ พีลาทิส การเต้น และเทคนิคกายกรรมมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างสมดุลของร่างกาย โดยเราจะใช้เปลผ้าชนิดพิเศษที่ห้อยลงมาจากเพดาน ซึ่งผ้านี้ละที่จะประคองและรับน้ำหนักเราในการบินและทำท่ารูปแบบต่างๆ ป้าบอกได้เลยว่าเป็นการออกกำลังกายที่มีความอิสระจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลก หลายคนคิดว่าเป็นโยคะใหม่ คนไม่เคยฝึกมาก่อนน่าจะเรียนไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เลย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องมีพื้นฐานมาก่อน เพราะเดี๋ยวก็มีคุณครูบอกให้เองค่ะ"

นักแสดงชื่อดังกล่าวว่า หากใครสนใจจะฝึกโยคะนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ที่ยากก็คือ การตัดสินใจมาหรือไม่มานั่นเอง และเมื่อมาแล้วก็ไม่ควรไปกำหนดตายตัวว่าจะต้องมาสัปดาห์ละกี่วัน แต่ทุกวันก็ดี 

"สิ่งที่ยากที่สุดของการเรียนโยคะคือ การพาตัวเองมาเรียนค่ะ ถ้าพาตัวเองมาถึงห้องเรียนได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว จะยากตรงที่ เอ๊ะ จะมาหรือไม่มา ทำให้ไม่ได้ฝึก คนเราไม่ใช่ฝึกไม่ได้ แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกมากกว่า เพราะฉะนั้นควรพาตัวเองมาหาโอกาสฝึก ซึ่งก็ฝึกไม่นานเกินไป แค่ ๑ ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย แล้วเรียนๆไป เราก็ไม่ต้องไปกำหนดบอกตัวเองว่าจะทำสัปดาห์ละกี่ครั้ง เพราะจะกลายเป็นว่าฝึกน้อยลงจนไม่ได้ฝึกเลย แต่ให้บอกตัวเองว่า จะมาฝึกทุกวัน"

เห็นรูปร่างทรวดทรงดีแบบนี้แล้ว ป้าจิ๊บอกว่า ไม่ใช่ประโยชน์แท้จริงของการฝึกโยคะ หากแต่เป็น...

"สุขภาพดีค่ะ น้อยคนที่มาเรียนแล้วจะคิดว่าฉันอยากมีสุขภาพดี อยากจะได้แต่รูปร่างสวย ผอมเพรียว ป้าจะบอกว่า นั่นละคือของแถม เป็นของแถมที่ทุกคนทำได้ถ้าจริงจัง อยู่เฉยๆ ไม่มีทางจะได้มาเลย ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตัวป้าเองก็ลดลง ๘ กิโลกรัม เรื่องอาหารการกินก็มีส่วน ตัวป้าเองจะกินแค่ไม่หิว ไม่ใช่กินจนอิ่ม และจะไม่กินก่อนฝึกโยคะสักชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง หรือสอนเสร็จก็จะพักก่อนค่อยกิน อีกอย่างทานมังสวิรัติมาจะ ๓๐ ปีแล้ว มันก็เหมือนตัวช่วยเสริมเราด้วย...

จิตใจก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกันค่ะ ได้ความสงบ ผ่อนคลาย มีความอดทนมากยิ่งขึ้นในการค่อยๆทำไปทีละสเต็ป ป้าจะบอกอยู่เสมอว่า การฝึกโยคะคือการขัดใจตัวเอง บางคนอยากทำอะไรเร็วๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน ชีวิตจริงก็รีบร้อนอยู่แล้ว ร่างกายเรายังไม่พร้อม เหยียดขาก็ยังไม่สุดเลย จะไปอีกท่าแล้ว ผลที่ได้คือเจ็บตัว ขณะที่บางคนอยากจะช้ากว่านั้น คนในห้องเขาไปถึงไหนแล้ว เราจะบอกให้เขารอเราก่อนก็ไม่ได้ การขัดใจตัวเองทำให้เราเคารพสิ่งต่างๆ จนในที่สุดมันจะเย็นลงเอง คุณแม่หลายคนมาฝึกก็บอกกันว่า ใจเย็นกับลูกมากขึ้น เพราะเราฝึกใจให้ยอมรับในเรื่องต่างๆได้ จริงๆไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะตามใจเรา เรารู้สึกว่ามันขัดใจเพราะมันไม่ถูกใจเรา แต่ถ้าถูกใจเราจะรู้สึกว่ามันดี แต่บางครั้งถูกใจไม่ใช่ถูกต้องเสมอไป"

จะว่าไปแล้ว การฝึกโยคะก็คล้ายกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งป้าจิ๊เองก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ปฏิบัติธรรมมานานเช่นกัน เธอสรุปว่า ทั้งสองสิ่งนี้ถือเป็นทั้งหมดของชีวิตตัวเองในขณะนี้

"ทั้งโยคะและการปฏิบัติธรรมก็คือการทำสมาธิคนละแบบ ได้ความสงบสุข ที่หากเราได้บอกต่อคนอื่น ก็ทำให้เขาได้พบเจอสัมผัสกับสิ่งนั้นด้วย แต่การปฏิบัติธรรมจะลึกซึ้งกว่ามาก ป้าไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ธมมฺธีโปตลอด เปิดบ้านให้ปฏิบัติเดือนละครั้ง สตูดิโอโยคะก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนมาฝึกปฏิบัติธรรม ตัวป้าก็ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานต่างๆ นำธรรมะเข้าไปให้คนทุกหมู่เหล่า ทุกวันนี้ป้าก็จะตั้งจิต ขอให้พระธรรมนำทาง เพื่อเราจะได้เดินบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง บางเรื่องที่เรายังไม่อยากทำหรือตัดสินใจไม่ได้ก็จะแผ่เมตตาและอโหสิกรรมตลอดเวลา พระอาจารย์สอนให้เป็นผู้ให้อภัยและชื่นชมกับทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่สิ่งน้อยนิด และจงประพฤติตนเป็นผู้ให้ เพราะยิ่งเราให้ ตัวตนของเราก็จะน้อยลง เพราะเราไม่แสวงหาแล้ว อย่างตอนนี้ชีวิตป้าก็เรียบๆ มีความสุขดี เพราะเราไม่ได้ไปแสวงหาความสุขอะไรอีกแล้ว"

ความสงบสุขจากภายในฉายชัดออกมาผ่านทางสีหน้าและบุคลิกของป้าจิ๊อยู่เสมอ เพราะมีธรรมะและโยคะเป็นเสมือนอาภรณ์แห่งความดีงามและทรงคุณค่าที่ห่มคลุมชีวิตไว้ไม่เสื่อมคลาย...

(สัมภาษณ์เมื่อ 02/06/2012)