อ่านจิตให้กระจ่างใจใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอน 25 ศีลและหิริโอตตัปปะ กลับเข้ารับหน้าที่ และเพิ่มกำลัง

"เมื่อสมุทัยกลับมีอำนาจครองใจชาวจิตตนคร ส่งทุจริตทั้ง 3 ยึดไตรทวารของจิตตนคร ตลอดถึงส่งกิเลสตัณหาทั้งปวงมีจำนวนมากมายออกคุมทวารแห่งการสื่อสารของจิตตนครทั้งชั้นนอกชั้นใน แทรกอารมณ์เข้าไปทางระบบสื่อสารทั้งหลาย ยั่วยวนใจชาวจิตตนครให้เกิดความติดความเพลิดเพลินยินดี พากันลืมศีลและหิริโอตตัปปะ แต่ต่อมาไม่ช้า เหตุพิบัติต่างๆก็เกิดขึ้น เช่น ดินฟ้าอากาศผันผวนผิดปกติ ประทุษกรรมทวีมากขึ้น คนร้ายมีขึ้นทั่วๆไป อาชีพของคนชั้นกรรมาชีพทั่วๆไปลำบาก ขัดข้องมากขึ้น เกิดความยากจนขัดสนขึ้นในชนชั้นที่เป็นกระดูกสันหลังของจิตตนครทั่วไป เมื่อเหตุพิบัติทั้งหลายปรากฏชัดขึ้น ชาวจิตตนครก็กลับระลึกถึงศีลและหิริโอตตัปปะขึ้นอีก เป็นเหตุให้สมุทัยเกิดความหวั่นไหว เกรงจะถูกพิสูจน์ตามสัจจะคือความจริง จึงรีบถอยยออกไปให้พ้นหน้าหลบซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนว่องไว"

สมุทัยกลับมีอำนาจในจิตตนครขึ้นอีก หลังจากส่งทุจริตทั้ง 3 เข้ายึดครองไตรทวารของจิตตนคร รวมทั้งส่งกิเลสตัณหาเข้าควบคุมการสื่อสารภายในจิตตนคร ไม่ว่าชั้นนอกหรือชั้นใน แทรกอารมณ์เข้าไปในจิตใจ ทำให้จิตตนครปั่นป่วนเนื่องจากผู้คนติดอยู่ในกับดักอารมณ์ ติดย้อมอยู่ในความเพลิดเพลินยินดี อารมณ์อันเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวจิตใจ ที่เกิดจากการกระทบผ่านระบบสื่อสาร จากภายนอกสู่ภายใน ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงเกิดเป็นภาพที่ตามองเห็น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัส และปรากฏเรื่องราวที่คิดในใจ

เมื่อมีสมุทัยคอยกระตุ้น คอยเติมเชื้อความปรารถนา ความน่ารักใคร่น่าพอใจ ผู้คนจึงหิวกระหายในอารมณ์อย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ เมื่ออยากได้สิ่งนี้ แล้วก็อยากได้สิ่งนั้น เมื่อได้สิ่งนั้นมาสนองแล้ว ก็อยากได้สิ่งโน้น มีความอยากความปรารถนาอย่างใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อได้มาแล้วก็อยากในสิ่งอื่นอีก ทำให้มีความอยากได้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด ความอยากอันเกินจำเป็นเหล่านี้ หากไม่มีคุณธรรมฝ่ายดีเข้าประจำการ ดังเช่น ไม่มีสติกำกับ ก็ย่อมถูกชักจูงให้หลงรัก หลงชอบ หลงชัง เกิดความยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ หรือหากเกิดความพอใจรักใคร่ในสิ่งใดขึ้น แต่ไม่มีศีล ไม่หิริโอตตัปปะอยู่ในใจ ก็อาจยอมโกงกิน ยอมปลิ้นปล้อนหลอกลวง ทรยศ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนาที่พอใจนั้น ฯลฯ

"คู่บารมีก็ได้เข้าหานครสามี ต่อว่าในเรื่องพักหน้าที่ศีลและหิริโอตตัปปะทั้งหมด จึงเกิดเหตุพิบัติต่างๆ ปรากฏอยู่ทั่วไปจนจิตตนครจะเกิดเป็นไฟอยู่แล้ว ความเจริญทางวัตถุต่างๆ หาทำให้เกิดความสุขที่แท้จริงไม่ เพราะอบายมุขและทุจริตต่างๆที่มีอยู่ทั่วไป ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ และที่ว่าจิตตนคร ร่ำรวยขึ้น ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น อยู่ดีกินดีขึ้น ถ้าดีขึ้นในส่วนน้อยแต่ส่วนใหญ่ยากจนลง ก็ชื่อว่าขัดสนนั่นเอง นครสามีเมื่อเผชิญหน้ากับคู่บารมี ก็มองเห็นความจริงตามที่คู่บารมีกล่าว และเรียกร้องให้ศีลและหิริโอตตัปปะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งได้โปรดประทานศีลและหิริโอตตัปปะมา"

ในจิตใจเรา หรือไม่ว่าในที่แห่งหนใดก็ตาม หาก ณ ที่นั้น หรือในจิตในใจเรา ณ เวลานั้น ขาดศีล ขาดหิริโอตตัปปะ ย่อมนำมาซึ่งความพิบัติ จิตใจที่ศีลมีธรรมและมีความละอายแก่ใจย่อมช่วยควบคุมไม่ให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันในระหว่างหมู่เหล่าต่างๆ ศีลและหิริโอตตัปะ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขสงบความร่มเย็นในใจ อันเป็นที่ปรารถนาของทุกคน

"ฝ่ายคู่บารมีรู้สึกว่าลำพังศีลกับหิริโอตตัปปะมีกำลังไม่เพียงพอที่จะต่อสู้กับสมุทัยและพรรคพวก จำจะต้องเพิ่มกำลังเข้ามาอีก จึงเสนอนครสามีขอให้เรียกเข้ามาประจำการช่วยเหลืออีก 3 คือ 1. อินทรียสังวร 2. สติสัมปชัญญะ 3. สันโดษ นครสามีถามว่า ทั้ง 3 นี้ สามารถอย่างไร จะให้ทำหน้าที่อะไร ตอบว่าอินทรียสังวรมีความสามารถในทางระวังรักษาทางสื่อสารแห่งจิตตนครทั้งชั้นนอกชั้นใน มิให้คนร้ายหรือข้าศึกศัตรูหมู่ปัจจามิตรทั้งปวงเข้ามา จึงควรมอบหน้าที่ให้รักษาทางสื่อสารตามที่ถนัด สติสัมปชัญญะมีความสามารถในทางอยู่ยาม จึงควรมอบหน้าที่ให้เฝ้าอิริยาบถทุกแห่งตามที่จัดเจน ส่วนสันโดษมีความสามารถในทางจัดปันส่วนทรัพย์สินเงินทอง ที่ดิน เรือกสวน ไร่นา บ้านเรือน เครื่องอุปโภคบริโภคทุกอย่าง สามารถทำให้ผู้ที่ได้รับเกิดความพอใจตามส่วนของตน จึงควรมอบหน้าที่ให้เป็นผู้ปันส่วนให้เกิดความพอใจในส่วนของตนๆ"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเปรียบเปรยให้เห็นว่าภายในจิตตนครของเราทุกคนนี้ หากคุณธรรมฝ่ายดีงามมีกำลังไม่เพียงพอ ย่อมไม่อาจรักษาความสงบในใจเอาไว้ได้ จำเป็นต้องเสริมกำลัง เพื่อให้สามารถรักษาความสงบเย็นในใจเอาไว้ได้ กลุ่มกำลังที่จะช่วยเสริมพลังในใจให้เกิดความสุขสงบและมั่นคงในจิตใจยิ่งขึ้นได้แก่ 1 อินทรียสังวร 2 สติสัมปชัญญะ และ 3 สันโดษ

สำหรับ อินทรียสังวร หรือความสำรวมอินทรีย์ นั้น เจ้าพระคุณสมเด็จได้ทรงอธิบายไว้ว่า "อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์ ก็คือสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 นี้ สำรวมตา สำรวมหู สำรวมจมูก สำรวมลิ้น สำรวมกาย สำรวมมนะคือใจ สำรวมอย่างไรก็คือว่ามีความสำรวมคือความป้องกัน ความระมัดระวังด้วยสติ ในทุกเวลาที่ตากับรูปได้ประจวบกัน หูกับเสียงได้ประจวบกัน จมูกกับกลิ่นได้ประจวบกัน ลิ้นกับรสได้ประจวบกัน กายและสิ่งที่กายถูกต้องได้ประจวบกัน มโนคือใจและธรรมะคือเรื่องราวได้ประจวบกัน พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ทุกข้อว่าให้พิจารณาโดยแยบคาย สำรวมอินทรีย์คือตา ก็คือในขณะที่ตากับรูปประจวบกัน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าตาเห็นรูป ก็มีสติคอยสำรวมระวังเอาไว้ มิให้ยึดถือสิ่งที่ตาเห็นนั้นเกิดความยินดีเกิดความยินร้าย อันเรียกว่านำกิเลสให้ไหลเข้ามาท่วมจิตใจสู่จิตใจ คือระมัดระวังมิให้เป็นอารมณ์ ที่นำความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาสู่จิตใจ ท่วมจิตใจ"

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยเสริมกำลังในจิตใจเราได้ก็คือ สติสัมปชัญญะ หมายถึงความระลึกได้ ความรู้ตัวทั่วพร้อม "...เมื่อรับอารมณ์คือรูปทางตาเข้ามาโดยไม่มีสติ จึงยึดถือ ก็เกิดยินดียินร้าย ไหลเข้ามากลั่นหรือมาดองจิตใจ ให้แปรปรวนให้มัวเมา ให้ยินดีให้ยินร้าย ดั่งนี้ เรียกว่าไม่พิจารณาโดยแยบคาย คือไม่มีสติไม่มีปัญญาที่จะสังวรคือสะกัดกั้นเอาไว้ จึงได้ยึดถือรูปที่ตาเห็นเป็นอารมณ์ให้เกิดความยินดีความยินร้ายดองจิตใจ นี่เป็นอาสวะ แต่ถ้าหากว่าได้มีสติพร้อมทั้งปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ว่าบัดนี้เรากำลังเห็นรูปดูรูป และรูปที่ดูที่เห็นนี้ก็สักแต่ว่าเป็นรูป ไม่ควรที่จะมีความยินดีความยินร้าย คือไม่ควรที่จะยึดถือให้เกิดความยินดีเกิดความยินร้าย ให้ไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ คอยมีสติสำรวมระวังพร้อมทั้งปัญญาที่รู้ รู้เท่าทันอยู่ดั่งนี้ ก็จะทำให้รูปที่เห็นนั้นก็สักแต่ว่าเป็นรูป ไม่ยึดถือเป็นอารมณ์เข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ ความที่มามีสติมีปัญญาคอยควบคุมในทุกขณะที่เห็นอะไรๆ ทางตา ดั่งนี้ ก็เรียกว่าพิจารณาโดยแยบคาย สำรวมอินทรีย์คือตา ทางหูก็เหมือนกัน ได้ยินเสียงอะไรๆ ทางหู ก็มีสติพร้อมทั้งปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ยึดถือให้เกิดความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ ได้ทราบกลิ่นอะไรทางจมูกก็เช่นเดียวกัน มีสติพร้อมทั้งปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ยึดถือให้เกิดความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ ได้ทราบรสอะไรทางลิ้นก็เช่นเดียวกัน มีสติพร้อมทั้งปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ยึดถือให้เกิดความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ ได้ทราบอะไรทางกายก็เช่นเดียวกัน คือได้ถูกต้องโผฏฐัพพะสิ่งที่ถูกต้องอะไรทางกาย ก็มีสติปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ยึดถือให้เกิดความยินดีความยินร้ายไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ ได้รู้ได้คิดธรรมะคือเรื่องราวอะไรทางมโนคือใจก็เช่นเดียวกัน มีสติปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ยึดถือให้เกิดความยินดีความยินร้าย ไหลเข้ามาเป็นอาสวะดองจิตใจ..."

"นครสามีได้ตกลงรับให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในจิตตนครทุกคนตามที่คู่บารมีแนะนำ ศีลกับเพื่อนวินัยก็เข้าประจำรักษาไตรทวารของจิตตนคร ฝ่ายหิริโอตตัปปะก็เข้าประจำหน้าที่เป็น นครบาล ของจิตตนคร อินทรียสังวรก็เข้ารักษาระบบสื่อสารทั้งชั้นนอกชั้นใน สติสัมปชัญญะก็เข้ารักษาอิริยาบถของจิตตนครทุกแห่ง และสันโดษก็เข้าเป็นผู้จัดปันส่วนสิ่งต่างๆ โดยสุจริตยุติธรรมแก่ทุกๆคน เมื่อบุคคลของคู่บารมีเข้าปฏิบัติหน้าที่ในจิตตนคร เหตุพิบัติต่างๆก็เริ่มลดน้อยถอยลง โดยลำดับ"

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ที่วุ่นวายกันอยู่ก็เพราะว่าตกอยู่ใต้อำนาจของอินทรีย์ทั้ง 6 นี้ คือใต้อำนาจของตา ของหู ของจมูก ของลิ้น ของกาย และของใจ อีกประการหนึ่งแม้ในการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องทั่วๆไปนั้น ถึงแม้ไม่คิดว่าจะรักษาศีล จะทำสมาธิ จะอบรมปัญญาก็ตาม แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีอินทรียสังวร น้อยหรือมาก จึงจะสามารถประคับประคองตนให้ดำรงอยู่ในภาวะ ในฐานะอันสมควรได้

ในการพัฒนาจิตใจ ศีลธรรมถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคุณธรรมทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์เรา เปรียบเสมือนแผ่นดินอันเป็นที่รองรับสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องประกอบด้วย วินัย เข้าร่วมรักษาไตรทวาร หิริโอตัปปะ ต้องอยู่ประจำการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยทั่วไป ที่ขาดไม่ได้คือส่วนเสริมกำลังทั้ง 3 คือ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ และสันโดษ ในการพัฒนาใดๆก็ตาม ควรต้องพัฒนาให้เกิดสำนึกแห่งความถูกต้องดีงาม ให้สัมฤทธิผล ไม่ว่าพัฒนาคน พัฒนาระบบ เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันไป

ดังนั้น ด้วยสำนึกของหน้าที่พลเมือง ที่ต้องการเห็นจิตตนครของเราพัฒนาต่อเนื่องไปอย่างยั่งยืน เราจึงต้องตื่นตัว เปลี่ยนแปลง และปลุกจิตสำนึกขึ้นเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งขององค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้องและพัฒนาร่วมกันไปในทุกด้าน


(ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ dharma-gateway.com "อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์" จากเทปธรรมบรรยายโดย สมเด็จพระญาณสังวรฯ ภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า